“พวกเจ้าอย่าได้เกรงใจ พวกเราคนกันเองทั้งนั้น” เฉินซินโบกมือไม่ให้หลานทั้งสองเกรงใจตน
“ศิษย์น้อง ตัวข้าเกรงใจเจ้ายิ่งนัก แต่ยังเหลือของที่ข้าสั่งให้ห่อกลับบ้านด้วย” ฮั่วหนานอันตบบ่าของคนเจ้าเนื้อ
“ศิษย์พี่ไม่ต้องห่วง ข้าจะให้คนไปตามให้” เรียกเสี่ยวเอ้อที่อยู่หน้าห้องเข้ามาด้านใน แล้วสั่งให้ไปดูว่าของที่สั่งได้แล้วหรือยัง
“ข้าเกรงใจเจ้าจนใจเจ็บปวด เมื่อใดที่ข้ากลับเมืองหลวงได้ ข้าจะหาหญิงงามที่เพียบพร้อมในทุกด้านให้ออกเรือนกับเจ้า” จับมือให้คำมั่นด้วยใบหน้าจริงจัง
“ท่านกล่าวอันใดออกมา หญิงงามที่เพียบพร้อมทุกด้านจะเลือกข้าได้อย่างไร”
เฉินซินหน้าแดงก่ำ สกุลตนเป็นเพียงคหบดี แถมเขายังตัวใหญ่ขนาดนี้ ได้แต่งงานกับบุตรอนุภรรยาของขุนนางในเมืองหลวงก็ยากเต็มที
“เอาน่า เจ้าดีขนาดนี้ สักวันความดีของเจ้าจะชนะใจสตรีพวกนั้น”
ฮั่วหนานอันกล่าวเยินยอเฉินซินอยู่สักพักจึงหยุด กลัวว่าเจ้าหมูน้อยที่เชื่อฟังเขายิ่งกว่าสิ่งอื่นใดจะลอยขึ้นฟ้าเพราะคำเยินยอไปเสียก่อน
เฉินซินมองดูครอบครัวของศิษย์พี่อันเป็นที่รักขึ้นนั่งบนเกวียน ดวงตาเรียวเล็กเบิกกว้างจนสุด แค่เพียงรถม้ายังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ เหลียงอ๋องช่างใจร้ายกับบุตรและหลานในไส้เสียจริง
ยกมือขึ้นปาดน้ำตา กล่าวขอบคุณสวรรค์ในใจที่ส่งให้เขามาเกิดเป็นบุตรของบิดา ถ้าไปเกิดในสกุลฮั่ว เกรงว่าเขาจะต้องตายอยู่ในชนบทตั้งแต่วันแรกที่มาถึง
“ศิษย์พี่เดินทางกลับดี ๆล่ะ” เสนอให้รถม้าไปส่ง ศิษย์พี่ก็ไม่ยินยอม นั่งเกวียนกว่าจะถึงคงใช้เวลานาน
“เจ้ามานี่” กวักมือเรียกหลงจู๊ของภัตตาคาร
“นายน้อยต้องการให้ข้าน้อยรับใช้สิ่งใดหรือขอรับ”
หลงจู๊ของภัตตาคารพินอบพิเทานายน้อยผู้เอาแต่ใจ
“ข้ามีธุระบางอย่างต้องการคุยกับเจ้า แต่ก่อนอื่น เจ้าต้องให้คนไปเลือกซื้อม้าให้ข้าก่อน”
เฉินซินทำตามคำร้องขอของศิษย์พี่ฮั่ว บอกรายละเอียดม้าที่ต้องการให้กับหลงจู๊ เพื่อให้หลงจู๊ไปจัดการตามที่ตนต้องการ
หลังนายน้อยเดินเข้าไปในภัตตาคาร หลงจู๊หันไปสั่งเสี่ยวเอ้อต่อ เสี่ยวเอ้อที่ถูกสั่งให้ไปคัดเลือกม้าตามที่นายน้อยต้องการมีสีหน้ากังวล ก่อนจะตัดสินใจคลายความกังวล
“หลงจู๊ขอรับ แล้วเงินที่ต้องไปซื้อม้าล่ะ”
“เจ้าไปเลือกให้ได้ตามที่นายน้อยต้องการ แล้วให้คนขายนำมันมาส่งด้านหลังภัตตาคาร เมื่อนั่นข้าถึงจะจ่ายเงิน รีบไสหัวไปทำงานเร็วเข้า!”
หลงจู๊รีบไล่คนงานไปทำตามคำสั่งของนายน้อย ก่อนนายน้อยจะอาละวาดเพราะไม่ได้ดั่งใจ
……
สามวันต่อมา
ยามกลางวันลมทะเลมักพัดพาหอบเอาความร้อนขึ้นบนฝั่ง ฮั่วหนานอันจึงต้องใช้เวลายามเช้าตรู่ อ่านตำราที่มารดายัดมาให้ก่อนออกเดินทางมายังชนบทแห่งนี้
หลังจากใช้เวลาวันละประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่งศึกษาตำรา ฮั่วหนานอันจะเดินทางไปยังโรงงานผลิตอาหารทะเลแห้ง อาหารทะเลจำนวนมากถูกเก็บไว้ในโกดังสินค้าเพื่อรอวันจำหน่าย ตอนนี้เงินในมือร่อยหรอลงทุกที เนื่องจากมีแต่รายจ่ายไม่มีรายรับเข้ามา
สาเหตุของการที่ฮั่วหนานอันไม่ยอมส่งสินค้าออกไปขาย เพราะต้องการรอคำตอบจากบิดา ระหว่างเดินตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น
“ศิษย์พี่ ท่านดูว่าข้านำสิ่งใดมามอบให้แก่ครอบครัวท่าน”
เฉินซินผายมือไปยังม้าสามตัว ม้าสีน้ำตาลอ่อนสองตัวยังคงเป็นลูกม้า ส่วนม้าอีกตัวคือม้าหนุ่มตัวเต็มวัยใช้ลากรถม้า
ฮั่วหนานอันกอดคอเฉินซิน แล้วกระซิบบอก “ต่อไปนี้เจ้าเรียกข้าว่าพี่ชายฮั่วก็พอ อย่าเรียกศิษย์พี่เลย คนที่นี่จะมองว่าแปลก”
“ขอรับ พี่ชายฮั่ว”
“ดีมาก น้องชายเฉิน”
ครั้นถูกฮั่วหนานอันยื่นมือออกมาเล่นพุง เฉินซินก็หัวเราะจนพุงกระเพื่อม
“เสี่ยวเฟิง เจ้าไปรายงานฮูหยินทีว่าน้องชายเฉินมาเยือน” หันไปสั่งเสี่ยวเฟิงให้กลับบ้านไปรายงานคนที่บ้าน
“ข้าจะพาเจ้าเข้าไปดูอาหารทะเลแห้งที่ผลิตได้”
เฉินซินยกมือขึ้นปิดจมูก กลิ่นของอาหารทะเลยังคงเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์สำหรับเขาอยู่ดี
โรงงานขนาดเล็กมีคนงานสิบกว่าคนทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง พวกเขาเพียงเหลือบตามองผู้มาเยือนเท่านั้น
ใบหน้าของเฉินซินประดับไปด้วยรอยยิ้ม เขาทักทายคนงานด้วยท่าทีสุภาพ จนคนงานต้องทักทายกลับ แม้กระทั่งหัวหน้าหมู่บ้านยังมาทักทายทำความรู้จัก
“นี่คือกุ้งแห้ง?” เห็นฮั่วหนานอันพยักหน้า เฉินซินจึงถามต่อ “เหตุใดมันถึงได้ตัวโตนักล่ะ” จับกุ้งแห้งตัวใหญ่กว่าที่เคยเห็นขึ้นมา
“ทะเลบริเวณหมู่บ้านซานไห่อุดมสมบูรณ์ เจ้ามาดูนี่” ขยับมายังอาหารทะเลชนิดอื่นที่ตัวใหญ่กว่าที่เคยพานพบ
ฮั่วหนานอันภูมิใจกับอาหารทะเลคุณภาพดี ขนาดหัวหน้าหมู่บ้านยังแปลกใจว่าเดี๋ยวนี้ทำไมชาวบ้านถึงจับสัตว์ทะเลตัวโตได้มาก
สาเหตุที่ชาวบ้านจับได้แต่สัตว์ทะเลตัวโต คงมิแคล้วไปจากเด็กหญิงตัวน้อยอย่างฮั่วหมิงจูที่ร้องขอให้สัตว์เทพอย่างเถียนเถียนช่วยเหลือ
ในขณะที่ผู้อื่นยุ่งวุ่นวายในทุกวัน ฮั่วหมิงจูกลับตามอาจารย์ของนางขึ้นเขามาเก็บสมุนไพร ปล่อยให้บิดากับพี่สาวช่วยดูแลโรงงานอาหารทะเลแห้ง
กระบุงเล็กๆ สะพายอยู่บนแผ่นหลังบอบบาง เด็กน้อยตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนสั่ง มือน้อยๆ ขุดสมุนไพรอย่างระมัดระวัง
[นายท่าน ข้าเจอของดีเชียวล่ะ]
ฮั่วหมิงจูเงยหน้าขึ้น หลังจากได้ยินเสียงเถียนเถียนบอกว่าเจอของดี มองไปเห็นกระต่ายน้อยตัวสีขาวกระโดดอยู่ใกล้ต้นไม้ต้นหนึ่ง
[นายท่าน มันอยู่ในนี้]
เถียนเถียนจ้องไปยังบริเวณที่มีต้นไม้ขนาดเล็กขึ้นอยู่ใต้ร่มไม่ใหญ่ เสียงร้องไห้งอแงของโสมอายุพันปีมีเพียงเถียนเถียนเท่านั้นที่ได้ยินมัน
[เจ้าสารเลว! ข้าอุตส่าห์หลบซ่อนอยู่ที่นี่มานับพันปี อย่ามายุ่งกับข้า]
เสียงของโสมคนขับไล่เถียนเถียน สลับกับร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดที่ถูกค้นพบเข้าเสียแล้ว
มีเพียงเถียนเถียนที่ได้ยินเสียงของโสมคนพันปีคร่ำครวญด้วยความเจ็บซ้ำ นับว่าโชคดีที่ฮั่วหมิงจูไม่ได้ยิน นางเปิดพุ่มไม้ออกจึงพบเข้ากับต้นโสมคน
สายตาราวกับลูกแมวเป็นประกาย มือเล็กๆ ของนางคงขุดรากโสมให้สมบูรณ์ไม่ได้ จึงหันไปเรียกท่านอาจารย์ให้มาทำหน้าที่แทน เกิดเป็นเด็กผอมแห้งแรงน้อยช่างน่าอึดอัดเสียจริง
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ นี่ใช่ต้นโสมคนหรือไม่”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยกำลังขุดสมุนไพรอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงของลูกศิษย์ถามจึงเดินมาดู
“ใช่ นี่คือต้นโสมคน” เกิดภาคภูมิใจในความสามารถของลูกศิษย์ตัวน้อย “เจ้าเก่งมาก เห็นก็รู้เลยว่ามันคือต้นโสมคน”
“เถียนเถียนหามันพบเจ้าค่ะ ศิษย์จำที่อาจารย์สอนเกี่ยวกับลักษณะของมันได้ แต่ก็ไม่มั่นใจจึงสอบถามอาจารย์ให้แน่ชัด”
“หือ เจ้าตัวน้อยหามันพบหรือ”
กระต่ายน้อยและผู้เป็นเจ้าของตัวเล็กเหมือนกันไม่มีผิด สัตว์ตัวนี้ฉลาดเฉลียวคล้ายกับมนุษย์ เรียกได้ว่าเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ทั้งคู่