ท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง

    ตอนที่ 46 โสมพันปีร่ำไห้

            “พวกเจ้าอย่าได้เกรงใจ พวกเราคนกันเองทั้งนั้น” เฉินซินโบกมือไม่ให้หลานทั้งสองเกรงใจตน

            “ศิษย์น้อง ตัวข้าเกรงใจเจ้ายิ่งนัก แต่ยังเหลือของที่ข้าสั่งให้ห่อกลับบ้านด้วย” ฮั่วหนานอันตบบ่าของคนเจ้าเนื้อ

            “ศิษย์พี่ไม่ต้องห่วง ข้าจะให้คนไปตามให้” เรียกเสี่ยวเอ้อที่อยู่หน้าห้องเข้ามาด้านใน แล้วสั่งให้ไปดูว่าของที่สั่งได้แล้วหรือยัง

            “ข้าเกรงใจเจ้าจนใจเจ็บปวด เมื่อใดที่ข้ากลับเมืองหลวงได้ ข้าจะหาหญิงงามที่เพียบพร้อมในทุกด้านให้ออกเรือนกับเจ้า” จับมือให้คำมั่นด้วยใบหน้าจริงจัง

            “ท่านกล่าวอันใดออกมา หญิงงามที่เพียบพร้อมทุกด้านจะเลือกข้าได้อย่างไร”

            เฉินซินหน้าแดงก่ำ สกุลตนเป็นเพียงคหบดี แถมเขายังตัวใหญ่ขนาดนี้ ได้แต่งงานกับบุตรอนุภรรยาของขุนนางในเมืองหลวงก็ยากเต็มที

            “เอาน่า เจ้าดีขนาดนี้ สักวันความดีของเจ้าจะชนะใจสตรีพวกนั้น”

            ฮั่วหนานอันกล่าวเยินยอเฉินซินอยู่สักพักจึงหยุด กลัวว่าเจ้าหมูน้อยที่เชื่อฟังเขายิ่งกว่าสิ่งอื่นใดจะลอยขึ้นฟ้าเพราะคำเยินยอไปเสียก่อน

            เฉินซินมองดูครอบครัวของศิษย์พี่อันเป็นที่รักขึ้นนั่งบนเกวียน ดวงตาเรียวเล็กเบิกกว้างจนสุด แค่เพียงรถม้ายังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ เหลียงอ๋องช่างใจร้ายกับบุตรและหลานในไส้เสียจริง

            ยกมือขึ้นปาดน้ำตา กล่าวขอบคุณสวรรค์ในใจที่ส่งให้เขามาเกิดเป็นบุตรของบิดา ถ้าไปเกิดในสกุลฮั่ว เกรงว่าเขาจะต้องตายอยู่ในชนบทตั้งแต่วันแรกที่มาถึง

            “ศิษย์พี่เดินทางกลับดี ๆล่ะ” เสนอให้รถม้าไปส่ง ศิษย์พี่ก็ไม่ยินยอม นั่งเกวียนกว่าจะถึงคงใช้เวลานาน

            “เจ้ามานี่” กวักมือเรียกหลงจู๊ของภัตตาคาร

            “นายน้อยต้องการให้ข้าน้อยรับใช้สิ่งใดหรือขอรับ”

            หลงจู๊ของภัตตาคารพินอบพิเทานายน้อยผู้เอาแต่ใจ

            “ข้ามีธุระบางอย่างต้องการคุยกับเจ้า แต่ก่อนอื่น เจ้าต้องให้คนไปเลือกซื้อม้าให้ข้าก่อน”

            เฉินซินทำตามคำร้องขอของศิษย์พี่ฮั่ว บอกรายละเอียดม้าที่ต้องการให้กับหลงจู๊ เพื่อให้หลงจู๊ไปจัดการตามที่ตนต้องการ

            หลังนายน้อยเดินเข้าไปในภัตตาคาร หลงจู๊หันไปสั่งเสี่ยวเอ้อต่อ เสี่ยวเอ้อที่ถูกสั่งให้ไปคัดเลือกม้าตามที่นายน้อยต้องการมีสีหน้ากังวล ก่อนจะตัดสินใจคลายความกังวล

            “หลงจู๊ขอรับ แล้วเงินที่ต้องไปซื้อม้าล่ะ”

            “เจ้าไปเลือกให้ได้ตามที่นายน้อยต้องการ แล้วให้คนขายนำมันมาส่งด้านหลังภัตตาคาร เมื่อนั่นข้าถึงจะจ่ายเงิน รีบไสหัวไปทำงานเร็วเข้า!”

            หลงจู๊รีบไล่คนงานไปทำตามคำสั่งของนายน้อย ก่อนนายน้อยจะอาละวาดเพราะไม่ได้ดั่งใจ

            ……

            สามวันต่อมา

            ยามกลางวันลมทะเลมักพัดพาหอบเอาความร้อนขึ้นบนฝั่ง ฮั่วหนานอันจึงต้องใช้เวลายามเช้าตรู่ อ่านตำราที่มารดายัดมาให้ก่อนออกเดินทางมายังชนบทแห่งนี้

            หลังจากใช้เวลาวันละประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่งศึกษาตำรา ฮั่วหนานอันจะเดินทางไปยังโรงงานผลิตอาหารทะเลแห้ง อาหารทะเลจำนวนมากถูกเก็บไว้ในโกดังสินค้าเพื่อรอวันจำหน่าย ตอนนี้เงินในมือร่อยหรอลงทุกที เนื่องจากมีแต่รายจ่ายไม่มีรายรับเข้ามา

            สาเหตุของการที่ฮั่วหนานอันไม่ยอมส่งสินค้าออกไปขาย เพราะต้องการรอคำตอบจากบิดา ระหว่างเดินตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น

            “ศิษย์พี่ ท่านดูว่าข้านำสิ่งใดมามอบให้แก่ครอบครัวท่าน”

            เฉินซินผายมือไปยังม้าสามตัว ม้าสีน้ำตาลอ่อนสองตัวยังคงเป็นลูกม้า ส่วนม้าอีกตัวคือม้าหนุ่มตัวเต็มวัยใช้ลากรถม้า

            ฮั่วหนานอันกอดคอเฉินซิน แล้วกระซิบบอก “ต่อไปนี้เจ้าเรียกข้าว่าพี่ชายฮั่วก็พอ อย่าเรียกศิษย์พี่เลย คนที่นี่จะมองว่าแปลก”

            “ขอรับ พี่ชายฮั่ว”

            “ดีมาก น้องชายเฉิน”

            ครั้นถูกฮั่วหนานอันยื่นมือออกมาเล่นพุง เฉินซินก็หัวเราะจนพุงกระเพื่อม

            “เสี่ยวเฟิง เจ้าไปรายงานฮูหยินทีว่าน้องชายเฉินมาเยือน” หันไปสั่งเสี่ยวเฟิงให้กลับบ้านไปรายงานคนที่บ้าน

            “ข้าจะพาเจ้าเข้าไปดูอาหารทะเลแห้งที่ผลิตได้”

            เฉินซินยกมือขึ้นปิดจมูก กลิ่นของอาหารทะเลยังคงเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์สำหรับเขาอยู่ดี

            โรงงานขนาดเล็กมีคนงานสิบกว่าคนทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง พวกเขาเพียงเหลือบตามองผู้มาเยือนเท่านั้น

            ใบหน้าของเฉินซินประดับไปด้วยรอยยิ้ม เขาทักทายคนงานด้วยท่าทีสุภาพ จนคนงานต้องทักทายกลับ แม้กระทั่งหัวหน้าหมู่บ้านยังมาทักทายทำความรู้จัก

            “นี่คือกุ้งแห้ง?” เห็นฮั่วหนานอันพยักหน้า เฉินซินจึงถามต่อ “เหตุใดมันถึงได้ตัวโตนักล่ะ” จับกุ้งแห้งตัวใหญ่กว่าที่เคยเห็นขึ้นมา

            “ทะเลบริเวณหมู่บ้านซานไห่อุดมสมบูรณ์ เจ้ามาดูนี่” ขยับมายังอาหารทะเลชนิดอื่นที่ตัวใหญ่กว่าที่เคยพานพบ

            ฮั่วหนานอันภูมิใจกับอาหารทะเลคุณภาพดี ขนาดหัวหน้าหมู่บ้านยังแปลกใจว่าเดี๋ยวนี้ทำไมชาวบ้านถึงจับสัตว์ทะเลตัวโตได้มาก

            สาเหตุที่ชาวบ้านจับได้แต่สัตว์ทะเลตัวโต คงมิแคล้วไปจากเด็กหญิงตัวน้อยอย่างฮั่วหมิงจูที่ร้องขอให้สัตว์เทพอย่างเถียนเถียนช่วยเหลือ

            ในขณะที่ผู้อื่นยุ่งวุ่นวายในทุกวัน ฮั่วหมิงจูกลับตามอาจารย์ของนางขึ้นเขามาเก็บสมุนไพร ปล่อยให้บิดากับพี่สาวช่วยดูแลโรงงานอาหารทะเลแห้ง

            กระบุงเล็กๆ สะพายอยู่บนแผ่นหลังบอบบาง เด็กน้อยตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนสั่ง มือน้อยๆ ขุดสมุนไพรอย่างระมัดระวัง

            [นายท่าน ข้าเจอของดีเชียวล่ะ]

            ฮั่วหมิงจูเงยหน้าขึ้น หลังจากได้ยินเสียงเถียนเถียนบอกว่าเจอของดี มองไปเห็นกระต่ายน้อยตัวสีขาวกระโดดอยู่ใกล้ต้นไม้ต้นหนึ่ง

            [นายท่าน มันอยู่ในนี้]

            เถียนเถียนจ้องไปยังบริเวณที่มีต้นไม้ขนาดเล็กขึ้นอยู่ใต้ร่มไม่ใหญ่ เสียงร้องไห้งอแงของโสมอายุพันปีมีเพียงเถียนเถียนเท่านั้นที่ได้ยินมัน

            [เจ้าสารเลว! ข้าอุตส่าห์หลบซ่อนอยู่ที่นี่มานับพันปี อย่ามายุ่งกับข้า]

            เสียงของโสมคนขับไล่เถียนเถียน สลับกับร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดที่ถูกค้นพบเข้าเสียแล้ว

            มีเพียงเถียนเถียนที่ได้ยินเสียงของโสมคนพันปีคร่ำครวญด้วยความเจ็บซ้ำ นับว่าโชคดีที่ฮั่วหมิงจูไม่ได้ยิน นางเปิดพุ่มไม้ออกจึงพบเข้ากับต้นโสมคน

            สายตาราวกับลูกแมวเป็นประกาย มือเล็กๆ ของนางคงขุดรากโสมให้สมบูรณ์ไม่ได้ จึงหันไปเรียกท่านอาจารย์ให้มาทำหน้าที่แทน เกิดเป็นเด็กผอมแห้งแรงน้อยช่างน่าอึดอัดเสียจริง

            “ท่านอาจารย์เจ้าคะ นี่ใช่ต้นโสมคนหรือไม่”

            โอวหยางเพ่ยเพ่ยกำลังขุดสมุนไพรอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงของลูกศิษย์ถามจึงเดินมาดู

            “ใช่ นี่คือต้นโสมคน” เกิดภาคภูมิใจในความสามารถของลูกศิษย์ตัวน้อย “เจ้าเก่งมาก เห็นก็รู้เลยว่ามันคือต้นโสมคน”

            “เถียนเถียนหามันพบเจ้าค่ะ ศิษย์จำที่อาจารย์สอนเกี่ยวกับลักษณะของมันได้ แต่ก็ไม่มั่นใจจึงสอบถามอาจารย์ให้แน่ชัด”

            “หือ เจ้าตัวน้อยหามันพบหรือ”

            กระต่ายน้อยและผู้เป็นเจ้าของตัวเล็กเหมือนกันไม่มีผิด สัตว์ตัวนี้ฉลาดเฉลียวคล้ายกับมนุษย์ เรียกได้ว่าเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ทั้งคู่


    คล้ายกับเรื่องท่านพ่อ! ข้าอยากเป็นบุตรสาวขุนนาง ที่คุณอ่าน