สิ่งที่ผมทำไม่ได้เป็การแก้ปัญหา แต่มันคือการต่อลมหายใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะผ่านมาไม่นาน หญิงสาวที่ป่วยเรื้อรังก็เสียชีวิตลงอย่างน่าเ็ป การสูญเสียสมาชิกในกลุ่มไปติดๆกันถึง 2 คนทำให้พวกเขาสิ้นหวัง พวกเขาจัดการกับศพของเธอแบบเดียวกันกับที่จัดการกับศพของหญิงชราก่อนหน้านี้
บัดนี้ทั้ง 11 ชีวิตได้พากันติดไข้ มันคือโรคติดต่อที่มีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่เป๊ะๆ และถ้าผมไม่เริ่มทำอะไรซักอย่างล่ะก็ ผมจะต้องเสียผู้คนกลุ่มนี้ไปตลอดกาล อย่างน้อยๆผมก็จะไม่ยอมให้เกิดเื่แบบนั้นขึ้นกับเด็กทั้งสองแน่ๆ
ผมที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้แล้วจึงตัดสินใจกลับสู่์ ก่อนจะตรงเข้าไปสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับของป่าที่จะช่วยรักษาอาการของไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดต่อได้
“แกดูเหมือนคนเสพยาเกินขนาดเลยว่ะ” ทันส์ต้า เทพแห่งถุงพลาสติกที่เรียกตัวเองว่าลูซิเฟอร์พูดถึงผมขณะนอนเอาขาพาดไปบนกองหนังสือที่ถูกรื้อลงมาจากชั้นวาง
“นิดหน่อยครับ” ผมตอบส่งๆไปแบบไม่ได้โฟกัสมากนัก เพราะกำลังพลิกอ่านหาข้อมูลเพื่อแข่งกับเวลา
ฟวิฟ์ลิโอเองก็ดูจะสังเกตเห็นอาการเร่งร้อนของผมด้วยเช่นกัน “เจอของที่ตามหาบ้างหรือยังคะ” เธอลอยเข้ามาดูผมใกล้ๆ ผมรีบจนลืมที่จะสนใจไปเลยว่าทำไมเธอถึงเป็หนึ่งในเทพไม่กี่องค์ที่บินได้
“เจอสองสามอย่างครับ บ่อน้ำพุอมฤตในมิติที่แปด แอปเปิ้ลทองคำในมิติที่สี่สิบ แล้วค้างคาวโอทรอฟในมิติที่สิบก็สามารถดูดเอาความป่วยไข้ออกมาได้ผ่านเื” ผมพูดในสิ่งที่อ่านเจอและโน๊ตเก็บเอาไว้ “ค้างคาวดูเป็ไปได้สุด แต่เสี่ยงได้รับเชื้อโรคทางเลือกจาก…”
“ที่แน่ๆคืออะไรพวกนั้นคงไม่ได้มีอยู่ตามร้านสะดวกซื้อหรอก ใช่ป้ะ” ทันส์ต้าพูดขัดขึ้นเป็เชิงจะก่อกวน แต่มันก็ดึงสติผมกลับมา
นั่นสิ ต่อให้ผมจะหาเจอมากกว่าสิบอย่าง แต่ผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องไปหามันจากที่ไหน…
เดี๋ยวนะ ผมมีคนที่หาของเก่งๆอยู่นี่!
ผมลุกพรวดพราวแล้วรีบตรงกลับไปยังที่พักทันที โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ห้องหมายเลข 9 บนชั้นที่ 10 ซึ่งก็คือห้องของอานาซิธ เทพแห่งการตามหานั่นเอง
เมื่อผมไปถึง ผมก็พยายามเคาะประตูเรียกให้อานาซิธออกมาหา ทว่านาทีแล้วนาทีเล่า ก็ยังไม่มีใครเปิดประตูออกมา ผมจึงเริ่มะโเรียกด้วยความร้อนใจ ซึ่งผลจากการที่ผมทำแบบนั้นทำให้ผมโดนเทพในห้อง1008 เปิดประตูออกมาด่าว่า “หนวกหูโว้ย! นี่แกเป็เทพแห่งการรบกวนการนอนหรือไง!”
ผมเดินคอตกกลับมาทิ้งตัวลงนอนที่เตียง พลางถอนหายใจยาวๆเพื่อระบายความอึดอัดออกไป ถึงจะมาเป็เทพแล้วผมก็ยังรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้เลยอยู่ดี เพราะทำเป็แต่เื่ที่มันเล็กๆน้อยๆ ก็เลยตั้งใจจะให้ปริมาณที่ทำได้มันทดแทน เผื่อจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าขึ้นมาบ้าง นั่นจึงเป็เหตุผลว่าตอนที่ผมมีชีวิต ผมจึงทำงานหนักและรับงานคนอื่นมาทำแทนตลอด
แต่สุดท้ายผมมันก็ไร้ค่าอยู่ดี ทั้งเื่ความสามารถ หรือเื่อะไรๆก็ตาม
ตรึ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากไอช์มิสดังขึ้น ผมหยิบมันขึ้นมาดูด้วยสีหน้าเหนื่อยๆ แต่แล้วความรู้สึกท้อแท้ในใจก็ถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น เมื่อชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอคือชื่อของ อันธีเซีย เทพีแห่งดอกไม้ กลิ่นหอม และการคืนดี และเธอคือคนที่ส่งข้อความมาให้ผม ผมรีบเปิดอ่านด้วยใจที่เต้นระรัว มืออ่อนยวบ ตัวร้อนๆ
นี่ผมเป็อะไรไปเนี่ย!
อันธีเซียส่งข้อความมาเป็รูปดอกไม้สีฟ้าครามดอกหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มาก ตรงกลางดอกมีเกสรสีชมพูที่เรียงตัวกันเป็โครงหน้ามนุษย์ นั่นดูสยองนิดหน่อย ผมเดาว่ามันจะต้องมีความหมายเกี่ยวกับการทักทายแน่ๆ ประเด็นคือถ้าส่งรูปมาแบบนี้ ผมควรจะตอบไปว่ายังไงดีล่ะเนี่ย
“ดอกไม้สวยจังเลยครับ” ผมพิมพ์ตอบกลับไป และนึกด่าตัวเองในใจ นี่ผมพิมพ์ข้อความที่มันน่าสนใจกว่านี้ไม่ได้แล้วเหรอ
รออีกซักพักใหญ่ๆ อันธีเซียก็ตอบกลับมาว่า “ดอกไม้นี้มีชื่อว่าดอกลัวดี้ค่ะ ดอกลัวดี้มีความพิเศษตรงที่มันสามารถบอกเราได้ว่าใครคนไหนที่กำลังท้อแท้”
ผมอึ้งๆ อย่าบอกนะว่าหน้าที่อยู่บนกลีบดอกพวกนั้นคือหน้าของผมน่ะ
ผมตอบกลับไปว่า “ดีจังเลยนะครับ” และเป็อีกครั้งที่ผมอยากจะบีบคอตัวเองหลังส่งข้อความเสร็จ ดีจังเลยอะไรของแกวะไอ้เ้าแอคกริโอ!
รออีกหลายนาที อันธีเซียจึงพิมพ์ตอบกลับมาว่า “ดอกลัวดี้ดอกนี้มันบอกว่าคุณกำลังท้อใจอยู่น่ะค่ะ”
นั่นไง ชัดเลย…
ผมไม่อยากให้อันธีเซียรู้เลยว่าผมรู้สึกมืดแปดด้าน รับมือกับปัญหาที่กำลังเผชิญหน้าไม่ได้ ผมเสียความมั่นใจอย่างรุนแรง ผมอยากจะมีภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งในสายตาเธอ แบบที่หนุ่มๆแทบทุกคนอยากจะมีเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ตนสนใจและคนๆนั้นเป็ถึงเทพีที่ดีพร้อมไปซะทุกอย่าง
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็้าระบายให้ใครซักคนได้ฟัง ผมจึงทนไม่ไหวพิมพ์ตอบกลับไปว่า “ก็นิดหน่อยครับ แต่ผมโอเคขึ้นแล้ว” ซึ่งอันที่จริง ผมไม่ได้โอเคขึ้นเหมือนที่ผมพิมพ์ไปหรอก
“เจอเื่ไม่ดีมาเหรอคะ” นั่นคือข้อความที่เด้งตอบกลับมา “มันทำให้เหนื่อยมากๆเลยใช่ไหม”
ผมรู้สึกะเืใจมากขึ้นเรื่อยๆที่ได้อ่านข้อความของอันธีเซีย น่าแปลกที่เธอเหมือนจะค่อยๆเจาะเข้ามาในกำแพงแห่งความเข้มแข็งอันเสแสร้งของผม ผมค่อยๆพิมพ์ตอบกลับไปว่า “ใช่ครับ” สั้นแบบนั้น แล้วผมก็รู้สึกไม่ดีที่ตัวเองพิมพ์เหมือนตอบส่งๆ นั่นอาจจะทำให้อันธีเซียคิดว่าผมไม่อยากจะคุยกับเธอ ซึ่งนั่นไม่จริงเลย ผมจึงพิมพ์เพิ่มไปว่า “เหมือนทุกอย่างมันตันไปหมดเลยครับ”
แล้วผมก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าผมหลุดพูดสิ่งที่ผมพยายามจะปิดบังออกไปแล้ว
อันธีเซียส่งภาพเคลื่อนไหวของดอกไม้อีกดอกมาให้ คราวนี้มันเป็ดอกสีเหลืองนวล กลีบดอกเรืองแสงอ่อนๆแล้วเปลี่ยนจากสีเหลืองนวลไปเป็สีฟ้าอ่อน พริบตานั้นเองภาพนั้นก็เหมือนจะนูนออกมา แล้วก็มีดอกไม้จริงๆผุดขึ้นมาจากหน้าจอ ลอยค้างอยู่ตรงหน้าของผม
ผมจ้องมันแบบช็อกๆก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่งหลังตรงบนเตียงและหยิบมันอย่างเบามือ กลิ่นหอมหวานบางๆของผมทำให้ทุกๆอย่างที่ดูผ่อนคลาย เื่หนักหนาที่เจอมันดูหนักน้อยลงไปชั่วขณะ ผมเหมือนคนที่กึ่งหลับกึ่งตื่น ตกอยู่ในมนต์สะกดของเทพีแห่งกลิ่นหอม
“ดอกเท็นรู มักให้กันเพื่อแทนความหมายถึงความเป็ห่วงเป็ใยและให้กำลังใจค่ะ” อันธีเซียพิมพ์หลังจากส่งรูปภาพดอกไม้ที่มีดอกไม้จริงๆเด้งออกมา “ฉันให้คุณนะ”
ผมอึ้ง นี่อันธีเซียคนนั้นกำลังเป็ห่วงผมเหรอเนี่ย แถมเป็ห่วงผมอย่างจริงจังพอจนทำให้เธอต้องส่งของขวัญมาปลอบใจผมเลยด้วย ผมรู้สึกพิเศษในใจ อันธีเซียนี่มีคุณสมบัติทุกอย่างที่ควรทำให้เธอถูกเรียกว่านางฟ้าเลยเนอะ
“ขอบคุณครับ” ผมพิมพ์ตอบกลับไป ก่อนจะอ่ำอึ่งอยู่อย่างนั้นซักพัก แล้วผมก็ตัดสินใจพิมพ์ต่อไปว่า “ผมไม่รู้ว่าผมจะแก้ปัญหานี้ยังไงดี”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ เล่าให้ฉันฟังได้ไหม”
ใจผมเต้นตุบๆ ทิ้งตัวลงนอนไปบนเตียง แล้วผมก็ตัดสินพิมพ์ใจเล่าเื่ทุกอย่างที่ผมกำลังเผชิญหน้าอยู่ในอันธีเซียฟัง เธอตอบกลับมาสั้นๆว่า
“ฉันรู้จักกันเทพแห่งสมุนไพรที่แผนกของเรา และเขาน่าจะช่วยคุณได้นะคะ” นั่นคือข้อความของอันธีเซียที่ทำให้ผมกระเด้งขึ้นมาจากเตียง ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีแบบแปลกๆอยู่เหมือนกัน
“รบกวนคุณอีกแล้ว” ผมพิมพ์ข้อความพร้อมส่งสติ๊กเกอร์ต้นหญ้าที่กำลังร้องไห้อย่างปลาบปลื้มไป (ผมแอบโหลดสติ๊กเกอร์นี้มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)
“งั้นคืนนี้ตอนสี่ทุ่ม เจอกันที่สวน์สาธารณะเขตสี่นะคะ” อันธีเซียส่งข้อความมาชวน ผมเงยหน้ามองนาฬิกา ตอนนี้สองทุ่มครึ่ง แสดงว่าผมยังมีเวลาเตรียมตัวอีกซักพักใหญ่ๆเลย
“ขอบคุณครับ”
“ไว้เจอกันนะคะ”
แล้วการสนทนาก็จบลงตรงนั้น แต่ความรู้สึกดีใจของผมไม่ได้จบลงไป ผมรู้สึกลิงโลด ดีใจ และเห็นแสงสว่าง แสงสว่างของผมก็คืออันธีเซีย นางฟ้าที่แสนดีและเลิศเลอยิ่งกว่านางฟ้าในเทพนิยายไหนๆ เธอทำให้ผมประทับใจได้เสมอ
หรือนี่คืออาการของคนที่กำลังตกหลุมรักกันนะ…
โปรดติดตามตอนต่อไป