ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่67 ขอขมาอย่างจริงใจ

            หลังจากนิศากาลผ่านพ้นไปข่าวการลอบสังหารในจวนเสนาบดีก็แพร่กระจาย ฝูงชนต่างอกสั่นขวัญผวาแม่ทัพรักษาพระนครถูกเรียกตัวเข้าวังเพื่อไต่ถามทันทีองค์จักรพรรดิทรงพิโรธอย่างมาก ขุนนางมากมายต่างฎีกาถอดถอนแม่ทัพรักษาเมืองแม้แต่ตระกูลถูก็เงียบสนิทไม่มีการเคลื่อนไหว สถานการณ์ฝั่งองค์รัชทายาทดีขึ้นมาก

     

              ในที่สุดราชโองการก็ออกมาสองฉบับหนึ่งประการความผิด สองปลอบขวัญเสนาบดีกรมราชพิธีและราษฎร

     

              ราชโองการแรกสั่งปลดแม่ทัพรักษาพระนครและจำคุกมืดหัวกองแต่ละคนที่เฝ้าเวรยามเมื่อคืนวานทั้งสิ้น!ราชโองการฉบับที่สองนั้นเจาะจงมาที่จวนเสนาบดีกรมพิธีการโดยเฉพาะมอบผ้าแพรหลายร้อยพับ และพระราชทานบรรดาศักดิ์จื่อ จงเฉิงจื่อ

     

              ขุนนางมากมายต่างอิจฉาตาร้อนไม่เพียงแต่หนิงเฟยหลงจะได้รับตำแหน่งขุนนางขั้นหกทั้งยังได้รับบรรดาศักดิ์จื่ออีก จะไม่ให้พวกมันรู้สึกริษยาได้อย่างไร?สายตามากมายจับจ้องมาที่ชายหนุ่มแล้ว ต่อไปจะเกิดข้อผิดพลาดไม่ได้! พลังยุทธ์ก็ยิ่งห้ามเปิดเผย!

     

              หลังข่าวแพร่สะพัดออกไปหนิงเทียนก็รีบเข้าพระนครทันทีมันมาพร้อมกับกองทหารองครักษ์ส่วนตัวหนึ่งพันนายเมื่อมาถึงนครหลวงก็ไม่ได้ถูกหยุดไว้ปกติแล้วขุนนางสามารถนำทหารองครักษ์ส่วนตัวเข้าเมืองได้ถึงอย่างไรกองกำลังประจำที่พระนครก็มีไม่ต่ำกว่าสามแสนนาย แบ่งออกเป็นสี่ค่ายค่ายมังกร ค่ายพยัคฆ์ กองทัพรักษาพระนคร กองทัพองครักษ์หลวงไยต้องเกรงทหารของขุนนางที่นำมาเพียงพันนายเท่านั้น

     

              ถึงแม้ว่านครหลวงจะอนุญาตให้นำทหารติดตามได้แต่ก็ห้ามเกินสองพันนาย ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นกบฏ!!

     

              เมื่อหนิงเทียนมาถึงสิ่งแรกที่มันทำคือการเข้าไปหาหลานชายหลานสาว

             

            “หลงเอ๋อร์ อันเอ๋อร์ พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ไม่ทันได้เปิดประตูห้องหนิงเทียนก็เอ่ยถามอย่างร้อนใจ

             

            เมื่อเห็นว่าหนิงเทียนมาถึงแล้วหนิงเฟยหลงและหนิงอันอันก็เกิดความประหลาดใจเพราะไม่มีการแจ้งล่วงหน้ามาเรื่องที่ปู่ของพวกมันจะมา

             

            “คารวะท่านปู่” ทั้งสองทำความเคารพเสร็จก็เชิญหนิงเทียนนั่ง

             

            “หลงเอ๋อร์ตอนนี้ชื่อเสียงของเจ้าไม่ธรรมดาเลย โฮะโฮะโฮะโฮะ”หนิงเทียนรู้สึกอารมณ์ดีมากหัวเราะอย่างมีความสุข เมื่อกล่าวถึงวีรกรรมของหลานชาย“แต่เจ้าตระกูลถูที่น่าเกลียดนั่น...ข้าไม่ปล่อยมันไว้แน่!!” หนิงเทียนกล่าวอย่างไม่พอใจนัก

             

            “ท่านปู่ ข้า..ข้าสังหาร...หนิงจิน” หนิงเทียนเบิกตาโพลง!

             

            “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมเจ้าถึงสังหารจินเอ๋อร์!!”ชายชราตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยิน ใบหน้าชักกระตุกเล็กน้อย

             

            “เพราะว่า...หนิงจินตั้งใจจะสังหารข้าก่อน! ข้าก็เลย....”

             

            “ช่างเถอะ ๆ อย่างไรจินเอ๋อร์ก็ตายแล้ว แต่ลุงรองของเจ้าต้องโกรธเจ้าเป็นฟืนเป็นไฟเป็นแน่แท้เดิมทีข้าก็คาดการณ์ไว้อยู่แล้วไม่น่าส่งพวกเจ้ามาด้วยกันเลย...น่าเสียดาย.......น่าเสียดาย........”หนิงเทียนคล้ายจะชราขึ้นกว่าเก่า เหม่อมองไปเบื้องหน้าด้วยสายตาเศร้าสร้อย พึมพำแต่คำว่า“เสียดาย” จากนั้นก็ถอนหายใจยาวหนึ่งคราแล้วสั่งคนเตรียมรถม้าเข้าพระราชวังเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ!

             

            หลานทั้งสองจ้องมองชายชราเดินออกไปอย่างขมขื่น ก็พลันรู้สึกเสียใจขึ้นแต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใด

             

            ..........

             

            เนื่องจากยังไม่ถึงวันเปิดเรียนของสำนักยุทธ์หลวงหนิงเฟยหลงและหนิงอันอันก็เลยยังไม่ได้ไปสำนักในเวลานี้ชายหนุ่มจึงมีเวลาทำการของตนแล้วและสิ่งที่มันจะทำอย่างแรกก็คือการตอบแทนตระกูลถูเล็ก ๆน้อย ๆ

             

            หนิงเฟยหลงพาน้องสาวเดินทางไปยังโรงหลอมเหล็กและงานช่างไม้ประจำนครหลวงสั่งทำของสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นของขวัญให้กับตระกูลถูโดยเฉพาะ พร้อมทั้งสั่งทำป้าย‘วิญญูชน’ขนาดใหญ่ ลงอักษรด้วยนักเขียนฝีมือเอก ยอดกวีผู้โด่งดังแห่งยุคหนึ่งในสองปราชญ์แห่งแคว้น นาม ‘ช่างหลิวอวิ๋น’

             

            อันที่จริงหนิงเฟยหลงตั้งใจจะให้ปราชญ์โด่งดังผู้นี้ แต่งบทกวีมอบให้ด้วยทว่าค่าตอบแทนนั้นสูงเกินไป เพียงแค่อักษรสองตัว ชายหนุ่มก็ต้องควักเงินเก็บกว่าหนึ่งแสนเหรียญเงินให้ไปแล้ว“ช่างน่าเสียดาย...” แต่เมื่อนึกถึงหน้าพวกตระกูลถูยามได้รับก็อดที่จะสะใจออกมาไม่ได้

             

            ชายหนุ่มยิ้มขื่น “ช่างเถอะ ๆเงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตาย.....ก็อดตายแหละ...”ทันทีที่ชายหนุ่มกล่าวจบหญิงสาวก็หันหน้าขวับมามองหน้า ต่างคนต่างมองกัน สีหน้าเจื่อนๆของพี่ชาย นางเองก็หยุดขำไม่ได้แล้ว “คิก ๆ สมน้ำหน้าท่านแล้ว!”

             

            รออยู่สองชั่วยามงานที่สั่งไว้ทั้งหมดก็เสร็จเหรียญเงินในแหวนมิติหายวับไปกับตาชายหนุ่มถึงแม้ฐานะตระกูลจะดี แต่ก็ไม่เคยใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเช่นนี้มาก่อน แววตาก็เศร้าสลดลงเล็กน้อยแล้วหันมายิ้มด้วยน้ำตา “อันอัน เราไปกันเถอะ..” สาวนน้อยหันมาเผยรอยยิ้มเบาบางให้“อืม” แล้วสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มตะบะแตกก็เกิดขึ้น!

             

            “แบร่!ท่านนี่โง่จริง!” หญิงสาวแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ชายหนุ่มก็เกิดความหมั่นไส้วิ่งไล่กันไปมาไม่มีใครยอมใคร

             

            “หน็อย...เจ้าตัวแสบอย่าคิดนะว่าจะหนีพ้น!” หนิงเฟยหลงใช้ร่างลมหวนเคลื่อนที่ดั่งสายลมเข้าไปใกล้น้องสาวแล้วบรรจงนิ้วมือทั้งสิบที่ใบหน้าอันงดงามของสาวน้อย

             

            “โอ๊ย!!ข้าเจ็บนะ!!”หนิงอันอันหันมาถลึงตาใส่พี่ชายที่บังอาจบีบแก้มน้อย ๆของนาง หนิงเฟยหลงหัวเราะอย่างสะใจแล้วสองพี่น้องก็พากันขึ้นรถม้าไปหน้าจวนขุนนาง เสนาบดีกรมขุนนาง!

             

            เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อรถม้าก็มาจอดหน้าจวนเสนาบดีกรมขุนนาง

             

            “ผู้มาเป็นใคร?” ทหารรักษาจวนเอ่ยถาม

             

            “ข้าจงเฉิงจื่อ หนิงเฟยหลง” ชายหนุ่มเอ่ยตอบเสียงดังฟังชัดทหารรักษาจวนทั้งสองได้ยินก็ตกใจ รีบเดินลงจากบันไดหน้าจวนมาต้อนรับ

             

            “ข้าน้อยไม่ทราบว่าเป็นท่าน ‘จงเฉิงจื่อ’ข้าน้อยขออภัยที่เสียมารยาท เดี๋ยวข้าน้อยจะเข้าไปเรียนนายท่านก่อนขอท่านได้โปรดรอสักครู่...” กล่าวจบแล้วทหารรักษาจวนผู้นั้นก็รีบจากไปทิ้งให้ทหารอีกนายยืนเหงื่อตกอยู่ตรงนั้น

             

            ไม่นานก็มีบุรุษแต่งอาภรณ์หรูหราทั้งตัวเต็มไปด้วยเครื่องทองประดับกายก็เดินออกมาพร้อมด้วยผู้ติดตามหลายสิบคน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าชายผู้นี้เป็นใครคนที่ร่ำรวยเช่นนี้ มีผู้ติดตามมากด้วยฝีมือ หากไม่ใช่ประมุขตระกูลถูแล้วก็คงต้องเป็นถูหมิงจิว เสนาบดีกรมคลังผู้นั้น!

             

            “ผู้เยาว์ขอคารวะผู้อาวุโสถูหมิงจิว” หนิงเฟยหลงทำความเคารพตามสมควร

             

            ถูหมิงจิวคล้ายไม่ให้ความสนใจเท่าใดนัก“วันนี้จงเฉิงจื่อมายังจวนข้าช่างรู้กาลเทศะนัก มีเรื่องอะไรให้ข้าผู้น้อยรับใช้!”เสนาบดีกรมคลังผู้นี้ตั้งใจเหน็บแนมแล้ว

             

            หนิงเฟยหลงเผยรอยยิ้มอย่างสุภาพ พร้อมทั้งกวักมือเรียกให้รถม้าด้านหลังที่บรรทุกเกวียนเคลื่อนเข้ามา

             

            “ท่านผู้อาวุโส ผู้เยาว์เข้ามานครหลวงนานแล้วไม่ได้มีโอกาสมาคารวะวันนี้จึงอยากจะมาทำการคารวะท่านและมาขอขมาท่านที่ได้ล่วงเกิน.....พี่ถูหย่งเฮ่าไปทำให้บุตรชายของท่านต้องบาดเจ็บสาหัส ผู้เยาว์ไม่รู้จะขอขมาอย่างไรดีผู้เยาว์รู้ดีว่าทำให้ท่านโกรธเคือง ทว่านั่นเกิดจากการไม่เจตนาแต่ก็ยากจะปัดความรับผิดชอบได้จึงได้จัดเตรียมสมบัติที่ตนเองมีอยู่นั้นมามอบเป็นของเล็ก ๆน้อย ๆให้แก่ท่านขอท่านได้โปรดรับเอาไว้ด้วย”

             

            ถูหมิงจิวเดิมทีพอกล่าวถึงอาการบาดเจ็บของบุตรชายมันก็จ้องเขม็งไปยังหนิงเฟยหลงด้วยสายตาที่อาฆาตแต่เมื่อกล่าวถึงการขอขมาและมอบของกำนัลนั้นแววตามันก็คล้ายจะมีชีวิตชีวาขึ้นมันแปลกใจไม่น้อยที่คนตระกูลหนิงอ่อนน้อมต่อมันเช่นนี้การมาครั้งนี้ของหนิงเฟยหลงทำให้มันแปลกใจไม่น้อยเลย

             

            เมื่อมองไปยังรถม้าเหล่านั้นก็เห็นเกวียนลากติดมาในเกวียนนั้นเต็มไปด้วยหีบ ในหีบเล็กบรรจุแก่นสัตว์อสูรอสูรระดับสามหีบใหญ่บรรจุผ้าแพรหลายร้อยพับ และป้ายไม้ไม่เล็กไม่ใหญ่กว้างสามฉื่อ ยาวสี่ฉื่อที่พิเศษที่สุดคงจะเป็นหีบสุดท้ายที่บรรจุของปริศนาที่ปิดล็อกไว้หนาแน่นหนิงเฟยหลงยื่นมอบกุญแจไว้ให้อย่างอ่อนน้อม

             

            ถูหมิงจิวมองดูอย่างพึงพอใจ สายตาที่เจ้าเล่ห์พลันจับจ้องมาที่ชายหนุ่มแล้วก็หายไป“ถึงแม้ว่าจะเด็กนี้จะทำให้หย่งเอ๋อร์ต้องพิการแต่มันก็มาแสดงความจริงใจ ยังไงเสียก็คงต้องรับไว้ แล้วค่อยหาโอกาสจัดการ”

             

            “ดี!รู้ผิดชอบ สมเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่! ข้าจะรับไว้!”

             

            “เช่นนั้นผู้เยาว์ขอตัวลา” หนิงเฟยหลงไม่ได้รีบขึ้นรถม้ามันเดินอย่างเรียบร้อยไม่มีความเย่อหยิ่ง มีแต่ความอ่อนน้อม “กลับจวน”

             

            ..........

             

            “สารเลว!! ไอ้เด็กสารเลว!! บังอาจมาลวงข้า อย่าให้ข้าเจอเจ้าอีก ข้าจะบดขยี้เจ้าให้จมธรณี!!” เสียงคำรามสนั่นจวน มาจากห้องโถงหลัก ถูหมิงจิวเดือดดาลอย่างที่สุด! มันไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องกลอุบายของเด็กน้อยคนหนึ่งหากมันตรวจสอบของข้างในแต่แรก มันคงจะไม่รับมาหนำซ้ำคงจะลงมือสังหารชายหนุ่มผู้มีสัมมาคารวะนั่นไปแล้ว!

             

            ถูหย่งเฮ่าที่กำลังนอนพักฟื้นเมื่อได้ยินบิดาแผดเสียงร้องก็ตกใจรีบออกจากห้องมาดู ก็พบกับสิ่งของมากมายกระจัดกระจายแต่ที่เด่นชัดที่สุดคือป้ายไม้ที่ดูสะดุดตาการแกะสลักที่ประณีตบ่งบอกถึงที่มาของมัน และตัวอักษรที่ถูกเขียนอยู่บนนั้นฝีมือการบรรจงเขียนอย่างสวยงามหนักแน่นแต่ก็พลิ้วไหว คงจะมีแต่ปราชญ์ทั้งสองเท่านั้นที่ทำได้

             

            แต่ที่ทำให้ชายหนุ่มใบหน้าด้านชาอย่างที่สุดก็คือความหมายของตัวอักษร ‘วิญญูชน’ใครบ้างจะไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไรการมอบป้ายนี้จากศัตรูก็เหมือนการตบหน้าอย่างรุนแรงต่อหน้าสาธารณชนจะไม่ให้ถูหมิงจิวเดือดดาลได้อย่างไร!!

             

            ถูหย่งเฮ่าสูดลมหายใจลึก แล้วสืบเท้าเบา ๆเข้าหาบิดา“บิดา..ขอท่านได้โปรดใจเย็นก่อน...” ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยต่อถูหมิงจิวก็ไขกุญแจที่หีบสุดท้ายออกมันหวังว่าจะเป็นของที่ดีแก้ไขความเดือดดาลของมันได้

             

            แกร๊ก.....แอ๊ด!

             

            “หืม? นี่มันอะไร?” ถูหมิงจิวที่กำลังเดือดดาลเมื่อเห็นของนี่เข้ามันก็สงบลงชั่วคราวความสงสัยย่างกรายมาแทนที่

             

            ลักษณะของที่มันเห็นเป็นเหล็กกล้าเกือบทั้งหมด บางส่วนเป็นเงินและทองเมื่อแสงกระทบกับสิ่งนี้ มันก็เปล่งประกายระยิบระยับ “ของสิ่งนี้คืออะไร? ทำออกมาได้ประณีตมากหรือว่ามันตั้งใจจะขอโทษเราจริง แล้วส่งป้ายวิญญูชนให้ อาจจะเพื่อยกย่องจริงๆก็ได้ แต่ว่าของสิ่งนี้..มันช่างคล้ายกับแขน.....คน!!”เมื่อมันยกของสิ่งนั้นขึ้นมาแล้วจึงรู้ว่าแขนคนและยังเป็นแขนข้างขวาอีกด้วยถูหมิงจิวมองมาที่บุตรชายอย่างเร็วไว คล้ายว่ามันจะคิดอะไรออก....

             

            “อึก!ใครส่งมาหรือ?” ถูหย่งเฮ่ามองมาที่หัวไหล่ด้านขวาของมัน เมื่อมองเทียบดูแล้วคล้ายว่าคนที่ส่งของตั้งใจส่งให้มันโดยเฉพาะ ดวงตาของมันสั่นไหวเลือดลมพุ่งพล่านอย่างรวดเร็ว

             

            “จงเฉิงจื่อ หนิงเฟยหลงขอรับ” ถูหมิงจิวยังเงียบอยู่คนรับใช้ที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยตอบแทน คล้ายต้องการประจบประแจงนายน้อยผู้นี้ทว่ามันเลือกเวลาผิดแล้ว!

             

            ถูหมิงจิวที่เงียบอยู่ เมื่อได้ยินคนใช้ผู้นั้นพูดกับพลันถลึงตาใส่แล้วซัดฝ่ามือเข้าอย่างจัง คนใช้ผู้นั้นก็ดับดิ้นสิ้นชีวีไป!

             

            สีหน้าของถูหย่งเฮ่าไม่ดีแล้วเดียวก็แดงเดี๋ยวก็ดำ ถูหมิงจิวรู้สึกสับสนมากเมื่อสักครู่มันกำลังโกรธ แล้วก็สงบแล้วก็หวาดหวั่น ตอนนี้ยังมาอารมณ์ใดอีก! “หย่งเอ๋อร์เกิดอะไรขึ้น!!”

             

            พรวด!ถูหย่งเฮ่ากระอักโลหิต ลมปราณตีกลับอย่างรุนแรง! ล้มลงที่พื้นถูหมิงจิวรีบเคลื่อนย้ายร่างพยุงบุตรชายขึ้นตรวจชีพจร ดวงตาของมันก็ต้องเบิกโพลง! “สารเลวเอ้ย! เรียกหมอมาเร็วเข้า!!” บุรุษผู้มั่งคั่งแผดเสียงร้องสุดเสียง ไม่เหลือเค้าเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ที่มั่นคงไปด้วยอำนาจและเงินทองเลยแม้แต่น้อย

             

            นั่นเพราะถูหมิงจิวสัมผัสได้ว่า บุตรชายของมันชีพจรเต้นช้าจนแทบไม่อาจสัมผัสได้แล้ว สีหน้าซีดเผือดราวกับไร้โลหิตอุณหภูมิในร่างเริ่มลดลง จึงตื่นตระหนก ทั้งหวาดกลัวทั้งโกรธแค้นในเวลาเดียวกันดวงตาของมันยามนี้แทบจะเป็นสีเลือด! “หนิง..เฟย...หลง!!!!”

             

            ..........

             

            *** บรรดาศักดิ์ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน อาจเทียบได้กับบรรดาศักดิ์ไทย เจ้าพระยา  พระยา  พระ  หลวง  ขุน แตกต่างในแต่ละยุคสมัยแต่ในเรื่องจะเทียบตามนี้ครับ ตำแหน่งและยศจะแยกออกจากกัน ***