บทที่3
ฉันจะปกป้องเธอเอง
มนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตที่ปกครองโลกมายาวนานจนกระทั่งยุคของelegance มาถึงการวิวัฒนาการของสตรีได้ก้าวนำความแข็งแกร่งของบุรุษ ส่งผลให้การมีชีวิตอยู่ของผู้ปกครองโลกใบนี้ถูกเฉือนออกเป็สองฝ่ายระหว่างมนุษย์เผ่าพันธุ์ดั้งเดิมและเหล่าสตรีผู้มีความเป็นิรันดร์บทสรุปของาของโลกเก่าที่กินเวลามาหลายพันปีตกเป็ของผู้ที่แข็งแกร่งและมีพลังเหนือกว่าพลังที่มาพร้อมกับความผิดแผกของการมีชีวิตพวกเธอเ่าั้ ไร้าแไร้ความเจ็บป่วย ไร้ความชราภาพ ไร้ซึ่งความตาย และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดระยะห่างของความแข็งแกร่งก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตามในความโชคร้ายของเหล่ามนุษย์ยังคงมีความโชคดีเหลืออยู่บ้างใช่ว่าสตรีเพศทุกคนจะเกิดการวิวัฒนาการก้าวะโ มีเพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านั้นโดยการคัดสรรจากธรรมชาติแต่นั่นก็เพียงพอที่จะยึดครองสั่นคลอนโลกทั้งใบได้
เป็ธรรมชาติของมนุษย์ผู้อ่อนแอที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในหมู่ของพวกตนแม้ผู้ล่าจะอยู่โดดเดี่ยวก็ตามแต่หากพูดให้ถูกต้องแท้จริงแล้วการกระทำเช่นนี้เป็การปิดบังจุดด้อยให้กลมกลืนไปกับคนหมู่มากเสียมากกว่าในราตรีนี้ก็ไม่ต่างกันเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าดั่งวัฏจักรของเหยื่อและผู้ถูกล่า
ภายใต้พลังอันยิ่งใหญ่เงาของปีกแหลมคมงอกออกมาเป็แฉกบดบังรัศมีของดวงจันทร์ทอดผ่านใบหน้าเหล่าบุรุษเพศผู้โง่เขลา
"อย่าเข้ามานะ!!!ไม่งั้นยัยเด็กนี่ไม่รอดแน่" ชายที่เป็หัวหน้าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ขณะที่วงแขนกำยำข้างซ้ายของเขาล็อคคอเด็กน้อยผมแดงแน่นขึ้นด้านหน้าพรรคพวกอีกสี่คนยืนคุมเชิงประจันหน้าด้วยความหวาดกลัวกับสิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะเจอนั่นคือเด็กสาว ‘elegance’ในชุดเกราะสีขาวมุกที่ไม่หวั่นเกรงต่อการขู่เข็ญใดใด
เหงื่อเป็เม็ดเมื่อไหลลงมาผ่านบ่วงคอเหล็กที่โยกกระทบไปมาจากการวิ่งทำให้เกิดรอยแดงรอบลำคอเหล่าชายฉกรรจ์กำลังเคลื่อนตัวถอยล่นเพื่อหลบหนีเข้าไปในผืนป่า ส่วนจุติมาถูกหิ้วไปพร้อมคราบน้ำตาเพราะความใที่ถูกบุคคลนิรนามปลุกให้ตื่นขณะนอนหลับสนิท
"หัวหน้า!! ทั้งหมดมันไม่เหมือนที่คุยกันไว้"ชายในกลุ่มหวาดวิตกสุดขีด
"ไหนว่าแค่เค้นข้อมูลจากเด็กนี่!"เขาทิ้งอาวุธลงกับพื้นแล้วรีบสาวเท้าวิ่งตามพรรคพวกอีกสามคนที่วิ่งเข้าไปในป่าอย่างไม่คิดชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพื้นดินขรุขระกับต้นไม้น้อยใหญ่หนาทึบ มีเพียงผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าเท่านั้นที่คิดว่าเด็กน้อยผมแดงเป็ไพ่ใบสุดท้ายในมือในขณะที่ลูกน้องทั้งสี่ต่างหนีเอาชีวิตรอดตามสัญชาติญาณอย่างไร้สติไปคนละทาง
การล่ายามราตรีจึงเริ่มขึ้น !
เหนือทิวไม้บนผืนป่า ไอร่ารู้สึกไม่สบอารมณ์เป็อย่างมากเธอบินอย่างมั่นคงโดยปีกทั้งสองข้างกางจนสุดลู่ไปกับสายลม ความเงียบสงบยามค่ำคืนได้เผยตัวตนของเหล่ามนุษย์ที่วิ่งดิ้นรนกระเสือกกระสนฝ่าแนวไม้ได้อย่างชัดเจน
ไอร่าไม่รอเสียเวลากับสิ่งน่าเบื่อเหล่านี้อีกต่อไปทุกการเคลื่อนผ่านของเธอหมายถึงหนึ่งชีวิตต้องจบลงเสียงโหยหวนคนแล้วคนเล่าลอยก้องไปทั่วผืนป่า เวลานี้เส้นผมสีทองและชุดเกราะสีขาวมุกของเธอถูกย้อมไปด้วยเืสีแดงสดของเหล่าผู้โง่เขลา
"นี่ นี่ เราจะไปที่ไหนกัน" น้ำเสียงของเด็กน้อยผมแดงดูสดใสขึ้นเมื่อเริ่มคุ้นชินกับการถูกหิ้วไปมาชายผู้เป็หัวหน้าเลือกที่จะไม่วิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง เขาค่อยๆก้าวเดินอย่างระมัดระวังและพยายามแฝงตัวเข้ากับเงาไม้อย่างแเีที่สุด
"ขืนแกส่งเสียงอะไรอีกข้าจะตัดลิ้นแกออก" เวลานี้สิ่งเดียวที่เขา้าคือความเงียบสงบเพื่อซ่อนตัวตนและ สายตาที่ดูหวาดระแวงต่อทุกสิ่งที่สั่นไหวพยายามปรับเข้ากับความมืดรอบตัว
"แต่...ไอร่าโกรธแล้วนะ" จุติมาพยายามชวนชายร่างกำยำที่หนีบเธอไว้ข้างเอวคุย ยังไม่ทันสิ้นเสียงเตือน เขาก็กระแทกตัวเด็กน้อยติดไว้กับต้นไม้ต้นใหญ่มือข้างหนึ่งบีบคอเล็กๆไว้แน่น
"หากแกลองพูดอะไรอีก ข้าจะไม่แค่เตือนอีกแล้ว"เขาพูดข่มขู่ด้วยความสั่นกลัวแม้จะพยายามข่มใจเท่าไหร่แต่อาวุธในมือก็ยังสั่นไม่หยุดจุติมาเบะปากเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาอีกระลอกเมื่อโดนชายตรงหน้าข่มขู่
"โอ๋ๆ เด็กน้อยไม่ร้องนะได้โปรด" เขาพยายามเปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว พลันมองซ้ายแลขวาด้วยความร้อนรน
"อึก อึก.." จุติมาพยายามให้ความร่วมมือข่มความใทั้งหมดที่ไม่ได้คิดจะพบเจอในค่ำคืนนี้เอาไว้แต่มันคงไม่ทันเสียแล้ว
"แง!!!" เธอแหกปากร้องดังลั่นไปทั่วผืนป่านกฝูงหนึ่งโผบินออกไปด้วยความใ
เมื่อวาระสุดท้ายของเหยื่อมาถึง ความหนาวเย็นก่อตัวขึ้นในบรรยากาศอันร้อนอบอ้าวเหงื่อตามร่างกายผุดกลับไปในที่ของมัน ในขณะที่เส้นขนบนท่อนแขนกำยำลุกชูชัน เมื่อเห็นร่างที่น่าหวาดกลัวโผล่พรวดออกมาจากความมืด
"ได้โปรด...." เมื่อสิ้นเสียงสั่นเครือท่อนแขนที่เปลี่ยนสภาพเป็อาวุธยาวแหลมคมลักษณะคล้ายหอกเรียวแหลมก่อตัวงอกยาวค่อยๆทะลุผ่านหน้าผากอย่างช้าๆร่างนั้นกระตุกเล็กน้อยแววตาเหลือกขึ้นและกัดริมฝีปากของตนเองจนฉีกขาดเป็ภาพการดิ้นรนครั้งสุดท้ายอันน่าสยดสยอง
"ไอร่าาา"เด็กน้อยผมแดงวิ่งโผเข้ากอดผู้ที่เปรียบเสมือนพี่สาว ในขณะที่มือขวาของไอร่าที่เคยเป็อาวุธแหลมคมกลับกลายเป็มือปกติ
"เพี๊ยะ!!" ไอร่าง้างมือตบลงบนใบหน้าของเด็กน้อยผมแดงจนร่างเล็กๆกระเด็นออกไป
ความรู้สึกชาที่แก้มซ้ายแผ่ออกมา จุติมาเลื่อนมือเล็กๆมากุมที่แก้มแม้การโดนตบครั้งนี้จะไม่ได้รุนแรงเหมือนกับสิ่งที่เธอเคยเจอมาโดยตลอดแต่ความรู้สึกกลับเหมือนหัวใจถูกบีบจนแทบแตกสลายจากข้างใน ทำได้เพียงนั่งเงียบนิ่งอึ้ง
จุติมาเฝ้ามองชุดเกราะบนร่างไอร่าที่กลับกลายเป็เส้นเืแล้วหดกลับเข้าไปตามิัหน้ากากรูปปีกนกก็เช่นกัน มันถูกกลืนโดยเส้นเืไหลย้อนไปบนแก้มซ้ายและขวาของเธอ เผยให้เห็นแววตามุ่งมั่นที่มีน้ำตาซึมออกมาไอร่ายืนอยู่ตรงหน้าจุติมาด้วยร่างกายเปลือยเปล่าสองมือกุมที่ใบหน้าปาดน้ำตาไปทั่วขาสองข้างทรุดลงกับพื้น เวลานี้จุติมาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรในเวลาปกติมักเป็เธอเสียมากกว่าที่ปล่อยโฮไม่หยุดอยู่ฝ่ายเดียว เธอมองเด็กสาวผมทองด้วยความฉงนถึงแม้ภายนอกจะมีพลังที่แข็งแกร่งมากแค่ไหนแต่ภายในจิตใจพวกเธอก็ยังคงเป็เด็กอยู่ดี
"นี่...นี่...ไอร่าเป็อะไร?.."เสียงของเด็กน้อยถามด้วยความใจหายพร้อมกับค่อยๆคลานเข้ามาใกล้เด็กสาวผมทอง
"เงียบไปเลยยัยเปี๊ยก!พวกมันเอาตัวเธอไปแต่เธอกลับไม่ทำอะไรเลยซักอย่าง!" เมื่อได้ยินเสียงเล็กๆของจุติมาเธอยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
"ถ้าวันนึง...เหตุการณ์มันเลวร้ายกว่านี้...ฉันปกป้องเธอไม่ได้...ฉันต้องทำยังไง..."ไอร่าสะอึกสะอื้นอยู่ในลำคอ จุติมาได้แต่ก้มหน้ารู้สึกถึงความกดดันที่ส่งมาเหมือนฟ้าถล่มเธอใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ฉัน...ฉันก็จะเป็คนปกป้องไอร่ายังไงล่ะ"
ไอร่าชะงักไปกับคำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยที่ไร้ซึ่งความคิดลึกซึ้งใดใด
"ทำมาเป็พูดดี..อึก..อึก"เธอปาดน้ำตาพร้อมปรากฏรอยยิ้มเล็กๆขึ้นมา
จุติมาโผเข้ากอดผู้ที่เปรียบเสมือนพี่สาวสุดแรงเหมือนเฝ้ารอสิ่งนี้มานานแสนนานไอร่าเซล้มแผ่นหลังกระแทกพื้นอย่างจัง
"โอ๊ยย! มันเจ็บนะยัยแสบ.."ไอร่าบ่นอุบ แต่ต้องหยุดไปเมื่อเห็นผู้ที่เปรียบเสมือนน้องสาวหนุนบนหน้าอกคล้ายจะผล็อยหลับอีกรอบเธอค่อยๆใช้มือสางผมสีแดงของเด็กน้อย พลันคิดว่าหากเวลาหยุดเพียงเท่านี้มันก็คงดีเหมือนกัน
"นี่ นี่..."เสียงเล็กๆแ่ออกมา
"หืม...มีอะไร?..."อีกเสียงขานรับด้วยความผ่อนคลาย
"ไอร่าหน้าอกเล็กจังนอนไม่สบายเหมือนของจูเลี่ยนเลย" จุติมาพูดน้ำเสียงจริงจังพร้อมถูแก้มขยับหาจุดที่น่าจะนุ่มที่สุด
"นี่แกจะทำอะไร!!!ลุกไปเลยยัยเด็กแสบ!"
"หวาาา! ไอร่าโกรธอีกแล้ว!"
ค่ำคืนอันยาวนานได้ผ่านพ้นไปพร้อมกับความเหนื่อยล้าของเด็กทั้งสองมันคงเป็อีกคืนที่ดูปกติดีถ้าหากบรรยากาศรอบข้างไม่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื รวมถึงอีกหลายชีวิตที่ต้องจบลงในราตรีนี้แม้ว่ามันจะดูเป็เื่ประหลาดกับการใช้ชีวิตของเด็กทั้งสอง แต่สำหรับพวกเธอแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็เพียงแค่อีกราตรีหนึ่งของ่ชีวิตอันแสนยาวนานที่บางครั้งก็ดูตลกและโหดร้ายในคราเดียวกัน
แสงสว่างรำไรของรุ่งสางสาดส่องไปยังป้อมปราการหินขนาดใหญ่ภายในมีสตรีผมหยักศกยาวสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าคมคาย แววตามั่นคง ในมือถือขวดสุรายกซดเป็ระยะส่วนมืออีกข้างกำดาบสีแดงสดรูปทรงขรุขระแฝงไปด้วยความแหลมคมใช้ส้นเท้าเหยียบอยู่บนหน้าอกสตรีอีกคนที่นอนแผ่อยู่บนพื้น
"มันจบแล้ว..."เธอกระดกขวดเหล้าในมือซดอึกใหญ่ แล้วใช้แขนข้างเดียวกันนั้นปาดเช็ดมุมปากอย่างใจเย็น และมองไปยังสตรีที่มีสีหน้าเรียบเฉยแววตาว่างเปล่าสะท้อนถึงการยอมรับต่อความตาย
"มันก็แค่ความตาย...การมีชีวิตอยู่อย่างยาวนานอาจยากยิ่งกว่า...รีบทำให้มันจบเสียที..."สตรีที่อยู่ใต้ฝ่าเท้ากล่าวสั่งเสียครั้งสุดท้าย ก่อนเบือนหน้าหันมองไปอีกทาง
ภายใต้แสงทองอ่อนๆตัดกับหมอกยามเช้า คมดาบฟาดลงครั้งแล้วครั้งเล่าหมายไม่ให้ร่างนั้นฟื้นคืนสภาพได้อีกต่อไปเศษเนื้อกระจัดกระจายตัดกับละอองหมอกที่กลายเป็สีแดงฉาน
อาวุธดาบรูปร่างประหลาดเปลี่ยนสภาพกลายเป็ของเหลวไหลย้อนเข้าาแตรงข้อมือของสตรีผมหยักศกเส้นเืถักทอเสมือนไหมเย็บปิดรอยแผลนั้นจนมิดชิดอย่างน่าอัศจรรย์
เธอเดินออกมาหลังจากทิ้งซากศพนับร้อยไว้เื้ัเมื่อยามไร้สิ่งมีชีวิตป้อมหินขนาดั์ช่างดูเงียบเหงา เธอกระดกเหล้าอึกใหญ่เดินโซเซขาปัดไปมาพร้อมผ้าพันคอผืนสั้นที่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงปลิวลู่ลม
แสงแดดยามเช้าแสดงให้เห็นถึงค่ำคืนอันยาวนานได้จบสิ้นลงแล้วขวดลวดลายสวยงามน่าหลงใหลกลับดูไร้ค่าทันทีเมื่อมันไม่เหลือแม้สุราหยดสุดท้าย มีเพียงความทรงจำถึงแหล่งผลิตของมันกับภาพเด็กน้อยสองคนล่องลอยเข้ามาในหัว
"ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้วสิ..ป่านนี้เ้าพวกนั้นจะเป็ยังไงกันบ้างหวังว่าคงไม่ได้ก่อเื่อะไรให้ปวดหัวหรอกนะ" เธอยกมือแหวกเส้นผมที่บดบังมาทัดหูเอาไว้หรี่ตาจ้องมองไปเบื้องหน้าแล้วโยนขวดสุราทิ้งไว้เื้ั ขาทั้งสองเดินเซปัดไปมาด้วยฤทธิ์สุราภายใต้แดดแรกของเช้าวันใหม่