ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 ข้าอยากออกจากเขาหลางหลางแล้ว

            น้ำเสียงของมู่เยว่เหยาก่อนจะจากไปดูไม่พอใจส่งผลให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกผิด จนต้องก้มหน้าลงอย่างอดสู

            แต่ทางด้านมู่หลางยังคงทำท่าทีไม่ใส่ใจเช่นเดิม

            เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "พวกเจ้า ไม่ต้องไปสนใจนางหรอก"

            "เราออกเดินทางกันเถอะ ตามข้ามา"

            "…"

            ทุกคนถึงกับพูดไม่ออกด้วยความซาบซึ้ง

            มู่หลางยอมขัดใจแม้กระทั่งอัจฉริยะแห่งตระกูลเพียงเพื่อปกป้องพวกเขาที่อ่อนแอและไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลย อีกทั้งยังไม่ถือสาพวกเขา

            ช่างเป็นความเมตตาแบบใด

            จิตใจต้องกว้างขวางแค่ไหน

            ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเคารพนับถือและจดจำบุญคุณนี้ไว้ในใจ

            จากนั้นมองไปโดยรอบ

            เหล่าผู้ฝึกตนหลายสิบคนของราชวงศ์ต้าเยี่ยนได้แบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าสำรวจส่วนลึกของดินแดนลับแห่งนี้

            ในไม่ช้าการต่อสู้อันดุเดือดก็พลันปะทุขึ้นในหลายๆ แห่ง

            ร่างวิญญาณของสัตว์อสูรแตกสลายพลังที่แผ่ออกมาไหลเข้าสู่ร่างของผู้ฝึกตน

            แต่หลังจากกำจัดร่างวิญญาณของสัตว์อสูรไปหนึ่งหรือสองตัว

            ผู้ฝึกตนหลายคนก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ

            หลังจากกลุ่มผู้ฝึกตนช่วยกันสังหารร่างวิญญาณของสัตว์อสูรพวกเขาพบว่ากลุ่มพลังเหล่านั้นไม่ได้ถูกแบ่งเท่าๆ กัน

            แต่จะไหลเข้าสู่ร่างของผู้ที่โจมตีครั้งสุดท้ายเท่านั้น

            สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างศิษย์ของตระกูลและสำนักต่างๆจนต้องแยกย้ายกันไป

            ผู้ฝึกตนบางคนหลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วก็ตัดสินใจผลัดกันโจมตีครั้งสุดท้าย แต่วิธีนี้ใช้เวลานานกว่าเดิม เพราะแม้ร่างวิญญาณของสัตว์อสูรจะมีพลังเทียบเท่าสัตว์อสูรตัวจริงแต่ก็หาใช่ร่างกายที่แท้จริงไม่

            ไม่มีใครรู้ว่ามันจะสลายไปเมื่อใด

            แต่เพื่อโอกาสรอดชีวิตที่มากขึ้นพวกเขาก็จำเป็นต้องทำเช่นนั้น

            มู่อู๋ซวงกำลังต่อสู้กับร่างวิญญาณของสัตว์อสูรระดับแก่นปราณขั้นเก้า

            แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีพลังเหนือกว่าเขาหนึ่งขั้น

            แต่ถึงอย่างนั้นมู่อู๋ซวงก็ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำ กลับต่อสู้ได้อย่างไม่ได้ยากเย็นอะไร

            เขาแกว่งดาบยาวที่เย็นเยียบในมืออย่างต่อเนื่องการโจมตีนั้นเฉียบคมรุนแรง ทุกครั้งที่คมดาบฟาดฟันลงไป จะมีแสงสีขาวกระจายฟาดออกมาให้อีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัส

            ประสบการณ์การต่อสู้ที่คณานับเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาแลกมาด้วยการผ่านความเป็นความตายนับครั้งไม่ถ้วน ผ่านการต่อสู้ที่นองเลือดมาจนนับไม่ได้

            เช่นนั้นการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา

            ในไม่ช้าร่างวิญญาณของสัตว์อสูรที่มู่อู๋ซวงต่อสู้ด้วย ก็ถูกวิชาการต่อสู้อันทรงพลังฟาดฟันจนแตกสลายไปในอากาศ

            จากนั้นพลังปราณที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง

            ดวงตาของมู่อู๋ซวงเป็นประกาย พลังปราณวิญญาณที่หยุดนิ่งมานานเริ่มพุ่งพรวดขึ้น ในพริบตาเดียวก็ทะลุขีดจำกัด!

            บรรลุระดับแก่นปราณขั้นเก้า!

            ในขณะเดียวกันป้ายหยกที่อยู่ที่เอวของเขาก็สว่างวาบ และแสดงตัวเลขออกมา

            มู่อู๋ซวงมองดูป้ายหยกก็เข้าใจได้ทันใด

            ยิ่งร่างวิญญาณของสัตว์อสูรแข็งแกร่งเท่าไรคะแนนที่ได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

            ทันใดนั้นดวงตาที่เฉยเมยของเขาก็ฉายแววกระหายเลือด ความปรารถนาที่อยากแข็งแกร่งยิ่งขึ้นทวีความรุนแรงเขาถือดาบยาวแล้ววิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

            ...

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

            เพียงแค่พริบตาเดียว ก็ผ่านไปเดือนหนึ่ง

            ภายในท้องพระโรงที่งดงาม

            จักรพรรดิต้าเยี่ยนมองไปที่ป้ายหยกลูกเล็กหลายสิบอันที่วางเรียงรายอยู่กลางห้องโถง

            ในจำนวนนั้นมีเจ็ดอันที่สีจางลงและสูญเสียแสงไป

            นั่นหมายความว่ามีคนเจ็ดคนเสียชีวิตในดินแดนลับแห่งนี้

            แต่บนใบหน้าของเขากลับไร้ความรู้สึกใดๆเพียงแต่หยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองทางอื่น

            เป็นอย่างที่คาดไว้

            ผู้ที่มีคะแนนสูงสุดในตอนนี้คือมู่เยว่เหยา อัจฉริยะหญิงระดับตำหนักม่วงขั้นสามจากตระกูลมู่

            รองลงมาคือ องค์รัชทายาทกู่เจี้ยนเกอ

            ส่วนผู้ที่อยู่ในอันดับสามทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นั่นคือ มู่อู๋ซวง ผู้มีระดับแก่นปราณขั้นแปด

            "เด็กคนนี้มีความสามารถใช้ได้"

            "พลังต่อสู้คงไม่ธรรมดา"

            จักรพรรดิต้าเยี่ยนครุ่นคิด

            การสังหารร่างวิญญาณของสัตว์อสูรระดับแก่นปราณขั้นเก้ากับการสังหารร่างวิญญาณของสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงมีคะแนนที่ต่างกันอยู่มาก

            การที่เขาสามารถอยู่ในอันดับสามแซงหน้าองค์ชายสาม องค์ชายสี่ และมู่หลางได้

            ก็เพียงพอแล้วที่จะใช้พิสูจน์ความสามารถของเขาบางทีตอนนี้ เขาอาจจะบรรลุเข้าสู่ระดับตำหนักม่วงแล้วก็เป็นได้

            ถัดจากนั้นมา

            อันดับสี่คือองค์ชายสามอันดับห้าคือองค์ชายสี่

            ส่วนมู่หลางผู้มีระดับตำหนักม่วงขั้นที่สอง กลับไม่ได้อยู่ลำดับต้นๆ ถึงขั้นที่ว่าถูกผู้ฝึกตนระดับแก่นปราณบางคนแซงหน้าไปจนลงมาอยู่ในอันดับที่แปด ซึ่งทำให้จักรพรรดิต้าเยี่ยนนึกสงสัยอยู่ในใจ

            แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักเพราะยังเหลือเวลาอีกสองเดือนก่อนที่ดินแดนลับจะปิดตัวลง สุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ชนะ ในเวลานี้ก็ยังไม่มีใครคาดเดาได้

            ภายในดินแดนลับเทียนหยวนณ เวลานี้

            ผู้ฝึกตนกว่าสามสิบคนที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ต่างก็ลำบากไม่น้อย

            ในทุกวันพวกเขาไม่เคยได้รักษาอาการบาดเจ็บ มีแต่ออกเดินทางเพื่อตามล่าร่างวิญญาณของสัตว์อสูรอยู่ตลอดเวลา

            รางวัลพลังปราณที่ได้จากร่างวิญญาณสัตว์อสูรมันมากมาย จนทำให้ทุกคนได้ลิ้มรสความหอมหวานและมุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้นโดยไม่ลดละ

            ส่วนทางฝั่งของมู่หลางดูเหมือนจะเป็นคนที่ดูจะสบายที่สุด

            เขายึดครองภูเขาแห่งหนึ่งเป็นฐานที่มั่นและในทุกวันจะพาผู้ฝึกตนสิบกว่าคนออกไปหาร่างวิญญาณของสัตว์อสูร

            หากเจอระดับตำหนักม่วงเข้าก็จะลงมือฆ่าด้วยตัวเอง หากไม่เจอก็จะออกไปแสดงฝีมือเล็กๆ น้อยๆ

            พลังของเขาก็ยิ่งทวีความน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ

            อีกทั้งเขายังตั้งชื่อให้ภูเขาลูกนั้นว่าเขาหลางหลาง

            ในคืนนั้น

            ผู้ฝึกตนคนหนึ่งลังเลอยู่นานสุดท้ายก็รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหามู่หลาง แล้วพูดตะกุกตะกัก

            "ท่าน... ท่านพี่มู่หลาง ข้าอยากจะออกจากเขาหลางหลางแห่งนี้แล้ว"

            "การอยู่กับท่านพี่มู่หลางมันก็ดี แต่สามเดือนมานี้ ข้าก็เบื่อที่จะอยู่แต่เขาหลางหลางแล้ว"

            "ข้าอยากออกไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นบ้าง"

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน