ตอนที่ 2
“โอ้ว นี่มันเป็เหมือนที่ข้าคิดไว้จริง ๆ ด้วย”
ผมพูดขึ้นพลางลูบคางตัวเองอย่างช้า ๆ
ปัจจุบันผมกำลังปลดปล่อยพลังเวทย์ของตัวเอง ให้ลอยออกมาข้างนอกอย่างช้า ๆ ...แล้วมันก็เป็อย่างคิดไว้คือ เมื่อพวกมันถูกบังคับให้ออกมาจากร่างกาย โดยไม่ได้ถูกใช้เพื่อทำอะไรเลยสักอย่าง พลังเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็อณู ผสานเข้ากับ ธรรมชาติ ล่องลอยอยู่ในอากาศ
อืม... มันก็ควรจะแบบนั้น ถ้าไม่ติดตรงที่ สักพัก อณูเหล่านี้จะถูกทำลายโดยทันทีหลังจาก ลอยอยู่ในอากาศได้ไม่นาน
แตะ!!
“ว้าว~ ที่นี่มัน พิเศษจริง ๆ นั่นแหละ”
ผมเดินไปเคาะผนังหิน พลางใช้สายตามองไปรอบ ๆ ตัวถ้ำ ที่มีขนาดเท่ากับ สาม สนามฟุตบอล ก่อนจะนึกถึงัับางอย่างที่ได้จากการใช้มือไปัักับผนังหิน
แน่นอนว่านั่นเป็การััที่ประจุพลังเวทย์เข้าไปด้วย
ประจุพวกนั้น ได้แทรกซึมเข้าไปยังตัวของผนังแผ่ขยายออกไป เป็เส้นใย ...พวกมันขยายตัวแทรกซึมเข้าไปยังทุกส่วนของถ้ำนี้ทั้งหมด ทั้งหมดคือ การตรวจสอบด้วยเวทมนตร์รูปแบบหนึ่ง
“เฮ้อ~ นี่เราอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย”
แม้นจะน่ายินดีที่การตรวจสอบนั้น รื่นไหลไม่มีสะดุด แต่เมื่อตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องถอนหายใจออกมา ..ทำไม? น่ะเหรอ
อืม... ผลที่ได้ คือ ไม่มีสิ่งใดอื่นนอกจากถ้ำนี้ ััไม่ได้ถึงอย่างอื่นอีก เหมือนกับ ถ้ำแห่งนี้เป็ห้อง ๆ หนึ่งที่แยกตัวออกมาโดดเดี่ยว รอบตัวล้วนแต่ว่างเปล่า มืดสนิท!!
ท้ายที่สุด ถึงจะรู้แบบนี้ ก็ถูกปล่อยปะ ไม่ได้ให้ความสนใจอีกต่อไป... ก็คิดอยู่ว่าจะลักไก่ซะหน่อย ไหน ๆ ก็สามารถใช้เวทย์ได้แล้ว คงจะทำลายผนังพวกนี้แล้วออกไปได้ไม่ยาก
ใครจะไปคิดล่ะว่า รอบ ๆ ถ้ำนี้กลับว่างเปล่า ...น่าเสียดาย~
“เอาล่ะ... ฝึกควบคุมความเร็วของภาพพวกนั้น ก่อนดีกว่า”
ผมพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเฉยชา
พอมองหาสถานที่เหมาะ ๆ ที่ไกลจากแท่น ได้พอสมควร ก็พาตัวเองตรงดิ่งไปยังจุดนั้น โดยทันที ซึ่ง ถ้ำนี้ นอกจากเ้าแท่นหิน กับ เ้าเสาสี่แท่ง ๆ รอบแล้ว ไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนกันหมด
โล่งโจ้ง และ ไม่มีอะไร....ถ้าไม่นับเ้าพวกหินย้อยเหนือหัว
ครืด กึด ครืด!!
เ้าโซ่น่ารำคาญนี่ ก็ยังส่งเสียงลากกับพื้นกระทบกันไปมาเหมือนเดิม แม้จะไม่ยาวมาก จนเต็มพื้นไปหมด แต่มันก็เพียงพอที่จะไปเกี่ยวติดสิ่งของได้อยู่ดีนั่นแหละ!!
โชคดี~ ที่พื้นหินที่นี่มันเรียบ แถมยังโล่งมาก ๆ อีก คิดไปคิดมาแล้ว พื้นที่ใช้สอยก็มีเยอะมาก ๆ เลยนะเนี่ย พื้นเองก็แข็งแรงอีกต่างหาก ...พื้น..
“จริงสิ!...”
ผมเบิกตาขึ้นแล้วคิดขึ้นได้ว่า ตอนที่ใช้รัศมีราชันย์ พื้นที่ยืนอยู่กับไม่เป็อะไรเลยสักนิด ปกติแล้วรัศมีราชันย์ ถ้าไม่ควบคุมให้ดีตลอดเวลา มันจะทำลายทุกสิ่งรอบตัวผู้ใช้ทุกสิ่ง!!
ไม่เว้นแม้แต่ อากาศรอบตัว ที่สิ่งมีชีวิตสูดดมเข้าไป... เอ๊ะ นี่ก็กรณีเดียวกัน
พึ่งคิดได้ว่าตอนนั้น ตัวเองก็เท่ากับว่าทำอากาศหายไปด้วย เท่ากับว่า ...เราไม่ต้องหายใจก็ได้อย่างงั้นเหรอเนี่ย!! พอได้รู้ถึงความสามารถพิเศษนี้อีกอย่าง ผมก็รู้สึกยินดี จนสูดอากาศเข้าไปเต็มปอด
“...เอ่อ อากาศที่นี่เนี่ยมันเหม็น ขนาดนี้เลยงั้นเหรอ?”
อ..โอ้ นี่ผมเอาแต่คิดมากเกินไป จนลืมใส่ใจเื่พวกนี้ไปหมดเลยงั้นเหรอ ..ไม่น่าจะเป็แบบนั้นได้นะ..
“เอ่อ.. แล้วนี่ข้าเดินมาถึงั้แ่เมื่อไรกัน?”
.
.
.
.
“แค่ก ๆ ได้โปรดเมตตา การเก็บเกี่ยวครั้งหน้า ผู้น้อยจะทำให้ดีกว่านี้”
ชายวัยกลางคนดูขี้โรค กำลังคุกเข่าอ้อนวอน ชายอีกคนที่สะอาดสะอ้าน ดูมีฐานะ ผู้นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาว ..สายตาของชายบนหลังม้า ช่างดูเ็า เมื่อได้มองลงไป
“หลายครั้งหลายหนแล้ว ที่ฟาร์มแห่งนี้ไม่สามารถผลิตได้ตามจำนวนที่กำหนด ครั้งนี้ข้าไม่ขอฟังคำแก้ตัวของเ้าอีก.. ครอบครัวของเ้าจะต้องถูกนำไปเป็ทาสแรงงาน”
“ท..ท่านบารอน!!”
ชายวัยกลางคนหน้าซีด ก่อนจะถูกหิ้วไปโดยทหารที่ติดตาม บารอนคนนี้อย่างไม่ใยดี ส่วนตัวของบารอนเองนั้น ก็หันไปพูดคุยกับผู้ติดตามของตัวเองคนหนึ่ง
“เร่งหาคนมาดูแลที่นี่!! าใกล้จะประทุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถ้าผลผลิตยังเป็เช่นนี้อยู่ จะเป็เ้าที่ต้องรับผิดชอบ”
กล่าวจบ ก็ควบม้าเดินทางต่อทันที ปล่อยให้ผู้ติดตามคนนั้นได้แต่ยืนตัวซีด อยู่แบบนั้น
ไม่นานภาพดังกล่าวก็หายไป แล้วมีภาพเหตุการณ์อื่นเข้ามาแทรกทันที
...ตอนนี้ ผมกำลังมองดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีหลายครั้งนักที่มี ภาพชวนแหวะ ..ฮ่า ๆ ถึงจะไม่อยากดูภาพพวกนี้แค่ไหน แต่อะไรที่มันเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ไม่!!
“โอ้? เ้าหมอนี้ ฝีมือใช้ได้เลยนี่” ผมพูดวิจารณ์คนในภาพเหตุการณ์อย่างสบายอารมณ์
...ขณะที่ดูสิ่งพวกนี้มาเนิ่นนาน มันก็เริ่มทำให้ความเครียดที่เคยมี เริ่มจางหายไปทีละนิด
แน่ล่ะ!!ไหน ๆ สถานะ ตอนนี้ก็ไม่ต่างกับนักโทษรอวันปะา จะคิดแต่เื่ที่มันรบกวนจิตใจไปทำไม ..หาอะไรน่าสนใจทำ ดีกว่ากันเยอะ หุหุ
ปี๊ด!!
…อ่า มีเื่ดี มันก็จะมีเื่ที่ไม่ดีตามมา ภาพเหตุการณ์มากมายได้ไหลเข้ามาอีกครั้ง อย่างรวดเร็ว ซึ่งมันก็สร้างความมารมานให้ผม เหมือนครั้งสภาพตอนที่ยังไม่สามารถควบคุมมันได้
“อัก อ.อ..”
ไม่รู้ว่าทำไมเหตุการณ์ทำนองนี้จะเกิดขึ้นเป็่ ๆบางครั้งมาแปปเดียว บางครั้งก็นานสุดๆ มันเป็สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้
ทุกครั้งเมื่อมันเกิดขึ้น ผมก็ได้แต่ต้องอดทนรอจนกว่าจะหายไปเอง ถึงตอนนั้นเมื่อไหร่ทุกอย่างก็จะกลับมาเป็ปกติ สามารถควบคุมได้เช่นเดิม
ติ๋ง..ติ๋ง!!
ซึ่งสิ่งที่ตามมาด้วยกับ เื่นี้ทุกครั้งเลย คือ ดวงตาทั้งสองของผมจะมีเืสีแดงฉานไหลออกมาจำนวนหนึ่งสม่ำเสมอ
แรกเริ่ม.. ผมกังวลมากเลยล่ะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมหรือเปล่า เดิมที... ผมก็คาดหวังว่าพระเ้าจะมาอธิบาย.....
ถึงตอนนี้ ยังไม่ได้คำตอบที่ว่านั่นเลยล่ะ ฮ่า ๆ~ นานเข้าผมก็เลิกใส่ใจ ..ใช่เลย ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่า ตัวเองเริ่มกลายเป็พวกไม่ใส่ใจเื่ต่าง ๆ ไปเสียแล้ว ...นี่เราเป็ บ้าไปแล้วรึ?
อ่า~~ แน่นอนว่าผมตั้งชื่อให้กับเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้อง มีเืออก ในครั้งนี้ด้วย!! อืม..ผมเรียกมันว่าTime ofJudgment (เวลาแห่งการพิพากษา)
“ฮ่า ๆ ๆ” ผมหัวเราะเสียงดัง
จนสะท้อนดังก้องไปทั่วทั้งถ้ำ ที่ทั้งโดดเดี่ยว อ้างว้าง...ไร้สิ่งอื่นใด นอกจากเสียงหัวเราะของคนในชุดคลุมสีเทา และ บริเวณใจกลางที่มี สมุดเล่มหนึ่งวางอยู่..ก็เท่านั้นเอง...........
.
.
.
~เวลาไหลผ่านไป อย่างไร้ที่สิ้นสุด
ตู้ม!! ตู้ม!!
เสียงะเิดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกครั้ง ที่ลูกไฟขนาดใหญ่กระทบกับกำแพงตัวถ้ำ แน่นอนว่า กำแพง ไม่มีแม้แต่ร่องรอยการโดนลูกไฟ เลยสักนิด
จากนั้นไม่นาน ก็มีคลื่นลมจำนวนมากถาโถมไปทั่วทั้งถ้ำ โดยตัวการทั้งหมด คือ บุคคลในชุดคลุมสีเทา ผู้ถูกผ้าคลุมปกปิดไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ส่วนของหัวและใบหน้าที่มีผ้าสีดำทับคลุมอยู่
แม้จะดูสวมแบบไม่เรียบร้อยขนาดไหน ก็ไม่สามารถที่จะมองลอดเข้าไปมองใบหน้าใต้ผ้าคลุมนั่นได้เลย... ยิ่งมองก็ยิ่งคล้ายกับจิตใจโดนดูดเข้าไปตกลงไปสู่หุบเหวไร้ก้น แถมยัง...ถูกยังมีโซ่ล่ามแขนและขาอีก
ซึ่งบุคคลดังกล่าวเอง ก็กำลังชูไม้ชูมือ สร้างคลื่นลมขนาดมหึมา กวาดไปทั่วทั้งถ้ำ
“รุนแรงใช้ได้ จากที่ดู ๆ แล้ว มันสามารถทำลายตึกคอนกรีต ที่ถูกสร้างอย่างดีได้เลย”
ผมมองไปที่ คุณไต้ฝุ่น ที่เคลื่อนที่ไปมา โดยเมื่อได้ผลลัพธ์จนวิเคราะห์เสร็จสิ้น ผมก็ยกเลิกเวทมนตร์นี้มันที จากนั้น มันจึงค่อย ๆ สลายหายไป
“อืม.. ปริมาณการใช้พลังเวทย์ลดลงไป 1/3 ไม่เลว”
จดจ่ออยู่กับผลที่ได้สักพัก ก่อนที่จะกระทำแบบนี้อีกครั้ง และอีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่เ้าตัวพยายามทำอย่างบ้าคลั่งอยู่นั้น คือการลดการใช้ปริมาณพลังเวทย์ จากการร่ายเวทมนตร์ซ้ำ ๆ เพื่อให้เห็นถึงจุดที่ควรแก้ไข
เ้าผนังถ้ำ.. อ่า ไม่สิทั้งถ้ำเองก็ทำได้ดีมากเช่นกัน โดนพลังทำลายเข้าไปทุกวี่ทุกวัน ไม่ยักจะมีแม้แต่รอย
...ยังไงดีล่ะ จะทำอะไรต่อดี ลองเวทย์ธาตุใหม่ดี หรือ ว่าจะหาจุดที่ควรแก้ไข ไม่สิ ...เราจะคิดเื่แบบนี้ไปทำไม สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ ไม่ต้องกิน ไม่ต้องถ่ายของเสีย ไม่ต้องนอน จนไปถึง ไม่ต้องหายใจ จะลองสิ่งที่คิดมาทั้งหมดเลยก็ได้... ใช่ ..ตามนั้นแหละ เริ่มเลยดีกว่า
อืม~ พอได้คิดแบบนั้นแล้ว ผมก็ฮัมเพลงออกมาเบา แล้วลงมือใช้กำแพงถ้ำเป็เป้านิ่ง ต่อทันที
เปรี้ง!! ตู้ม!! ตู้ม!!
ทำไปจนผมเริ่มรู้สึกพอใจแล้ว ก็ไปทำอย่างต่อทันที อย่างการนักขัดสมาธิ เพื่อควบคุมภาพของเหตุการณ์ที่ไหลเข้าบ้าง ..ทนทรมานจากเวลาแห่งการพิพากษาบ้าง วนไปวนมา เบื่อ ๆ ก็แกว่งโซ่ที่แขนไปมา
เป็แบบนี้เรื่อยมา จนมีวันหนึ่งที่ทำให้ผมต้องหยุดการกระทำทั้งหมดลง...
เ้าสมุด ที่วางอยู่บนแท่นหิน อยู่ดี ๆ มันก็เรืองแสงขึ้นมา มันส่องสว่างจ้าจนตาแทบจะบอด ซึ่งนั่นก็เป็แค่คำเปรียบเทียบ... ต่อให้สว่างยังไง ดวงตาของผมก็จ้องมองเ้าสมุดบ้านั่นได้อย่างไม่ระคายเคืองดวงตาเลย
กระนั้นเอง ผมก็ไม่ได้เดินเข้าไปดูเ้าสมุดนั่นเลย ...ดูยังไงมันก็น่าสงสัย แถมครั้งก่อนที่ไปยุ่งกับมัน ก็ทำให้ผมต้องถึงกับควักลูกตาออกมา
เหอะ ใครมันจะบ้าไปติดกับซ้ำสองล่ะ ไอสมุดบัดซบ!!
ฟิ้ว!!
“....ไอบ้า เอ้ย!!!”
ผมะโเสียงหลง เมื่อได้เห็นเ้าสมุดนั่น ค่อยลอยขึ้นมา ก่อนจะบินตรงมาด้วยความไว
ใอยู่ที่มันบินมา แต่ผมไม่ใช่คนเดิม ตอนนี้ผมมีสามารถใช้เวทย์ได้เยอะพอ ที่จะป้องกันตัวเองจากเ้าหนังสือนี่ได้ ...เข้ามาเลย ไอหนังสือบ้า!! จงเบิ่งดูเวทย์ที่ได้ จากการลักจำชาวบ้านเขาซะเถอะ
ใช่แล้ว ่เวลาที่ผ่านมานี้ ผมมีเวลาเยอะมากพอ ที่จะฝึกฝนตัวเอง และ จ้องมองเหตุการณ์การต่อสู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนสามารถเลียนแบบได้เลย หึ...ก็นะ ผม คือ ผู้เฝ้ามองนี่นะ
“เพลิงศักดิ์สิทธิ์!!”
“พายุรัตติกาล!!”
ผมมองไปที่สมุดที่บินเข้ามาด้วยความเร็ว ก่อนจะเอ่ยบทคาถาเวทย์ ที่ถูกตัดจนเหลือ แค่ชื่อเรียก ...ปกติ แล้วผมจะร่ายแบบไม่พูดด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ผม้าประสิทธิภาพสูงสุดด้านพลัง และ ใช้เวลาไม่มาก มันจึงจำเป็ที่จะต้องเอ่ยออกเสียง
ฉึบ ๆ
ไม่หมดแต่เพียงเท่านั้น ผมยัง ยกมือขวาขึ้น ก่อนจะใช้นิ้วชี้ดั่งปากกา ขีดเขียน บนอากาศ ปรากฏเป็ อักษรต่าง ๆ กลางอากาศ หลังจากนั้น ผมก็ร่ายคาถาป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองทันที
“Forever Darkness”
ผมร่ายออกมาเป็ภาษาอังกฤษ เหตุผลนั่น คือ การที่ภาษาอังกฤษสามารถผสานเข้าอักษรรูนที่ลอยอยู่กลางอากาศได้เป็อย่างดี
โล่สีดำสนิทครอบคลุมตัวผมทันที พร้อมกับอักษรรูนต่าง ๆ ที่กำลังถูกผสานเข้ากับโล่นี้
“ไม่เลว 5 วิ”
ผมแสยะยิ้มเล็กน้อย เนื่องจากเวลาที่ใช้ทั้งหมด ั้แ่ร่ายเวทบทแรก มันก็พึ่งจะผ่านมาไม่ถึง 5 วินาทีด้วยซ้ำ
ตู้ม!! ฟิ้ว!!
เวทมนตร์ไฟ และ ลม ที่ผมใช้ไปก่อนหน้าปะทะเข้ากับสมุดอย่างรุนแรง... ผมเองก็กำลังจ้องมองการปะทะนี้ไม่ห่างไปไหน การปะทะนั้นกินเวลาเล็กน้อย
ซึ่งผมเองก็ใช้่เวลานี้ เปิดการทำงานความสามารถของ สุดยอดการควบคุมพลังเวทย์อย่าง รัศมีราชันย์ และ บันทึกสุดท้าย
โดย.. บันทึกสุดท้ายคือ หนึ่งในความสามารถของ สุดยอดการควบคุมพลังเวทย์ เมื่อเปิดใช้มันจะทำการ ร่ายเวทมนตร์ที่ใช้ไปก่อนหน้านั้น ตามใจปรารถนา ข้อเสียคือ กินพลังเวทย์ คูณสองจากปริมาณดั่งเดิมที่ใช้ไป
Forever Darkness ถูกใช้ออกมาอีกครั้งทันที มันมีจำนวนนับไม่ถ้วน
“หึ มาสิ เ้าหนังสือ”
เ้าสมุดที่ในตอนนี้ไม่ได้รับ รอยขีดข่วนพุ่งตรงชนเข้ากับ โล่สีดำนี่ทันที การชนครั้งนี้ทำให้ชั้นนอกมีรอยร้าวแทบจะทันที ทว่าหลังจากนั้นผ่านไป ตัวของโล่ก็มีแค่รอยร้าวให้ได้เห็น
ตอนนี้ เ้าหนังสือ ยังคงกระแทกโล่นี่ต่อ โดยไรซึ่งวี่แววที่จะหยุด
“....”
ผมเองก็ได้แต่ยืนมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์
.
.
กึก!!
เ้าสมุดที่โจมตีโล่สีดำของผมมาตลอด อยู่ ๆ ก็หยุดการกระทำของมันลง ก่อนที่ตัวสมุดจะลอยมาอยู่กับระดับสายตาผมผมพอดี มันพลิกหน้ากระดาษตัวเองไปมา จนมาหยุดที่เปล่า ๆ หน้าหนึ่ง
“....” ผมมองไปที่ตัวสมุดโดยไม่ได้ พูดสิ่งใด ออกมา
ไม่นานก็มีมากกาขนนก ปริศนา ปรากฏขึ้นข้าง ๆ ตัวสมุด
ตัวปากกาถูกมือที่มองไม่เห็นจับ ชั่วพริบตา ปากกาขนนกนั่น ก็บรรจงเขียนตัวอักษรลงบนหน้าว่างเปล่าหน้านั้น
ผมเองที่แอบสังเกตอยู่ก็สามารถจับใจความได้ทันที
“เทพดาบ?”
ปากที่ควรจะหุบอยู่กลับ พูดออกมาเอง ซะงั้น ...อ่า ให้ตายสิ ความรู้สึกนี้มันไม่ดีสุด ๆ
วูบ!!
เ้าหนังสือบ้าแปรเปลี่ยนเป็ รอยแยกมิติและเวลา มันลอยทะลุเข้ามาในโล่ของผมอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ผมได้ะโหนี แรงดึงดูดมหาศาลก็ดึงผมเข้าไปยังรอยแยกทันที
“....ฮึ่ม!!” เสียงไม่พอใจของผมดังก้องไปทั่ว ขณะที่รอยแยกเองก็ปิดตัวหายไปทันที
เหลือเพียงแค่ถ้ำหินอันว่างเปล่าที่ไร้ซึ่ง สมุดและเ้าของดวงตาสีทอง ก่อนหน้า
.
.
วูบ!! เปรี๊ยะ ๆ
ยามค่ำคืนอันมืดสนิท ภายในป่าแห่งหนึ่งปรากฏ รอยแยกสีดำบางอย่างเหนือพื้นเพียงเล็กน้อย รอบ ๆ มีสายฟ้าสีแดง ฟาดไปทั่วทำให้บริเวณนั้น เกิดติดไฟขึ้นมา สร้างแสงสว่างให้แก่พื้นที่รอบ ๆ
รอยแยกดังกล่าว ยังคงปรากฏอยู่นาน พร้อมกับสายฟ้าดีแดงที่ยัง ผ่าบริเวณรอบ ๆ โดยไม่สนเลยว่า ตัวมันจะสร้างความเสียหายให้แก่ผืนป่านี้มากแค่ไหน...
.
.
ณ อีกฟากของป่า ห่างจากสถาณที่ที่เกิดรอยแยก ..หญิงสาวหน้าตาสละสลวยผู้มีเส้นผมสีแดง กับ หูหมาป่าที่มีสีเฉกเดียวกับผมนั้น กำลังวิ่งหนีบางสิ่งที่ไล่หลังตามเธอมาอย่างไม่ลดล่ะ โดยภายในอ้อมแขนของเธอ กำลังโอบอุ้มบางสิ่งที่มีผ้านั้นห่มปิดเอาไว้
“องค์หญิง!! พระองค์ทรงหนีพวกกระหม่อมไปไหนไม่ได้หรอกพ่ะยะค่ะ หยุดการหลบหนีครั้งนี้แล้ว กลับไปกับพวกกระหม่อมเถิด”
เสียงที่ค่อย ๆ ไล่หลังเธอมาะโลั่น ไปทั่วทั้งป่า ส่งผลให้หญิงสาวหูสัตว์นั้นอดเหลียวหลังหันไปดูไม่ได้
ยามมองไปก็ไม่พบสิ่งใด ...แต่เธอ นั้นรู้สึกได้ว่าพวกนั้น เข้าใกล้เธอขึ้นทุกที
“ผู้น้อยตามท่านทันแล้ว องค์หญิงอลิซ”
เสียงที่เบาราวกับกระซิบที่ข้างหู มันทำให้ร่างกายของหญิงสาวหูสัตว์ผู้นี้ สั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้
“ข้าแด่เหล่าธาตุทั้งหลาย โปรดให้ตัวข้าผู้ต่ำต้อยหยิบยืมพลังของท่านด้วยเถิด” หญิงสาวผมแดงที่ตอนนี้มือข้างหนึ่งปรากฎคทาด้ามหนึ่ง กำลังพึมพำร่ายคาถาบางอย่าง
“หยุดเธอ!!! องค์หญิงกำลังร่ายเวทย์บทนั้น”
หนึ่งในคนที่กำลังไล่ตามอยู่นั้น พูดขึ้นกับหนึ่งในลูกน้องของตนที่ตามหลัง เป้าหมายจนจวบจะตัวได้
ตามจริงลูกน้องคนนั้น ต่อไม่ได้รับคำสั่ง ก็กะจะพยายามทำเต็มที่แล้ว เพื่อหยุดยั้ง หญิงสาวตรงหน้า แต่ทำไงได้ ตนเองนั้นเป็ มือสังหาร แต่คนตรงหน้ากลับถูกบอกให้จับกลับไปอย่างมีชีวิต แถมยังมีสถานะเป็ถึงองค์หญิงของทวีป เผ่าครึ่งสัตว์ แห่งนี้อีก
ถ้าเกิดเป็อะไรขึ้นมา ...มันเองนี่แหละที่จะมีปัญหา!!
“ปลดปล่อย!!!”
ไม่ทันขณะที่ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจกับ เป้าหมายยังไงดี ตัวของหญิงสาวก็ร่ายคาถาเสร็จพอดี
สำแสงสีแดงถูกยิงออกมาจากคทาเป็แนวยาว ก่อนมันจะแยกตัวออกพุ่งกระจายไปทั่วสร้างความเสียหายให้สิ่งที่ไปโดน ซึ่งหนึ่งในนักฆ่าชั้นพระกาฬ ถึงกับต้องหลบลำแสงจำนวนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาแทบจะทันที
“นี่น่ะเหรอ พลังของเหล่าราชวงศ์”
นักฆ่าพูดด้วยอาหารเหงื่อตก ใบหูที่เหมือนกับหมีของนักฆ่าคนนี้ถึงกับกระตุกไม่หยุด
“อย่าลดการป้องกัน!! องค์หญิงเป็ถึงผู้ใช้เวทย์ ระดับ 4 จอมเวทย์ อีกอย่างระดับของเธออยู่ไม่ห่างจากระดับ 5 นักปราชญ์แล้ว”
“!!!”
นักฆ่าคนดังกล่าวรู้ทึ่งในตัวของเป้าหมายตรงหน้ามาก ซึ่งตัวของหญิงสาว หรือ องค์หญิงอลิซ ก็ใช้จังหวะนี้ ใช้เวทย์มนตร์อีกบทที่ได้ร่ายซ้อนไว้ ส่งตัวเองกับสิ่งที่อุ้มอยู่พุ่งทะยานหนีไปอย่างรวดเร็ว
“เธอหนีไปแล้ว!!”
นักฆ่าได้แต่มองร่างบาง ๆ ของเป้าหมายหายลับสายตาไป
ฟุบ!!
“แก ลังเล? อย่าให้เกิดเหตุการณ์นี้อีก”
เสียงแห้ง ๆ ดังขึ้น ขณะที่ตัวเ้าของเสียงได้มาหยุดอยู่ข้าง ๆ ตัวนักฆ่าคนนี้เป็ที่เรียบร้อย
นักฆ่าถอนหายใจพลางมองอีกฝ่ายที่สวมใส่หน้ากากรูป สิงโต และเห็นได้ว่าคน ๆนี้ก็เป็เผ่าครึ่งสัตว์เช่น ด้วยใบหูที่ยื่นออกมาจากบนหัว มันไม่ยากเลยที่จะบอกว่า มันคือลักษณะหูของสิงโต
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
เพียงแค่แปปเดียว โดยรอบก็เต็มไปด้วย ตัวตนที่เหมือนกับชายสวมหน้ากากเต็มไปหมด ต่างกันตรงที่ รูปบนหน้ากากเป็สัตว์ชนิดอื่น
“ในิดหน่อย ที่องค์หญิงนั้นทรงพลังกว่าที่คิดไว้”
พูดจบตัวนักฆ่า ก็หายไปทันที เหลือเพียงกลุ่มคนสวมหน้ากากที่มองไปยังทางที่เป้าหมายของพวกมัน องค์หญิงอลิซ ใช้หลบหนีไป
“หัวหน้าคะ...” หนึ่งในเหล่าหน้ากาก ได้เดินไปหาคนที่ตัวเองเรียกว่าหัวหน้า ผู้ซึ่งยืนอยู่กับนักฆ่าเมื่อสักครู่
“อ่า... จับองค์หญิงได้เมื่อไหร่ ฆ่ามันทันที จะให้คนนอกรู้ไม่ได้ว่า องค์หญิงของทวีปครึ่งสัตว์ตั้งท้องมีลูกกับพวกมนุษย์” ผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหน้า พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“รับทราบค่ะ ...มีอีกเื่ที่ต้องรายงานหัวหน้า เมื่อครู่สัตว์อสูรที่ทำสัญญาด้วยตรวจพบสิ่งแปลก ๆ ภายในป่าอีกฟากหนึ่ง บริเวณนั้นมีบางอย่างคล้ายรอยแยกปรากฏตัวขึ้น ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ไปทั่วเลยค่ะ”
ชายผู้เป็หัวหน้าเมื่อได้รับฟังรายงานดังกล่าว ก็ถึงกับหันมามองผู้รายงานทันที
“มันอยู่ที่ไหน”
“จากตรงนี้ ก็...”
ลูกน้องคนนั้นใช้ความคิดคำนวณสถานที่เกิดเหตุดังกล่าว ว่าอยู่ตรงจุดไหนจากที่ตัวเธอและคนในหน่วยยืนอยู่
“ตรงนั้นค่ะ หัวหน้า ..อ๊ะ!”
“....” หัวหน้า
“....” คนในหน่วย
ซึ่งจุดที่เธอได้ชี้ไปนั้น คือที่เดียวกันกับที่ องค์หญิงอลิซของพวกเธอพุ่งหนีหายไป...
.
.
“แฮ่ก ๆ”
เสียงหอบเล็ก ๆ ของหญิงสาวที่ถูกเรียกว่า องค์หญิงอลิซ นั้นดังขึ้นอย่างเหน็ดเหนื่อย ปัจจุบันพลังเวทย์ของเธอใกล้จะร่อยหรอเต็มที มันทำให้เธอตกลงยกเลิกเวทมนตร์ของตัวเอง แล้วกลับมาเดินด้วยสองเท้า
ปกติด้วยระดับของเธอ การใช้เวทย์ระดับนี้นั้น กินพลังน้อยมากแม้เธอจะใช้มันติดต่อกันมากกว่า 5 วัน ซึ่งที่เธอต้องมาอยู่ในสภาพนี้ นั่นก็เพราะ การใช้พลังเวทย์หลบหนีเหล่าคนที่ท่านพ่อของเธอส่งมา ทำให้เธอนั้นไม่ได้หลับมามากกว่า 3 วัน แถมวันที่ 2 เธอยังต้องคลอดเด็กในท้องอีก
ใช่แล้วการที่เธออดทนมาได้ถึงขนาดนี้ ก็เพื่อทำให้ลูกของเธอนั้นได้ลืมตาดูโลก และ เพื่อให้ลูกของเธอนั้น ไม่ตกไปอยู่ในมือของท่านพ่อของเธอ เธอถึงต้องหนีออกมา ไม่เช่นนั้น ลูกของเธอกับเขาคนนั้นได้ ต้องถูกท่านพ่อฆ่าแน่ ๆ
เพราะฉะนั้นแล้ว เธอต้องวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด ยังก็แล้วแต่ต้องพาเด็กคนนี้ หนีออกจากทวีปนี้ให้จงได้!!
เพียงแต่ ถึงความตั้งใจนั้นจะแรงกล้าแค่ไหน ร่างกายของเธอก็ไม่สามารถทนรับการฝืนตัวเองครั้งนี้ได้อีกต่อไป สายตาเริ่มพร่ามัว ขึ้นทุกขณะ
“อึกกก”
ราวกับพระเ้าไม่ต้องให้เธอนั้นหนีอีกต่อไป ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่กำลังถูกเผาอยู่นั้น ได้ล้มลงมาทำให้ ตัวของเธอที่สติเริ่มหลุดลอย ถูกต้นไม้ต้นนั้นกระแทกเฉียดทำให้ ตัวเธอกระเด็น ก่อนจะล้มกลิ้งลงไปกับพื้น พร้อมกับเด็กทารกในอ้อมกอด
ปึก!! ตุบ!!
ความเ็ปมันทำให้เธอนั้น กลับมามีสติอีกครั้ง ไม่เพียงแค่นั้น เธอกลับััได้ถึงพลังเวทย์อันน่ากลัวที่แผ่ขยายออกมา ใกล้กับบริเวณที่เธออยู่!!!
เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็พบกับรอยแยกสีดำ พร้อมกับสายฟ้าสีแดง ที่กำลังผ่าลงบนพื้นอย่างเกรี้ยวกราด อยู่ห่างจากตัวเอง 5 เมตร
“น...นี่มัน”
เธอมองไปยัง รอยแยกนั่นด้วยความตกตะลึง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เธอคิดใช่รึไม่ ...ถ้าใช่ล่ะก็ คัมภีร์โบราณประจำราชวงศ์เธอ ก็ไม่ใช่เื่เล่าปรัมปรางั้นเหรอ ถึงจะแตกต่างกับที่วาดอยู่ในหนังสือนิดหน่อย... แต่ไม่ผิดแน่!! น..นี่มัน คือ...
ฟึบ!!
ไม่ปล่อยให้ตัวเธอได้คิดต่อ นักฆ่าคนนั้น ก็ปรากฏตัวขึ้นโดยที่ไม่มีรอยเขม่า จากการเกิดไฟป่าแม้แต่นิดเดียว
“องค์หญิง ไม่คิดเลยว่าท่านจะมุทะลุขนาดหนีเข้ามาหลบสถานที่ที่อยู่ในไฟป่าแบบนี้”
นักฆ่าพูดขึ้น อย่างเบื่อหน่าย ...ทว่าในใจกลับยินดีที่จะสามารถจับตัวเป้าในครั้งนี้สักที สาเหตุที่ทำให้นักฆ่ารับจ้างอย่างเขา ถูกดึงมาโดยพวกหน่วยลับของทางราชวงศ์ได้ ก็เพราะ การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และ ฝีมือการสะกดรอยของเขา ซึ่งยังถูกดึงมาโดยไม่ไถ่ถามสักคำว่าอยากทำไหม!!!
ถึงตอนนั้นตัวเองจะมีทางเลือก คือ หนี อยู่ก็เถอะ แต่ใครมันจะหนีไปได้ตลอด แม้ว่าจะเร็วแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องมีวันใดในนึงที่ความเร็วของเขาจะต้องช้าลง ซึ่งวันนั้นจะเป็วันตายของเขา แน่นอน!!
นักฆ่าคิดขึ้นพลางยิ้มเยอะเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพบกับ รอยแยกที่อยู่ไม่ไกลจากตัว ของเป้าหมาย
“นั่นมันบ้า อะไรว่ะเนี่ย...” นักฆ่าเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่เดินเข้าไปสังเกตด้วยสายตา โลภ ๆ
พึ่บ!!
เพียงแค่ชั่วครู่ เหล่าหน่วยลับของทางราชวงศ์ หรือ ก็คือ เหล่าคนสวมหน้ากาก ก็ติดตามมายังสถานที่แห่งนี้ ด้วยความรวดเร็ว สร้างความประหลาดให้กับนักฆ่า
ชิ.. ถ้าตามมาเองได้โดยที่เรายังไม่ได้แจ้งไปด้วยซ้ำ ถ้าสะกดรอยกันเองได้ั้แ่ทีแรก จะดึงตัวเขามาทำไมกัน!! …ด้วยความหงุดหงิดในเื่นี้บวกกับการได้รับงานที่ดูจะไม่ตรงกับสายอาชีพแล้ว ทำให้ ตัวนักฆ่านั้น อารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาทันที ..2-3 วันนี้ เขาสามารถรับภารกิจฆ่าได้ตั้งรายงานถ้าไม่ติดว่า ต้องมาทำอะไรน่ารำคาญ อย่างการตามจับคน เนี่ยเห้ย!
“นั้นสินะ... สิ่งที่ถูกตรวจพบ” หัวหน้าหน่วยลับพูดขึ้น พลางใช้สายตาสังเกตการณ์รอยแยก ที่ปล่อยพลังเวทย์อันน่าหวาดกลัว... เ้านี่มันคือ..
หัวหน้าหน่วยลับพลางครุ่นคิด แล้วมองไปยังรอยแยกดังกล่าว ด้วยความรู้สึกว่า เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ชวิ้ง!!
หัวหน้าหน่วยลับนั้น หลุดออกจากความคิดทันทีเมื่อมีบางคนทำให้เกิดแสงสว่าง บดบังสายตาของพวกเขา ..และนั่นไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากตัวขององค์หญิง อลิซ
“ข้าแด่ธาตุทั้งหลาย ข้าขอเสียสละพลังทั้งหมด โปรดมอบพลังให้ข้าเป็ครั้งสุดท้ายด้วยเถอะ”
สิ่งที่เป้าหมาย หรือ องค์หญิงอลิซ กล่าวออกมาสร้างความใให้แก่ ผู้คนทั้งหมดในทันที
“บ..บ้าไปแล้ว!! องค์หญิงได้สละพลังเวทย์ที่สะสมมาในร่างกายทั้งหมดให้แก่เหล่าธาตุ เพื่อโจมตีพวกเราอย่างงั้นเหรอ!!” หนึ่งในทีมหน่วยลับ พูดขึ้นด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“ทุกคนมาหลบข้างฉันเดี๋ยวนี้!!!” หัวหน้าหน่วยลับะโออกคำสั่งแทบจะทันที ก่อนจะหยิบบางอย่างที่คล้ายเปลือกหอยมา
เปลือกหอยนี้เมื่อถูกหัวหน้าหน่วยลับที่ถืออยู่นั้นอัดพลังเวทย์เข้าไป โดมสีฟ้าก็ปกคลุมบริเวณรอบตัวทันที รวมไปถึงเหล่าคนในหน่วยลับเองก็เช่นกัน
“ฮ...เฮ้ ฉันล่ะ” นักฆ่าถามด้วยความวิตก ก่อนจะจ้องมองฆยิงสาวผมสีแดง ที่ชูคทาขึ้นเหนือหัว ก่อให้เกิดลำแสงมากมายมารวทกันที่คทาในมือ นี่มันจะต้องมาตายที่นี่เหรอเนี่ย!!
“ลาก่อนลูกแม่ จุ๊บ...” หญิงสาว หอมแกมลูกน้อยในมือของตัวเอง ก่อนที่ริมฝีปากบาง ๆ จะกล่าวบางอย่างออกมา
“Zephyr”
สายลมจำนวนมากในมาห่อหุ้มร่างกายของเด็กทารก ในมือของหญิงสาว ก่อนที่มันจะลอยเตรียมมุ่งหน้าไปยัง ทิศทางเดียวที่สามารถลอยออกจากทวีปแห่งนี้ได้
“หยุดเธอ!!!” หัวหน้าหน่วยลับแปลกใจทันที ที่มันไม่ใช่การโจมตี แต่พอเห็นทารกที่ลอยอยู่นั้นก็ เข้าใจความคิดขององค์หญิงแทบจะทันที ...ถึงจะรู้ตัว แต่ก็มันสายไปแล้ว เวทย์มนต์ได้ทำงานไปแล้ว แถมยังร่ายเป็ ภาษาโบราณ อีกต่างหาก
ตัวของนักฆ่านั้นที่เห็นว่า เป้าหมายไม่ได้ใช้พลังโจมตีมา ก็เตรียมที่จะพุ่งเข้าไปหยุด การกระทำของเป้าหมายให้เร็วที่สุด!!
เปร๊ยะ! เปรี๊ยะ!! เปรี๊ยะ!!!
สายฟ้ารอบ ๆ รอยแยก อยู่ดี ๆ ก็ผ่าลงสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างรุนแรง ซึ่ง ตัวของนักฆ่าเองก็โดนฟาดจนกระเด็นเข้าไปใกล้รอยแยก อย่างใกล้ชิด ...ด้วยความหวาดระแวงกับสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ เ้าตัวก็เตรียมพร้อมที่จะหนีออกจากตรงนี้ทันที
ครืด!! กึด!! ครืด!!
เสียงโซ่ตรวนดังออกมาจากรอยแยก มันค่อย ๆ ใกล้เข้ามาอย่างช้า ๆ ก่อนจะปรากฏคนผู้หนึ่งผู้สวมผ้าคลุมปกปิดไปทั่วทั้งตัว โดยบริเวณส่วนของใบหน้าก็ถูกผ้าสีดำคลุมไว้แบบหลวม ๆ จนจะหลุดมิหลุดแหล่ กระนั้นใบนั่นก็ไม่อาจมองเห็นได้โดยง่าย มันเป็เพราะความทึบของผ้า หรือ คืนเดือนมืดนี้ทำให้มองอะไรก็ยากไปหมดกันนะ ...ไม่สิมันก็ยังมีแสงจากที่ไฟไหม้ป่าอยู่นี่!!
รองเท้าก็ไม่สวมใส่ ข้อมือกับข้อเท้าทั้งสอง ก็ถูกรัดไปด้วยโซ่ตรวนสีแดงน่ากลัว แถมยังมีสมุดประหลาด ลอยอยู่ข้าง ๆ อีก
.
.
ณ ตอนนี้ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจ เมื่อได้พบกับสิ่งที่ออกมาจากรอยแยกนั่น... นั่นมันตัวบ้าอะไรกันวะ!! พลังเวทย์มหาศาลทำเอาอากาศแปรปรวนไปหมด สัตว์ประหลาด!!
เ้าสิ่งนั้น หันหน้าไปมาเหมือนกำลังมองไปรอบ ๆ ก่อนจะมองคนที่อยู่ใกล้กับรอยแยกมากที่สุด นั่นคือ เ้านักฆ่า!!
เ้าสิ่งนั้นเมื่อได้เห็นเ้านักฆ่าที่อยู่ใกล้ ๆ ก็ก้าวขาออกจากรอยแยกสีดำทันที ..ซึ่งพอเท้าของมันัักับพื้นแล้ว พื้นดินต่างพากแตกสลายไปเอง ส่วนเ้านักฆ่าเอง ก็กรีดร้องออกมาอย่างเ็ป!!
ตู้ม!!!!
“อ..อ้ากกกกกกก!!!”
เสียงะโดังลั่น สักพักมันก็เงียบลง พร้อมกันร่างกายที่ค่อย ๆ ปริแตกไปทั่วทั้งตัว ไม่นาน ร่างกายที่ปริแตกก็สลายกลายเป็ฝุ่นสลายไปกับอากาศ
“....” สิ่งนั้น
“....” ทุกคน
“อ่า....”
เสียงที่ดังขึ้นออกมาจากพื้นดินที่กลายเป็หลุมลึกไปแล้ว เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก
สิ้นเสียงนั้น พื้นดินที่ส่งเสียงแตกหักก็หยุดลง พร้อมกับบางสิ่งที่ล่วงลงมาจากฟ้าตกลงเข้าไปยังหลุมลึกนั่น!!
ใช่แล้วบางสิ่งที่ว่าก็คือ เด็กทารก ที่ถูกเวทมนตร์ของเ้าหญิงอลิซ ส่งตัวหนีออกนอกทวีปแห่งนี้ และ จุดที่ต้องบินออกไปก็ตรงกับรอยแยก ที่เ้าสิ่งนั้น เดินออกมาพอดิบพอดี
เ้าหญิงอลิซที่ยังหลงเหลือสติอยู่ ก็มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความวิตก ...ไม่ทราบด้วยสาเหตุอะไร เวทมนตร์ที่ห่อหุ้มลูกของเธอ กลับหายไปเองซะดื้อ ๆ ทำให้ทารกน้อย ตกลงไปยังหลุมนั่น!!!
“โอ้ เ้านี่เองน่ะเหรอ@#$* ที่ว่า” คำพูดบางคำที่ถูกเปล่งออกมาจากหลุมลึก ไม่อาจเข้าใจได้ อะไรคือ@#$* ฟังยังไงก็ไม่ใช่ภาษาที่ใช้ทั่วไป ...ภาษาโบราณ?
ร่างสีเทาะโขึ้นออกมาจากหลุมลึก พร้อมกับเด็กทารกในมือ ที่ถูกถือไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว
“ท่านเป็ใคร” หัวหน้าหน่วยลับถามขึ้น ด้วยความเหนื่อยล้า
“ข้าน่ะเหรอ...”
ร่างสีเทาหันหน้าไปหาคนที่ถาม เตรียมพร้อมที่จะตอบกลับ แต่กลับถูก หญิงสาวผมสีแดงที่นอนแนบกับพื้น พูดขัดขึ้น
“อ..องค์ พระผู้เป็เ้า”
ไม่ผิดแน่ รอยแยกนั่นคือ รอยแยกในตำนานครั้งที่ พระเ้า ได้สู้กับ ความเสื่อมสูงสุด ดังนั้นคนที่ออกมานั่นก็คือ พระเ้า!!
เพียงแต่คำตอบ และ ความหวังนั้น กลับถูกทำลายเมื่อ ร่างสีเทานั้น พูดถามเธอด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเ็า
“ข้าเหมือนไอแก่ นั่นตรงไหน?”
รอยแสยะยิ้มที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ปกปิดไปด้วยผ้าคลุม ก่อนที่กลุ่มคน กับ หญิงสาวจะหวาดผวา เมื่อ ใบหน้าที่มืดมิดนั้น กลับปรากฏแสงสีทองสองดวงบริเวณใบหน้า ซึ่งพอยิ่งมองมันก็ยิ่งชัดเจน
“ด...ดวงตาสีทอง นั่น ค..ความเสื่อมสูงสุด ความเสื่อมสูงสุด” หนึ่งในหน่วยลับคุกเข่า พลางพูดซ้ำไปซ้ำมาอย่างคนขาดสติ
นอกจากคน ๆ นี้ที่เหมือนจะกลายเป็บ้า คนอื่น ๆ ต่างพากันคุกเข่า พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา ดวงตาที่จ้องมองร่างสีเทานั้น เป็ดวงตาที่หวาดกลัวความตายอย่างแท้จริง!!!
“แอ๊ ๆ”
ท่ามกลางความเงียบเสียงร้องของทารก ปลุกผู้คนขึ้นจากภวังค์ ยกเว้น หนึ่งคนที่กลายเป็บ้า เอาแต่พูดถึง ความเสื่อม
เด็กทารกในมือของ ความเสื่อมสูงสุด... พลางลืมตาขึ้น ก่อนจะยื่นมือส่งเสียงร้องและรอยยิ้มในแบบของทารกไปยังคนที่กำลังอุ้มตนอยู่
.
.
มันเงียบและวังเวง นานนับชั่วโมง มีเพียงเสียงร้องของทารก ที่ส่งเสียงทำลายความเงียบนี้ ทารกจ้องตาขึ้นที่อุ้มตัวเอง แล้วยกมือไม้ไปมา ส่วนตัวของผู้ที่ถูกเลือกว่า ความเสื่อมสูงสุด เองก็ดูเหมือนจะมองด้วยเงียบสงบ
“ใช้ได้นิ เ้าหนู...”
เสียงที่ออกมาจากความเสื่อมสูงสุด เหมือนจะผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะหันหัวมาจับจ้องคนทั้งหลายรอบตัว โดยเฉพาะ หญิงสาวผมสีแดง ซึ่งก็คือ องค์หญิงอลิซ
“ข้าจำได้ว่า ตาแก่ ไม่ได้เรียกข้าว่าความเสื่อมสูงสุด”
“ชื่อเรียกของข้า คือWatcher”
ด้วยความรู้สึกที่อยากจะพูดชื่อนี้ออกมาเป็ภาษาอังกฤษ โดยไม่ได้สนใจเลยว่ามันคือ ภาษาโบราณ มันจึงทำให้ มวลของธาตุ และ อณูต่าง ๆ ในอากาศ ถึงกับสั่นไหวไปทั่วทั้งโลก กว่า 1 นาที สร้างปรากฎการณ์แปลกประหลาดให้กับ เหล่านักวิจัย และ ผู้ทรงพลังบางคน ถึงกับต้องออกมาหาสาเหตุกันเลยทีเดียว
“หึ...”
เสียงอันเย็นะเืถูกเค้นออกมาจากลำคอ ดวงตาสีทองเอง ก็ค่อย ๆ หรี่ลงจนกลับไปมืดมิดเช่นเดิม ...บรรยากาศเองก็กลับไปเป็เช่นเดิม เงียบ แล้วก็ ตรึงเครียด ซึ่งครั้งนี้ ก็ไม่มีเสียงของทารกน้อย มาคอยช่วยพวกตนอีกแล้ว
“ฟี้ ๆ”
หรือบางทีอาจจะมี ?
ตอนที่ 2 เ้านี่น่ะเหรอ เทพดาบ