ณ ดินแดนแห่งเหล่าจอมยุทธ์ ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งนามว่า เมฆาคราม
บนถนนสายหลักชายหนุ่มรูปงามในชุดบัณฑิตที่ในขณะนี้กำลังวิ่งไปตามท้องถนน
แม้ร่างกายจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่บนใบหน้าของชายหนุ่มนั้นกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขเท่าที่คนผู้หนึ่งจะมีได้
“ตัวข้านั้นมีนามว่า หลินตง ในวัยเยาว์เมื่อข้าอายุเพียง7ปี บิดามารดาผู้ให้กำเนิดข้านั้นก็ได้จากข้าไปจากการโดนลอบสังหารพร้อมๆกัน
ตัวข้าในตอนนั้นไม่อาจรู้ได้ว่าใครและเพราะเหตุใดกันคนเ่าั้ต้องมาทำลายครอบครัวของข้าด้วย
ในขณะที่คนเ่าั้กำลังจะปลิดชีวิตน้อยๆของข้า ซินแสเฒ่าที่ท่านพ่อท่านแม่ของข้าชอบเข้าไปสนทนาบ่อยๆ ก็ได้มาช่วยข้าไว้ทันแต่ก็ไม่อาจจะจับคนเ่าั้ได้
ต่อมาข้าได้ถูกซินแสเลี้ยงดูมาตลอดและบอกกับข้าอยู่บ่อยครั้งว่าการสังหารครั้งนั้นเป็ความบาดหมางทาง ยุทธภพและบิดามารดาเคยบอกกับซินแสเฒ่าไว้ก่อนแล้ว
หากวันใดที่ข้าโตขึ้นพวกท่านหวังว่าข้านั้นจะไม่ข้องเกี่ยวกับยุทธภพและมีชีวิตที่สงบสุข
หลังจากที่รับรู้เื่ราวตัวข้าย่อมไม่ขัดความปรารถนาสุดท้ายของพวกท่านทั้งสอง ข้าได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนสามารถสอบเข้าในสำนักศึกษาหลักของเมืองเมฆาครามได้
และนั่นทำให้ข้าได้พบกับสตรีผู้หนึ่งผู้ที่ทำให้ข้าได้ัักับความรู้สึกแปลกใหม่ที่ข้าไม่เคย ััจากใครมาก่อนแม้จะเป็บิดามารดาของข้าและซินแสเฒ่า และนั่นทำให้ข้าได้ค้นพบกับคำว่าความรัก
แต่ด้วยความต่างชั้นทางฐานะของข้าและนาง เพื่อที่จะทำให้ตระกูลของนางยอมรับ ตัวข้าได้ตั้งใจและอุทิศเวลาทั้งหมดเท่าที่ข้าทำได้ไปในการศึกษา
ข้าและนางได้ศึกษาเล่าเรียนด้วยกันจนครบ3ปี ตัวข้านั้นได้รับการคัดเลือกไปเมืองหลวงเพื่อสอบเป็ขุนนางและในวันนี้ตัวข้านั้นก็ทำได้แล้ว
จ้าวอ้ายฉิง ข้าทำสำเร็จแล้วเ้าจะต้องดีใจเป็แน่แท้ ในที่สุดข้าและเ้าก็จะสุขสมหวังกันเสียที"
หลังจากวิ่งมาเนิ่นนาน ชายหนุ่มก็เห็นบ้านตระกูลจ้าวอยู่ในสายตา
แต่ทันใดนั้นชายหนุ่มพลันหยุดฝีเท้าชะงักงัน ในสายตาของชายหนุ่มรอบบ้านตระกูลจ้าวนั้น ล้อมรอบไปด้วยผู้คนมากมาย ชายหนุ่มจึงเข้าไปถามชายชราที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากตัวเขามากนะ
“ท่านผู้เฒ่าเหตุใดผู้คนจึงมาล้อมรอบตระกูลจ้าวเช่นนี้รึขอรับ” ชายชราหันศีรษะกลับมามองชายหนุ่มด้วยแววตาสงสัย “เ้าคงจะพึ่งเข้ามาในเมืองนี้ใช่หรือไม่จึงไม่ทราบเื่”
ชายชราถอนหายใจและพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสาร “เมื่อ10วันที่ผ่านมานั้น บุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักยุทธ์เมฆาคราม ได้มาเดินชมเมืองกับศิษย์ในสำนักและได้พบเจอกับบุตรสาวตระกูลจ้าว”
“บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นถูกตาต้องใจบุตรสาวตระกูลจ้าวเป็อย่างมากจึงได้พยายามตามเกี้ยวพาราสี”
“แต่บุตรสาวตระกูลจ้าวปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมานั่นจึงทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์รู้สึกขุ่นเคืองและอับอายต่อ ศิษย์ในสำนักเป็อย่างมาก”
“และนั่นทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ไปบีบบังคับหัวหน้าตระกูลเ้าโดยตรงหากบุตรสาวตระกูลจ้าวไม่แต่งงานกับบุตรศักดิ์สิทธิ์ภายใน10วัน ตระกูลจ้าวจะต้องล่มสลายเป็แน่”
“สุดท้ายแล้วหัวหน้าตระกูลจ้าวจึงต้องยอมตกลงเื่การแต่งงานของทั้งสองโดยไม่ฟังความเห็นจากบุตรสาวเลยแม้เพียงเสี้ยว”
“และวันนี้ลูกสาวตระกูลเ้าได้ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดนางได้จบชีวิตตนเองต่อหน้าผู้คนของตระกูลเ้า สิ่งนี้ทำให้ผู้คนในที่นั้นแตกตื่นจนมาถึง สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน”
เมื่อพูดจบชายชราก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากชายหนุ่มที่ถามตัวเขา เมื่อหันศีรษะมามองกลับพบว่าดวงตาของชายหนุ่มแข็งค้างมุมปากกระตุกเหมือนพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง
เมื่อได้ยินคำว่าปลิดชีวิตตัวเองในหัวสมองของชายหนุ่มก็ขาวโพลนไปหมด พลันตั้งสติได้ชายหนุ่มได้กระชากคอเสื้อของชายชราผู้นั้นและะโใส่อย่างบ้าคลั่ง
“ท่านพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร ท่านโกหก ท่านโกหก”
“จ้าวอ้ายฉิงไม่มีทางทำเช่นนั้น หลังจากพูดจบชายหนุ่มไม่สนอันใดอีกต่อไปรีบวิ่งเข้าไปภายในลานบ้านตระกูลจ้าวในทันที”
แต่สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นนั้นกลับเต็มไปด้วยผู้คนตระกูลจ้าวที่กำลังร้องไห้เสียใจ บ้างก็วิตกกังวลบ้างก็กำลังสาปแช่ง
แต่คนที่โดนสาปแช่งนั้นกลับเป็แม่นาง จ้าว อ้ายฉิง “เหตุใดนางนั่นจะตายทั้งทีทำไมต้องมาทำให้ตระกูลลำบากด้วย”
“การแต่งไปกับบุตรศักดิ์สิทธิ์ไปนางก็จะสุขสบายตระกูลเราก็จะได้มีสำนักเมฆาครามสนับสนุน นางนั่นช่างโง่ยิ่งนัก แล้วแบบนี้พวกเราจะไปบอกกับบุตรศักดิ์สิทธิ์อย่างไรดี”
“ตระกูลจ้าวของเราคงไม่โดนทำลายใช่หรือไม่”
เมื่อชายหนุ่มฟังถึงตรงนี้ ใบหน้าของเขามืดลงในใจสุมไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น เหตุใดสตรีอันเป็ที่รักของเขาต้องมาเจอชะตากรรมแบบนี้
ในระหว่างที่จิตใจของชายหนุ่มกำลังดำดิ่งสู่อารมณ์ด้านลบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างๆ กายของชายหนุ่ม
“ท่านหลินตง คุณหนูของข้าก่อนท่านจะจากไปท่านได้ฝากสิ่งนี้มาให้คุณชายเ้าค่ะ” สิ้นเสียง ฉินซู สาวใช้ของ จ้าวอ้ายฉิง ที่ได้เห็นชายหนุ่มเข้ามาพอดี ได้มอบกระดาษพร้อมปิ่นปักผมให้กับชายหนุ่ม
ไม่รอช้าชายหนุ่มรีบเปิดข้อความในกระดาษและเริ่มอ่านพร้อมกับหัวใจที่โศกเศร้า “หลินตง ถ้าตัวเ้าได้อ่านข้อความนี้ตัวของข้านั้นคงไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว”
“เื่ราวต่างๆ เ้าคงรู้เื่ราวได้ไม่ยาก แม้ชาตินี้ตัวข้าและเ้าไม่อาจมีวาสนาต่อกัน แต่ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครมาิ่เกียรติความรักของเราเช่นกัน ข้าไม่หวังและไม่้าให้ท่านแก้แค้นแต่อย่างใด”
“ข้าแค่ปรารถนาให้เ้ามีชีวิตที่สงบสุข ชาตินี้สิ่งที่ข้าดีใจที่สุดคือการได้พบพานกับเ้า และสิ่งที่ข้าเสียใจที่สุดคือข้าไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ใช้ชีวิตกับเ้า สุดท้ายคือคำขอร้องจากข้า”
“เ้าได้โปรดพา ฉินซู ไปกับเ้าด้วยเถิดโปรดดูแลนางให้ดีให้เหมือนที่เ้าปรารถนาจะดูแลข้า นอกจากเ้าแล้วนางก็คือครอบครัวของข้าคนเดียวได้โปรดดูแลนางด้วย หากชาติหน้ามีจริงข้าปรารถนาอยากใช้ชีวิตคู่กับเ้าสักครา”
เมื่อข้อความบรรทัดสุดท้ายจบลง น้ำใสได้ไหลออกมาจากดวงตาของชายหนุ่มอย่างไม่อาจควบคุมได้
“อ้ายฉิง อ้ายฉิง” ชายหนุ่มได้แค่เอ่ยชื่อสตรีผู้เป็ที่รักออกมาซ้ำๆพร้อมกับน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจเมื่อสติของชายหนุ่มเริ่มกลับมา ชายหนุ่มได้หันไปมองสตรีที่ยืนขอบตาแดงอยู่ข้างๆตน “ฉินซู ต่อจากนี้ไปเ้าจงมาติดตามข้า” ในสายตาของเขานั้นมองฉินซูเป็เพียงน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวก็ได้แต่ทำหน้ามึนงง “นี่เป็ความปรารถนาสุดท้ายของคุณหนูของเ้า ถึงแม้จะไม่เป็เช่นนั้นเ้าก็ไม่ควรจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป อีกไม่นานตระกูลจ้าวคงจะโดนเคราะห์สังหารเป็แน่”
การจะอยู่หรือหายไปของแม่นาง ฉินซู นั้นไม่ได้มีความสำคัญใดๆกับตระกูลจ้าว เพราะนางถูกจ้าวอ้ายฉิง ไถ่ตัวนางไว้ หลังจากที่นางถูกบิดามารดาแท้ๆนำไปขายั้แ่นางยังเด็กจากนั้นมา นางก็กลายเป็คนของจ้าวอ้ายฉิงแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อพูดจบชายหนุ่มก็จากไปเงียบๆพร้อมกับ ฉินซู ั้แ่ต้นจนจบไม่มีผู้ใดในตระกูลจ้าวเลยสักคนที่เห็นถึงการมาของชายหนุ่ม
ในเรือนเล็กๆท่ามกลางดงป่าไผ่ไม่ห่างจากเมืองเมฆาครามมากนัก
เอี๊ยด…เสียงประตูดังขึ้นพร้อมกับชายชราที่กำลังย่างกายออกมาจากเรือน
ท่ามกลางป่าไผ่ที่ลำต้นส่ายโอนไปมา ในสายตาของชายชราปรากฏ ชายหนุ่มและหญิงสาวกำลังย่างกายเข้ามาด้วยท่าทีโศกเศร้า
ทันใดนั้นเสียงชายหนุ่มตรงหน้าก็ดังขึ้น “ซินแสเฒ่า อ้ายฉิง จากข้าไปแล้วเหตุใดกัน์ถึงได้โหดร้ายกับข้าและนางเช่นนี้”
“ไฉนท่านเคยบอกข้าในกาลก่อน หากข้านั้นตั้งใจเล่าเรียนไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกวรยุทธ์ข้าและคนที่ข้ารักจะได้ใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดา”
“ข้าไม่ได้ปรารถนาอันใด ขอแค่ข้าและคนรอบตัวข้ามีความสุขก็เพียงพอ แต่วันนี้ข้าตระหนักซึ้งถึงการไร้พลังอย่างถ่องแท้แล้ว”
“ซินแสเฒ่าข้าตัดสินใจแล้ว ต่อจากนี้ข้าจะทุ่มชีวิตของข้าไปกับเส้นทางแห่งวรยุทธ์ต่อให้การตัดสินใจนี้จะทำให้บิดามารดาของข้าผิดหวังก็ตามที”
“แต่ในเมื่อชะตากรรมของข้าไม่อาจหนีพ้นโลกของ ยุทธภพ จะเป็หนี้เแค้นของบิดามารดาข้าหรือหนี้แค้นของ จ้าวอ้ายฉิง ข้าจะสะสางมันทั้งหมดเอง”
เมื่อฟังชายหนุ่มพูดจนจบ ชายชราก็ถอนหายใจออกมา “ชะตากรรมของเ้าคงจะหนีไม่พ้นจริงๆ สินะ” ชายชราได้พึมพำกับตัวเอง พร้อมกับหันศีรษะไปสบตากับชายหนุ่ม
“เมื่อไม่อาจหลีกหนีพ้นตัวข้าจะสอนวรยุทธ์แก่เ้าเอง” เมื่อได้ยินเช่นนี้ชายหนุ่มได้มองกลับไปที่ชายชราด้วยสีหน้ามึนงง
“ซินแสเฒ่า ท่านฝึกวรยุทธ์เป็ด้วยงั้นรึ ท่านไม่ใช่ว่า แค่ดูฮวงจุ้ยเป็อย่างเดียวอย่างนั้นหรอกหรือ”
“ฮึฮึ ไอ้เ้าเด็กน้อย ขนาดบิดาของเ้ายังต้องมาคุกเข่าให้ข้าสอนวิชาให้เลย ูเาไท่ซานนั้นอยู่ตรงหน้าแต่เ้ากลับมองไม่เห็น”
ทว่าเมื่อชายชรามองไปที่ใบหน้าของชายหนุ่ม กลับเห็นว่าใบหน้าของชายหนุ่มนั้น มีคำว่าข้าไม่เชื่อท่านหรอกปรากฏขึ้นออกมา ทางสีหน้าอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นเช่นนั้นชายชราได้ลอยตัวขึ้นเหนือเรือนไม้หลังนั้น เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ปากของชายหนุ่มและหญิงสาวข้างๆนั้นอ้าค้างออกมาโดยที่เ้าตัวยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
“ทะ ทะ ท่าน ซินแสเฒ่าท่านเป็ผู้ฝึกยุทธ์จริงๆหรือนี่” เมื่อเห็นอากัปกิริยาของชายหนุ่ม ซินแสเฒ่าก็ได้หัวเราะออกมา “ฮ่าๆ เป็ไงล่ะเ้าเด็กน้อย ทีนี้เชื่อข้ารึยังล่ะ”
ในฐานะที่เ้าเป็บัณฑิต เ้าคงจะรู้ใช่หรือไม่ว่าระดับการฝึกยุทธ์ของโลกใบนี้นั้นมีอยู่ 7 ระดับ และ การเหาะเหินเดินอากาศได้นั้น ต้องอยู่ในระดับที่6 ขึ้นไปเท่านั้น หึหึทีนี้อยากจะกราบขอข้าเป็อาจารย์แล้วล่ะสิเ้าหนู
แต่ทว่า น้ำตาของชายหนุ่มได้ไหลออกมา “เหตุใดกันเล่าซินแสเฒ่าในเมื่อท่านเก่งกาจถึงขนาดนี้เหตุใดท่านจึงไม่ไปช่วยแม่นางจ้าวอ้ายฉิง เหตุใดท่านถึงปล่อยให้นางต้องทนทุกข์และปลิดชีพตัวเอง ท่านเองก็รู้ความสัมพันธ์ของข้าและนางเป็อย่างดี”
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเริ่มเข้าสู่อารมณ์โศกเศร้าอีกครั้งซินแสเฒ่าได้ถอนหายใจและอธิบายกับชายหนุ่ม “เ้าเคยได้ยินเื่ของโชคชะตาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็เหตุการณ์ของบิดามารดาของเ้า และเหตุการณ์นังหนูจ้าวอ้ายฉิงล้วนแต่เป็ชะตากรรมและผลกรรม ที่์ลิขิตมาให้ทั้งสิ้น”
“ตัวข้าถึงจะเป็ผู้ฝึกวรยุทธ์แต่ก็ยังไม่หลุดพ้นจาก กฎ์อย่างแท้จริงการที่ข้าจะสอดมือเข้าไปยุ่งกับเจตจำนง์นั้นมีแต่ทำให้เื่ราวทั้งหมดนั้นแย่ลงไปอีก”
“ในตอนนี้เื่บางเื่เ้าก็ยังไม่ควรรู้ แต่ทว่าในอนาคต ถ้าเ้าแข็งแกร่งเพียงพอเ้าจะสามารถรับรู้เื่ทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง”
แต่พูดมาถึงตรงนี้ ซินแสเฒ่า ก็ได้ถอนหายใจออกมาอีกครา “เฮ้อ วันนี้ ตัวข้าจะถอนหายใจเยอะเกินไปเสียแล้ว”
“เ้าหนูหลินตง ในเมื่อเ้าคิดจะฝึกวรยุทย์แล้ว ข้าก็จะฝืนกฎ์และบอกอะไรเ้าสักเล็กน้อย เพื่อที่เ้าจะต้องไม่ได้ฝึกยุทธ์เพื่อการแก้แค้นเพียงอย่างเดียว ชายชราอย่างข้านั้นก็ไม่อยากให้เ้าจะต้องตกสู่ทางสายมารเช่นกัน”
“ในเหตุการณ์ของแม่นางจ้าวอ้ายฉิงนั้น ก็ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ของบิดามารดาของเ้าซะทีเดียวในตอนที่เ้าและแม่นางเ้าอ้ายฉิง ได้รู้จักกันใหม่ๆ ตัวข้าได้ทำการตรวจดูโชคชะตาของแม่นางจ้าวอ้ายฉิง แต่สิ่งที่เขาพบนั้นกลับเป็ดวงชะตาของหงส์เพลิง ที่ไฟกำลังมอดดับและลุกโชนขึ้นอีกครั้ง”
“สิ่งนี้หมายถึง ตัวนางจะประสบเคราะห์ใหญ่ แต่จะถือกำเนิดใหม่อย่างยิ่งใหญ่ เสมือนหงส์เพลิง การคำนวณของข้านางจะกลับมาเกิดใหม่ในอีก500 ปีต่อมา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มก็ได้แต่อ้าปากค้างอีกครา “500ปีเชียวหรือ ถ้าเป็เช่นนั้นตัวข้าไม่ตายซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าจะได้เจอนางอีกอย่างงั้นรึ ซินแสเฒ่าท่าน จะแกล้งข้าจนสุดชีวิตเลยหรืออย่างไร”
“ เหตุใดข้าต้องแกล้งเ้าด้วยเ้าหนูหลินตง เ้าคิดว่า ผู้ฝึกยุทธ์ ระดับ 5 ขึ้นไปจะมีอายุเท่าไหร่กัน ถึงแม้จะเป็บัณฑิตแต่ ในตำราเรียนของเ้าก็คงไม่บอกสินะ”
“ข้าจะบอกอะไรเ้าให้เ้าหนู ตัวข้านั้น ได้ลืมตาดูโลกนี้มา ถึง 2,000 ปีแล้ว ถ้าเ้าฝึกวรยุทธ์ไปจนถึงขั้นที่เ้ามีวรยุทธ์เหนือกว่าข้าเมื่อไรเ้าจะรู้เองว่าจริงๆแล้วอายุแค่ 2,000 ปีนั้นไม่ได้มากมายอะไรเลย”
เมื่อฟังคำของชายชราจบ ความรุ่มร้อนในใจของชายหนุ่มก็ได้เริ่มเย็นลง เหตุผลที่ชายหนุ่มเชื่อชายชราง่ายๆนั้น เพราะเขานั้นรู้นิสัยชายชราเป็อย่างดี ในเื่ความเป็ความตายเช่นนี้ชายชราจะไม่ตลกกับตัวเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้เมื่อครู่ตัวเขาจะคิดก็ตามที
เมื่อคิดได้เช่นนี้ชายหนุ่ม พันคุกเข่าลง พร้อมกับคำนับไปที่ชายชรา “ซินแสเฒ่า ได้โปรดสอนวรยุทธ์ให้ข้าด้วยเถิด”
“ฮ่าๆ ไอ้เ้าหนูหลินตงจนป่านนี้ ยังจะเรียกข้าว่าซินแสเฒ่าอีกงั้นรึ แม้แต่บิดาของเ้า ยังเป็ลูกศิษย์ของข้าเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่ม จึงกล่าวออกไปอย่างสุดเสียง “อาจารย์ปู่ช่วยสอนวรยุทธ์ให้แก่ข้าด้วยเถิด”
“ฮ่าๆ ดี ดีมาก ต่อจากนี้เ้าจะเป็ผู้สืบทอดคนสุดท้ายของข้า และนางหนูที่อยู่ข้างเ้านั้น ต่อจากนี้ก็ให้ติดตามเ้าคอยฝึกฝนพร้อมๆกับเ้า เพราะอนาคต พวกเ้าทั้ง 3 คนจะต้องมีชะตากรรมร่วมกันอย่างแน่นอน”
ฉินซูที่ยืนอยู่ข้างๆชายหนุ่มนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของชายชรา สิ่งนี้เปรียบเหมือนสายฟ้าฟาดสำหรับนาง ตัวนางไม่เคยคิดใฝ่ฝันว่าตนเองจะได้ฝึกยุทธ์และเข้าสู่โลกแห่งยุทธภพมาก่อน
ตัวนางนั้นเป็เพียงสตรีตัวเล็กๆที่ถูก ครอบครัวขายออกมาและถูกคุณหนู จ้าวอ้ายฉิงไถ่ตัวมาเป็สาวรับใช้
ความปรารถนาของนางนั้นคือการดูแลคุณหนูจ้าวอ้ายฉิงให้ดี และมีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ทว่าวันนี้ชีวิตของนางกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อตั้งสติได้ตัวนางก็ได้คุกเข่าลงไปเหมือนกับหลินตงทุกประการ
ตอนนี้ เป้าหมายของการมีชีวิตอยู่ของนางมี สอง อย่าง อย่างแรกนางจะต้องตั้งใจฝึกฝนและ ไปล้างแค้นให้กับคุณหนูของนาง และอย่างสุดท้าย นางจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ เพื่อตอบแทน บุญคุณของหลินตงที่ทำให้ชีวิตของนางนั้นเปลี่ยนไป
ไม่กี่วันต่อมา บ้านตระกูลจ้าวก็ได้ถูกทำลายจนสิ้นซากด้วยน้ำมือของบุตรศักดิ์สิทธิ์ เมื่อข่าวนี้กระจายไปทั่วทำให้ผู้คนทั้งเมืองเมฆาครามต่างอกสั่นขวัญแขวน
แต่ถึงแม้โลกภายนอกจะวุ่นวายเช่นไร หนึ่ง บุรุษ หนึ่ง สตรีที่กำลังรับการฝึกฝน สุดแสนลำบากจากชายชรา กลับไม่ได้รับรู้ข่าวอันใดเลย
ในอนาคตไม่ไกลจากนี้มากนัก ทั่วทั้งเมืองเมฆาคราม จะเกิดการสั่นะเืครั้งใหญ่
จากผู้เขียน: ตรงไหนมีคำผิดกระผมจะมาตามแก้ไขอีกทีนะขอรับ ฝากติดตามผลงานด้วยนะครับ
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio ฟังฟรีทุกตอน หากท่านใดอยากสนับสนุนไรต์สามารถสนับสนุนตามตอนติดเหรียญได้เลยนะครับ ขอบคุณครับ????