จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 76 ความคิดของจางอี้เหวิน

            เวลาครึ่งปีผ่านไปในชั่วพริบตา

            ในครึ่งปีมานี้ จางอี้เหวินได้สร้างกระท่อมไม้ไว้หลังหนึ่งด้านข้างที่พำนักของฉินอวี่นอกจากการออกไปรับทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกตนแล้วจางอี้เหวินก็แทบจะอยู่ที่นี่ตลอดเวลา

            นี่นับเป็นการรักษาสัญญาที่ให้ไว้

            ในวันนี้ จางอี้เหวินลืมตาขึ้นจากการฝึกฝน และรู้สึกได้ว่าการฝึกฝนของเขายังไม่ก้าวหน้านักจึงเริ่มรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเพราะนับตั้งแต่เขาได้เข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่หนึ่งเมื่อสองปีก่อนระดับการฝึกฝนของเขาก็แทบจะไม่พัฒนาขึ้นเลย

            เดิมแล้ว จางอี้เหวินตั้งใจไว้ว่าหลังจากได้เป็นผู้ดูแลหอตำราเขาจะค้นหาวิธีการสร้างความก้าวหน้าจากในหอตำราแต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องที่กลับตาลปัตรขึ้นมาจนต้องกลายมาเป็นบริวารของฉินอวี่

            เมื่อนึกถึงเด็กบริวาร จางอี้เหวินก็รู้สึกอึดอัดแต่เพราะเขาเป็นคนให้ความสำคัญกับหน้าตาเป็นพิเศษ จึงไม่ต้องการจะเสียหน้าในใจของเขาได้แต่คอยอธิษฐานให้ฉินอวี่ตายโดยเร็ววันจะได้สลัดตัวเองจากการเป็นเด็กบริวารของฉินอวี่

            หลังจากครุ่นคิดอยู่กับเรื่องไร้สาระ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางห้องที่พำนักของฉินอวี่และเมื่อเขาเห็นกระแสวังวนของพลังวิญญาณอยู่เหนือที่พำนัก จางอี้เหวินก็ตกใจทันที“นี่ก็ครึ่งปีมาแล้ว เจ้าคนใกล้ตายนั่นกำลังฝึกกลวิชาอะไรอยู่กันแน่?”

            เมื่อครึ่งปีก่อน หลังจากเขากลับมาจากการสืบข่าวจ้าวเจิ้นหย่วนเขาก็เห็นวังวนพลังเช่นนี้ปกคลุมอยู่เหนือที่พำนักของฉินอวี่แล้วแต่นึกไม่ถึงว่าผ่านมาเป็นเวลาครึ่งปีแล้วแต่วังวนของพลังวิญญาณจะยังคงอยู่เช่นเดิม

            “วิชาที่คนผู้นี้ใช้ฝึกฝน คงเป็นกลวิชาที่... ไม่ธรรมดาแน่นอนและน่าจะช่วยให้เข้าถึงขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สองได้แต่น่าเสียดายที่ข้ากับคนผู้นี้มีความขัดแย้งกันจึงกลัวว่าเขาคงไม่ยกวิชานี้ให้เขาฝึกได้โดยง่ายเป็นแน่”

            “หากจะบอกว่าไม่ได้จุดตะเกียงกรรม จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามปีเขาก็มีเวลาไม่ถึงสองปีแล้ว หากในช่วงเวลานี้ ข้ายอมดูแลเขาอย่างสุดกำลัง ก็ไม่รู้ว่าเจ้าคนใกล้ตายผู้นี้จะยอมมอบกลวิชาให้ข้าหรือไม่?”จางอี้เหวินครุ่นคิด

            “ช่างเถอะ เพื่อกลวิชาชนิดนี้ข้าต้องอดทนสักหน่อยอย่างไรก็แค่ไม่ถึงสองปี...” จางอี้เหวินกัดฟัน

            ขณะที่จางอี้เหวินกำลังจินตนาการว่าจะเป็นเช่นไรหากตนเองได้ครอบครองกลวิชานี้กระแสวังวนของพลังวิญญาณก็หายไปทันทีจางอี้เหวินจึงมองไปทางที่พำนักของฉินอวี่ด้วยความประหลาดใจ

            ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ประตูก็เปิดออก ทันใดนั้นฉินอวี่ก็เดินขมวดคิ้วออกมาจากห้อง

            เมื่อจางอี้เหวินสัมผัสได้ถึงระดับการฝึกฝนของฉินอวี่ เขาก็ไม่อาจละสายตาจากฉินอวี่ได้เลย

            “ขั้นปราณเสถียรระดับปลาย? เป็นไปได้อย่างไร?”จางอี้เหวินตกใจจนอ้าปากค้าง เขาจำได้ว่าเมื่อครึ่งปีก่อนฉินอวี่อยู่เพียงขั้นปราณเสถียรระดับต้น แต่ผ่านไปเพียงครึ่งปีเขากลับก้าวข้ามขั้นปราณเสถียรระดับปลาย เข้าสู่ขั้นปราณเสถียรระดับปลายได้โดยตรง

            ระดับความเร็วเช่นนี้... ช่างน่าตกใจยิ่งนัก

            อย่างไรก็ตามจางอี้เหวินเองใช้เวลาถึงสองปีในการยกระดับของตนเองจากขั้นปราณเสถียรระดับต้นเข้าสู่ขั้นปราณเสถียรระดับกลาง

            “จะต้องเป็นเพราะกลวิชานั้นอย่างแน่นอน! ต้องมีสาเหตุมาจากกลวิชานั้นแน่นอนจึงทำให้เขาก้าวเข้าสู่ขั้นปราณเสถียรระดับปลายได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงครึ่งปี!”

            “ข้าจะต้อง... เอากลวิชานั้นมาให้ได้ ช้าก่อน ข้าไม่ควรแสดงออกมากเกินไปไม่เช่นนั้นทุกอย่างอาจกลับกันได้” จางอี้เหวินครุ่นคิดอยู่ในใจ และละสายตาจากฉินอวี่

            เมื่อฉินอวี่เดินออกมาจากห้องเขาก็เหลือบมองจางอี้เหวินที่สร้างบ้านไม้เอาไว้ข้างๆ จากนั้นก็ก้าวเท้าออกไป

            เมื่อจางอี้เหวินที่เจตนาละสายตากลับมารู้สึกได้ว่าฉินอวี่กำลังเดินมาเขาก็ผงะไปครู่หนึ่ง เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อฉินอวี่ออกจากการบำเพ็ญก็อาจจะเข้ามาทักทายตนเองแต่กลับนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งนี้ทำให้จางอี้เหวินรู้สึกโกรธขึ้นมาในใจ แต่เมื่อนึกถึงกลวิชานั้นแล้วเขาก็รีบระงับความโกรธไว้ และพูดออกไปทันที “ช้าก่อน ศิษย์น้องฉิน!”

            ฉินอวี่หยุดลงเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างเฉยเมย “มีอะไรหรือ?”

            “เจ้า... เจ้าให้ข้าไปสืบเรื่องจ้าวเจิ้นหย่วนมาไม่ใช่หรือ?” จางอี้เหวินกล่าว

            ฉินอวี่ได้ยินคำพูดนั้นเขาก็ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าหากจ้าวเจิ้นหย่วนคิดจะทำอะไร คงลงมือทำไปนานแล้ว คงไม่รีรอจนถึงตอนนี้ อีกอย่างจางอี้เหวินไปสืบเรื่องราวมาเมื่อกว่าหกเดือนก่อน ตอนนี้จะไปมีประโยชน์อะไร?

            จางอี้เหวินตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะไม่สนใจฟังเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะรู้สึกรำคาญใจแต่จางอี้เหวินก็ไม่กล้าระบายมันออกมาในตอนนี้ หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจางอี้เหวินวิ่งเหยาะๆ ไปทางฉินอวี่

            “เฮ้ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” จางอี้เหวินแสร้งทำเป็นโกรธและเดินตามไปก่อนจะตะโกนเสียงดัง

            ฉินอวี่หยุดนิ่ง หันมาจ้องจางอี้เหวินอย่างเย็นชา“จดจำสถานะของเจ้าตอนนี้ไว้ด้วย!” พูดจบ ฉินอวี่ก็เดินไปข้างหน้าต่อไป

            สีหน้าของจางอี้เหวินเริ่มพูดได้ยากหน้าอกของเขาแทบจะระเบิดออกมาด้วยความโกรธคนใกล้ตายคนนี้ถือว่าตนเองเป็นสมุนบริวารของเขาจริงหรือ?”

            ช่างมัน หากไม่อดทนเรื่องเล็กน้อยอาจเสียการใหญ่!หลังจากดิ้นรนในใจอยู่นาน จางอี้เหวินก็เดินตามฉินอวี่ไปอย่างเงียบๆ

            ฉินอวี่ไม่ได้สนใจหันกลับมามองจางอี้เหวินเพราะในใจของเขายังคงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการฝึกฝนในครั้งนี้

            ช่วงเวลาครึ่งปี เขาใช้เวลาหกเดือนเต็มเพื่อข้ามจากขั้นปราณเสถียรระดับต้นเข้าสู่ขั้นปราณเสถียรระดับปลายซึ่งหากมองในมุมของจางอี้เหวินก็อาจจะดูรวดเร็วอย่างยิ่ง แต่ฉินอวี่กลับยังไม่พอใจกว่าจะสามารถเข้าถึงขั้นปราณเสถียรระดับปลายได้ครั้งนี้ต้องใช้ศิลาวิญญาณไปเกือบจะทั้งหมด ซึ่งนี่แตกต่างไปจากสิ่งที่เขาจินตนาการเอาไว้อย่างยิ่ง

            ฉินอวี่คิดไว้ว่าตนเองน่าจะสามารถพัฒนาระดับการฝึกฝนของตนเองขึ้นไปได้ในระยะเวลาเพียงห้าเดือนตอนนี้กลับมากกว่าที่คิดไว้อยู่หนึ่งเดือน มันจึงกระทบต่อแผนการที่เขาวางไว้เดิมที่เขาตั้งใจว่าจะใช้เวลาเพียงห้าเดือนเพื่อเข้าสู่ขั้นปราณเสถียรระดับปลายและจะใช้อีกหนึ่งเดือนสำหรับการสร้างความมั่นคงให้กับพลัง ในตอนนี้เมื่อมากขึ้นมาหนึ่งเดือนเขาจึงคาดการณ์ได้ทันทีว่าเวลาเบื้องหน้ายิ่งบีบคั้นมากยิ่งขึ้น

            อาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ภายในระยะเวลาครึ่งปี ฉินอวี่ไม่เพียงจะปรับเสถียรภาพของการฝึกฝนให้มีความเสถียรแต่เขายังต้องการก้าวสู่ขั้นเทียนชุ่ยซึ่งนี่นับเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของฉินอวี่

            ในแต่ละระดับขั้นนั้นไม่เพียงแต่จะต้องมีการพัฒนาก้าวผ่านอุปสรรคไปเท่านั้นแต่ยังต้องมีความเสถียรร่วมด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้การฝึกฝนในอนาคตไม่ราบรื่นได้

            เป็นเพราะเหตุผลเรื่องเวลาฉินอวี่จึงตั้งใจว่าจะใช้เวลาหนึ่งเดือนในการสร้างเสถียรภาพของพลังให้มั่นคงและใช้เวลาอีกห้าเดือนในการก้าวเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยและหากจะทำเช่นนี้ได้เขาจำเป็นต้องอาศัยการใช้โอสถ

            เขาระงับความคิดทุกอย่างเอาไว้และรู้สึกได้ว่าจางอี้เหวินกำลังเดินตามหลังมาอย่างเงียบๆ ฉินอวี่ก็รู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดจางอี้เหวินจึงกลายเป็นคนว่าง่ายและรักษาสัญญาเช่นนี้ไปได้? ฉินอวี่ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “เจ้ามีแต้มสนับสนุนอยู่เท่าไร?”

            ขณะที่จางอี้เหวินที่กำลังก้มหน้าหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ที่น่าอับอายในตอนนี้อยู่ได้ยินคำพูดของฉินอวี่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาก็ตกใจทันทีและเริ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูดออกไป “ข้ามีอยู่ทั้งหมดสามสิบห้าแต้มเจ้าต้องการกี่แต้ม?”

            ฉินอวี่เหลือบมองจางอี้เหวินด้วยความแปลกใจ และพยักหน้าเบาๆ

            จางอี้เหวินรู้สึกยินดี จึงกล่าวออกไป “ข้าให้เจ้ายืมได้นิดหน่อย”

            สายตาของฉินอวี่ดูแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง จางอี้เหวินผู้นี้เหตุใดจึงรู้สึกว่าเหมือนว่าคนผู้นี้เปลี่ยนไป?

            เมื่อถูกฉินอวี่จ้องมองเช่นนี้ จางอี้เหวินก็เหมือนยิ้มอย่างเก้อเขินและพูดขึ้น “ข้าให้เจ้ายืมได้ แต่เมื่อถึงเวลาคืนเจ้าต้องคืนมากกว่าที่ข้าให้ยืมไปว่าอย่างไร?”

            อย่างนี้นี่เอง ฉินอวี่แอบพูดในใจ เขาก็คิดไว้แล้วต้องมีอะไรสักอย่างจางอี้เหวินถึงยอมให้เขายืมได้ง่ายดายเช่นนี้

            “เจ้าจะซื้ออะไรหรือ?” จางอี้เหวินเหลือบมองฉินอวี่และแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่ในใจ โชคดีว่าตนเองตอบโต้กลับได้รวดเร็ว

            “โอสถ”

            “โอสถ? เจ้าจะเอาโอสถไปทำอะไร?” จางอี้เหวินยังรู้สึกไม่เข้าใจกลวิชาของฉินอวี่แข็งแกร่งถึงขนาดนี้ยังต้องการโอสถอีกหรือ?

            “ข้าต้องการจะเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยในเวลาครึ่งปี” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย

            จางอี้เหวินตกตะลึงอย่างมาก ขั้นเทียนชุ่ย? หรือเจ้าคนใกล้ตายนี่ต้องการจะยกระดับฝึกฝนจากขั้นปราณเสถียรระดับต้นไปถึงขั้นเทียนชุ่ยให้ได้ภายในหนึ่งปี?นี่จะบ้าหรืออย่างไร? ต่อให้ใช้โอสถช่วยก็ยากนักที่จะทำได้

            ช้าก่อน

            หัวใจของฉินอวี่เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ

            เขาจะก้าวสู่ขั้นเทียนชุ่ยเพื่ออะไรกัน? หรือ...เขาต้องการไปแดนขัดเกลา?

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จางอี้เหวินก็ยิ่งเบิกบานใจความคิดของเขาโลดแล่นอย่างรวดเร็ว หากเป็นไปตามที่คิดไว้อย่างมากที่สุดคนผู้นี้ก็คงมีชีวิตอยู่ได้หนึ่งปีกับเก้าเดือนหากในช่วงเวลานี้เขาเข้าไปแดนขัดเกลา เช่นนั้น เขาจะต้องตายอยู่ในแดนขัดเกลาแน่นอนและหากตนเองได้ติดตามเขาเข้าไป ก็จะมีโอกาส “ยืดอกขึ้นสู้อย่างห้าวหาญ”ช่วยเขาในช่วงเวลาวิกฤติ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็จะเกิดความประทับใจและยอมมอบกลวิชาให้กับตนเองแต่โดยดี

            อย่างไรก็ตามกลวิชาเป็นสิ่งที่ไม่ได้ติดตัวมาแต่กำเนิดแต่ก็มิอาจนำติดตัวไปหลังความตายเช่นกัน ขอเพียงตนเองประพฤติตัวดีเข้าไว้ เขาจะมอบกลวิชาให้กับตนเองอย่างแน่นอน

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จางอี้เหวินก็รู้สึกร่าเริงจนอยากจะกรีดร้องออกมา

            “เจ้ารู้จักแดนขัดเกลาดีแค่ไหน?” ฉินอวี่ถามอีกครั้ง

            หัวใจของจางอี้เหวินเต้นรัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และแอบคิดในใจ “ไม่ได้จะอธิบายให้น่ากลัวเกินไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้น หากเขาไม่ไปขึ้นมาจะทำอย่างไร?ไม่สิ หากเขาไปสอบถามจากคนอื่น เขาจะไม่รู้สึกได้หรือ?”

            จากนั้น จางอี้เหวินแสร้งทำเป็นครุ่นคิด“แดนขัดเกลาเป็นสถานที่ฝึกฝนของศิษย์ขั้นเทียนชุ่ย ตั้งอยู่ในแดนแสนภูผาได้ยินมาว่า ด้านในมีอสูรร้ายและอสูรวิญญาณอยู่เป็นจำนวนมากเป็นสถานที่ยอดเยี่ยมในการฝึกหาประสบการณ์ และยังได้ยินมาว่าความแข็งแกร่งของคนที่ผ่านจากที่นั่นออกมาล้วนเปลี่ยนแปลงไปทุกคน หรือว่าเจ้าต้องการไปแดนขัดเกลา?”

            “นอกจากแดนขัดเกลาแล้ว ในสำนักยังมีที่ไหนที่เหมาะให้ข้าได้ฝึกฝนอีกบ้าง?”ฉินอวี่ถาม

            “มีสิ หอคอยว่านจ้งเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะกับการฝึกฝนของศิษย์ทุกคนที่อยู่ระดับต่ำกว่าระดับเขตแดนเต๋าข้าเองก็เข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยที่นั่น ว่าแต่เจ้าตั้งใจจะเข้าไปในแดนขัดเกลาในอีกครึ่งปีหรือ?” จางอี้เหวินถาม

            จางอี้เหวินมองไปทางฉินอวี่อย่างจริงจัง หลังจากรออยู่นานฉินอวี่กลับไม่ตอบอะไร สิ่งนี้ยิ่งทำให้จางอี้เหวินกระสับกระส่าย เจ้ารีบตอบมาสิ?

            จนกระทั่งฉินอวี่มาถึงหอร้อยสมบัติ เขาก็ยังไม่ตอบคำถามทำให้จางอี้เหวินรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอเหมือนมีมดนับหมื่นกำลังไต่อยู่ในหัวใจ

            “ข้าขอแลกเป็นโอสถหลอมปราณหนึ่งเม็ด” ฉินอวี่หยุดยืนอยู่หน้าประตูและพูดกับจางอี้เหวิน

            จางอี้เหวินไม่พูดมากความ และเดินตรงเข้าไปในหอร้อยสมบัติทันที

            ฉินอวี่มองจางอี้เหวิน จางอี้เหวินผู้นี้ว่านอนสอนง่ายตั้งแต่เมื่อใด?หากพูดตามเหตุผลแล้ว เมื่อต้องเป็นสมุนบริวารของผู้ใดจะต้องมีความไม่พอใจบ้างจึงจะถูกต้อง แต่ตอนนี้เขากลับยินดีรับสถานะในตอนนี้หรือจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า... ตนเองมองเขาผิดไป?

            ช่างเถอะ กาลเวลาพิสูจน์คน ลองดูไปอีกสักหน่อยค่อยพูดดีกว่า

            มีศิษย์จำนวนมากเดินจับกลุ่มกันสองสามคนเข้าออกหอร้อยสมบัติอย่างต่อเนื่อง

            “ได้ยินมาบ้างหรือยัง? อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสายชีพจรดินต้องตายอยู่ในแดนขัดเกลาแล้วได้ยินมาว่าเขาแอบบุกเข้าไปในเขตต้องห้ามของแดนขัดเกลา”

            “บุกเข้าไปเขตต้องห้ามไม่ตายก็แปลกแล้ว อย่าว่าแต่สายชีพจรดินเลยต่อให้เป็นอัจฉริยะของสายชีพจรฟ้าก็อาจต้องตายเหมือนกัน”

            “ก่อนการคัดเลือกศิษย์ ทุกคนต่างต้องการเข้าไปแดนขัดเกลาเพื่อยกระดับการฝึกฝนของตนเองแต่เป็นเพราะคนที่เข้าออกแดนขัดเกลามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆทั่วทั้งเมืองจึงคึกคักยิ่งนัก ได้ยินมาว่าโอสถและอาวุธวิญญาณป้องกันระดับสามขึ้นไปมีราคาสูงขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างรวดเร็วแม้ในหอร้อยสมบัติเองก็ยังมีของไม่เพียงพอต่อความต้องการ”

            “เคยได้ยินเรื่องหอตำราซั่งกู่หรือไม่? ที่นั่นรวบรวมพลังเวทอันวิเศษของผู้แข็งแกร่งสำนักยุทธ์ว่านจ้งทุกยุคสมัยเอาไว้มีเพียงผู้อยู่ในสิบอันดับแรกเท่านั้นจึงจะได้เข้าไป หากโชคดีก็อาจจะได้พลังเวทกลับออกมาก็เป็นได้...”

            “หอตำราซั่งกู่ข้าไม่เคยคาดหวังเลยล่ะ สามารถเข้าเป็นร้อยอันดับแรกเพื่อเป็นศิษย์ของสายชีพจรฟ้า เท่านี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ”

            “ยังจะพูดถึงสายชีพจรฟ้าอีกในร้อยอันดับของรายชื่อศิษย์อัจฉริยะส่วนใหญ่เป็นของสายชีพจรฟ้าทั้งสิ้นหากต้องติดอันดับในร้อยอันดับ ข้าขอแค่ติดหนึ่งในสามร้อยรายชื่อให้ได้อยู่ในสายชีพจรดินก็พอใจมากแล้วล่ะ”

            เมื่อฉินอวี่ได้ยินการพูดคุยกันของศิษย์เหล่านั้น เขาก็นิ่งไปทันทีพละกำลังของศิษย์รุ่นห้าในสายชีพจรฟ้าเหนือกว่าที่จินตนาการไว้ยิ่งนักหากไม่สามารถเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สองได้ ฉินอวี่ก็คงไม่สามารถเข้าเป็นศิษย์สิบอันดับแรกได้!

            “เอ่อ... ศิษย์น้องฉิน หอร้อยตำราไม่มีโอสถหลอมปราณเหลือแล้ว” ในตอนนี้จางอี้เหวินรีบวิ่งกลับมา และพูดอย่างร้อนใจ

            จางอี้เหวินเป็นกังวลอย่างมาก หากไม่มีโอสถหลอมปราณก็เป็นเรื่องยากที่ฉินอวี่จะเข้าถึงขั้นเทียนชุ่ย และหากเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่สามารถไปแดนขัดเกลาได้แล้วใช่หรือไม่? แล้วตนเองจะเอ่ยปากขอกลวิชาจากเขาได้อย่างไร?

            ฉินอวี่เหลือบมองจางอี้เหวินที่กำลังเป็นกังวล เมื่อไม่มีโอสถหลอมปราณแล้วเหตุใดจางอี้เหวินจึงดูเป็นกังวลยิ่งกว่าตนเอง?

            “อยากจะให้ข้าตายในแดนขัดเกลาสินะ? จึงได้ดูร้อนใจเช่นนี้”ฉินอวี่พึมพำในใจ นับตั้งแต่ที่จางอี้เหวินคิดจะทำลายเจตนาของฉู่เยว่ฉานเขาก็ยิ่งดูออกว่าคนผู้มีเจตนาแอบแฝง และมีจิตใจหยาบช้า หากให้เขาได้ฝึกตนมีวิชาจะต้องเป็นบุคคลอันตรายที่ไม่ต่างไปจากจื่อซวินเอ๋อเลยทีเดียว

            ดูเหมือนเขาจะรู้สึกได้ถึงความแปลกใจของฉินอวี่หัวใจของจางอี้เหวินจึงเต้นไม่เป็นจังหวะคนใกล้ตายคนนี้คงจะไม่ได้เห็นเบาะแสอะไรในใจของเขาใช่หรือไม่?

            “นำทางไป ข้าจะลองไปดูในตลาด!” ฉินอวี่พูดอย่างเรียบเฉยเขากลัวจะมีใครบางคนฉวยโอกาสนี้ ทำการกว้านซื้อโอสถหลอมปราณจากหอร้อยสมบัติและนำไปเพิ่มราคานั่งขายอยู่ภายนอก

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน