เล่มที่ 1 บทที่ 12 กายามรรคเบิกคู่
ในฝ่ามือของเซียวอี้ซูมีเม็ดยาสีขาวขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตามากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นเมื่อเขาสะบัดมือออก เม็ดยาเหล่านี้ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็แสงสีขาวหลายสายลอยไปตกอยู่หน้าผู้คนทั้งหมดบนลานกว้าง
ยกเว้นเจียงอวิ๋น!
เจียงอวิ๋นขมวดคิ้ว กำลังคิดจะเอ่ยปากถาม เซียวอี้ซูก็ชิงกล่าวขึ้นเสียก่อน“เ้า คนสุดท้าย!”
เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเจียงอวิ๋นสองครั้งติดต่อกันทำให้เซียวอี้ซูจับตามองเขาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเื่ไม่คาดฝันอะไรขึ้นอีกเซียวอี้ซูจึงตั้งใจให้เขารับการทดสอบเป็คนสุดท้าย
ซึ่งเจียงอวิ๋นก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรพยักหน้ารับอย่างใจเย็น แต่เขากลับสังเกตเห็นว่าเซียวอี้ซูขมวดคิ้วพร้อมเผยแววตาประหลาดใจออกมาแวบหนึ่งตอนที่มองเห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาคนนั้น
เซียวอี้ซูดึงสายตากลับ กล่าวกับฝูงชนว่า“สิ่งนี้คือโอสถกายามรรค หลังจากทานเข้าไปจะแปรเปลี่ยนเป็ปราณมรรคภายในร่างกายหากสามารถปล่อยออกจากร่างกายได้ เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเ้ามีกายามรรคถือว่าผ่านด่าน! ตอนนี้เริ่มทานได้เลย!”
ฝูงชนต่างเคยชินกับการอธิบายเพียงคร่าวๆของเซียวอี้ซูแล้ว ดังนั้นต่อให้พวกเขาจะยังไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอันใด เพียงหยิบเม็ดยาที่ลอยอยู่ตรงหน้าเข้าปากกลืนลงไป
เพียงครู่เดียว ฮั่วหย่วนก็อ้าปากกว้าง มีเสียงดัง“ฟู่” พ่นไอสีขาวนวลลากยาวออกจากปาก
เมื่อพ่นไอออกมาแล้ว ฝูงชนทุกคนล้วนอิจฉากันอย่างมากกระทั่งถังอี้ที่ก่อนหน้านี้แข็งข้อกับเขาเองก็เช่นกันเพราะตอนนี้ฮั่วหย่วนเป็เพียงผู้เดียวที่สามารถผ่านด่านทั้งสามได้สำเร็จ
หลังจากนี้เขาย่อมได้กลายเป็ลูกศิษย์สายในของนิกายแสวงมรรคนับจากนี้เป็ต้นไป เขาจะเป็ดั่งมัจฉาะโข้ามประตูัฐานะสูงขึ้นอย่างก้าวะโ!
ต่อจากฮั่วหย่วน ก็เริ่มมีคนที่สามารถปล่อยไอสีขาวออกจากทวารทั้งเก้าของร่างกายได้แต่ไม่ว่าจะปล่อยไอออกมาได้สั้นยาวหรือหนาบางเพียงใดทั้งหมดก็ล้วนปล่อยออกมาได้เพียงทางเดียว
เมื่อการทดสอบด่านที่สามกำลังจะเสร็จสิ้นในตอนนั้นเองก็มีเสียง “ฟู่ฟู่” ดังขึ้นมาอย่างแ่เบา มองเห็นเป็สาวน้อยอายุสิบหกสิบเจ็ดคนหนึ่งในดวงตาทั้งสองข้างของนางมีไอสีขาวสองสายปล่อยออกมาพร้อมกัน
ไอสองสายลอยออกมาพัวพันกลางอากาศอยู่นานถึงค่อยๆสลายไป
ภาพที่เกิดขึ้นนี้ แม้คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจทว่ากลุ่มของเซียวอี้ซูต่างก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาทันทีแม้แต่ในยอดเขาทั้งห้าลูกนั้นก็ยังมีเสียงตื่นตะลึงดังขึ้นหลายเสียง
“สาวน้อยผู้นี้เป็กายามรรคเบิกคู่อย่างนั้นหรืออีกทั้งจุดที่เบิกผ่านยังเป็ดวงตาสองข้าง หายากเหลือคณนาโดยแท้! ฮ่าฮ่ามีโอกาสสำเร็จเนตรมรรค! สาวน้อยผู้นี้ข้าจองล่ะ!”
“ได้ยินว่านิกายสังสารวัฏ อารามเสวียนอวิ๋นรังหมื่นอสูร ต่างก็มีกายามรรคเบิกคู่ปรากฏไม่คาดคิดเลยว่านิกายแสวงมรรคเราเองก็มีด้วย ช่างน่ายินดีปรีดาจริงๆ!”
“ใช่แล้ว ศิษย์น้องต้องตั้งใจดูแลให้ดีล่ะทางที่ดีคือทำให้สาวน้อยผู้นี้สำเร็จเนตรมรรคขั้นต้นก่อนที่หอมายาจะเปิด เช่นนั้นละก็ผลตอบแทนของพวกเราครั้งนี้จะต้องไม่น้อยแน่!”
“นอกจากสาวน้อยผู้นี้แล้วก็ยังมีเ้าหนูชุดดำที่หัวใจมรรคแน่วแน่เด็ดเดี่ยวกับฮั่วหย่วนด้วย หึหึนิกายแสวงมรรคเรามีหวังรุ่งโรจน์แล้ว!”
ขณะเดียวกันชายหนุ่มที่อยู่ข้างเจียงอวิ๋นเองก็พยักหน้ารับเบาๆ “กายามรรคเบิกคู่ หายาก!”
เจียงอวิ๋นเอ่ยถามอย่างงุนงง“อะไรคือกายามรรคเบิกคู่?”
“เหมือนดั่งหัวใจมรรค ทุกสรรพสิ่งล้วนมีกายามรรคทว่ากายามรรคของเกือบทุกสรรพสิ่งล้วนอยู่ในสภาวะอุดตันมีเพียงส่วนน้อยที่กายามรรคจะเปิดช่องผ่านทางทวารทั้งเก้ามาแต่กำเนิดเปิดหนึ่งทวารก็คือกายามรรคเบิกเดี่ยว เปิดสองทวารก็คือกายามรรคเบิกคู่”
“ยิ่งกายามรรคเปิดช่องเพียงใดการบำเพ็ญมรรคจักยิ่งง่ายดายขึ้นเท่านั้น ทว่ายิ่งเป็กายามรรคที่เปิดช่องได้มากเพียงใด ก็จะยิ่งพบเห็นได้ยากมากเท่านั้นเ้าเองก็เห็นแล้ว กายามรรคเบิกเดี่ยวพบเห็นบ่อยที่สุด ส่วนกายามรรคที่เบิกคู่ขึ้นไปนั้นล้วนพบเห็นได้ยากยิ่งส่วนกายามรรคเบิกเก้าที่ทวารทั้งเก้าล้วนเปิดโล่งซึ่งแข็งแกร่งที่สุดนั้นในร้อยล้านคนยังไม่แน่ว่าจะมีสักหนึ่งคน!”
ชายหนุ่มพลันหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “ไม่ใช่กายามรรคเบิกเก้ายังเรียกว่าที่สุดมิได้ ทรงพลังที่สุดต้องเป็กายามรรคเบิกหมื่นมิใช่แค่ทวารทั้งเก้าเท่านั้น กระทั่งทุกรูขุมขนล้วนเปิดโล่งด้วยบ้างก็เรียกขานมันว่ากายามรรคก่อนกำเนิด ทว่านั่นเป็ตัวตนที่มีอยู่เพียงในตำนานเท่านั้นยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีผู้ใดกายามรรคก่อนกำเนิดไว้ด้วย!”
เมื่อเสียงพูดของชายหนุ่มจบลงในที่สุดการทดสอบของด่านที่สามก็ยุติลงซึ่งก็หมายความว่าการรับศิษย์สามปีครั้งของนิกายแสวงมรรคได้สิ้นสุดลงแล้ว
สุดท้ายก็มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ผ่านสามด่านเป็ฮั่วหย่วนและชายชุดดำผู้นั้นนั่นเอง
ผู้ที่ผ่านสองด่านมีสิบคนถังอี้กับสาวน้อยที่มีกายามรรคเบิกคู่เองก็เป็หนึ่งในนั้นส่วนผู้ที่ผ่านหนึ่งด่านนั้นมีมากเกือบสี่ร้อยคนรวมถึงเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดที่เจียงอวิ๋นสังเกตเห็นคนนั้นด้วย
ทว่า ผู้คนทั้งหมดล้วนยังไม่คิดจะจากไปไหนเพราะยังเหลือเจียงอวิ๋น!
สายตาทั้งหมดล้วนมารวมกันบนตัวเจียงอวิ๋นพวกเขาล้วนอยากเห็นเหลือเกินว่าครั้งนี้จะยังมีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับเจียงอวิ๋นอีกหรือไม่
เซียวอี้ซูไม่พูดพร่ำทำเพลงโยนโอสถกายามรรคหนึ่งเม็ดมาไว้ตรงหน้าเจียงอวิ๋นทันทีซึ่งเจียงอวิ๋นก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือออกไปนำคว้าโอสถไว้จากนั้นก็นำเข้าปากไป!
เจียงอวิ๋นรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อโอสถเข้าไปในปากแล้วก็ได้แปรเปลี่ยนเป็ไอสีขาวนวลก่อนจะพุ่งไปยังทวารทั้งเก้าของตนในพริบตานอกจากนี้ ยังพุ่งไปตามรูขุมขุนต่างๆ ทั่วร่างด้วย
ซึ่งก็ทำให้เขาใจเต้นทันที คงมิใช่ว่าเขาเป็กายามรรคก่อนกำเนิดหรอกนะ?
แต่กระนั้นเองในตอนที่ไอสีขาวเ่าั้ััโดนทวารทั้งเก้าและรูขุมขนภายในร่างกายเจียงอวิ๋นรอยแผลเป็หลายร้อยรอยที่กระจายอยู่ทั่วร่างกายเจียงอวิ๋นกลับสั่นะเืขึ้นมาพร้อมกันอย่างแ่เบาโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
วินาทีต่อมา ไอสีขาวทั้งหมดล้วนสลายหายไปในบัดดลราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลย
การสั่นะเืของรอยแผลเป็กระทั่งเจียงอวิ๋นเองก็ยังไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าฝูงชนที่กำลังจับตามองเจียงอวิ๋นอยู่เลยดังนั้นในสายตาพวกเขาแล้ว การทดสอบด่านที่สาม แม้เจียงอวิ๋นจะไม่ได้สร้างเหตุการณ์ประหลาดอะไรขึ้นมาทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงล้มเหลวอย่างไร้ข้อกังขา
ส่วนเจียงอวิ๋นเองก็ฝืนยิ้มเจื่อนๆ ออกมาเช่นกันไม่ผ่านแม้แต่ด่านเดียวเขาหมดสิทธิ์กราบไหว้เป็ศิษย์ของนิกายแสวงมรรคไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
เจียงอวิ๋นจึงส่ายหน้าพร้อมกล่าวเสียงเบากับชายหนุ่มข้างๆ“ขอตัว!”
จากนั้นก็หันหลังเดินไปทางประตูของนิกายแสวงมรรคในเมื่อหมดสิทธิ์แล้ว เช่นนั้นเขาก็ไม่มีความจำเป็ต้องอยู่ที่นี่ต่อ
กระนั้นเอง ในตอนที่เขาหันหลัง ด้านหลังเขามีเสียงหัวเราะของฮั่วหย่วนดังสนั่นขึ้นมาอีกครั้ง“ไร้หัวใจมรรค ไร้ิญญามรรค กายามรรคไม่เปิด เศษสวะั้แ่หัวยันหางเช่นนี้ยังคิดจะมาเข้าร่วมนิกายแสวงมรรคอีก ช่างเป็เื่น่าขันอย่างใหญ่หลวงเสียจริงรีบไสหัวกลับไปเถอะ กลับไปเป็คนป่าดั่งเดิมนั่นแล!”
เงาร่างที่ก้าวเท้าออกไปแล้วของเจียงอวิ๋นพลันหยุดนิ่งลงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปอย่างเชื่องช้าจ้องเขม็งไปทางฮั่วหย่วนอย่างเย็นะเื
แม้เขากับฮั่วหย่วนจะไร้ความบาดหมางต่อกันทว่าอีกฝ่ายกลับดูิ่เหยียดหยามเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เจียงอวิ๋นกำลังใคร่ครวญเขาควรจะลงมือสั่งสอนอีกฝ่ายสักหน่อยดีหรือไม่
สายตาของเจียงอวิ๋นทำให้ฮั่วหย่วนที่กำลังหัวเราะดังกึกก้องพลันรู้สึกหนาววาบไปทั่วร่างบังเกิดความหวาดกลัวอย่างเข้มข้นจากก้นบึ้งของจิตใจประหนึ่งว่าสิ่งที่กำลังจับจ้องเขาอยู่มิใช่เพียงคนป่าที่เขาดูแคลนแต่เป็สัตว์ร้ายยุคาที่พร้อมจะฉีกเขาเป็ชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ!
สุดท้าย เจียงอวิ๋นก็เลือกที่จะดึงสายตากลับก่อนจะหันกลับไปทางประตูอีกครั้ง เพราะบัดนี้เขาหมดอาลัยตายอยากแล้วคร้านจะไปถือสากับฮั่วหย่วนแล้วจริงๆ
เมื่อเจียงอวิ๋นเลื่อนสายตาออกไป ฮั่วหย่วนก็รู้สึกว่าแผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบแม้เขาจะไม่รู้ว่าไฉนเจียงอวิ๋นถึงมีแววตาที่น่าสะพรึงเพียงนั้นได้ ทว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตานั้นกลับทำให้ในใจเขาบังเกิดจิตสังหารขึ้นมาแล้ว
“แววตาของไอ้หมอนี่น่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน ทว่าในเมื่อบังอาจจ้องมองข้า เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ! ข้าต้องแจ้งลุงสองให้รอฆ่ามันเสียหลังจากที่มันออกจากนิกายแสวงมรรคไปแล้ว!”
ในตอนที่ฮั่วหย่วนกำลังครุ่นคิดในใจเช่นนั้นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเจียงอวิ๋นเมื่อครู่นี้กลับส่งเสียงเรียกขึ้นมาอย่างกะทันหัน“สหายน้อย กรุณาคอยก่อน!”