จางเหมย นางพยักหน้าอย่างรัวเร็ว กลัวอี้เฉินจะไม่พานางไปด้วย “พี่อี้เฉิน ข้ายังมีประสบการณ์สู้จริงน้อย ข้าอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหล่านั้น จากการต่อสู้จริงของท่าน”
อี้เฉินเขามีสีหน้า ฉุกคิดอยู่เล็กน้อย กลัวว่าจะเจอเข้ากับเรื่องที่ยากลำบาก ซึ่งที่ที่พวกเขาจะไป อยู่บริเวณหุบเขา ลั่วหยาง ใกล้กับตำหนักเทพ หากผู้อาวุโสสอดมือเข้ามายุ่ง
อี้เฉินกลัวว่าจะทำให้จางเหมยเป็นอันตราย ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียง หญิงสาวในกรอบสายตาคะยั้นคะยอ อยากจะตามไปให้ได้ มันก็ทำให้อี้เฉินใจอ่อนขึ้นมา “ก็ได้จางเหมย แต่เจ้าอย่าดื้อเชียว ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่พาเจ้าออกไปไหนอีกต่อไป”
หญิงสาวเกาะแขนชายหนุ่มรีบปล่อยมือ พยักหน้ารับคำในทันที “ไว้ใจข้าได้เลย ข้าจะทำตามที่ พี่อี้เฉินบอกกล่าวอย่างแน่นอน”
ก่อนพวกเขาจะไปรวมตัวกันหน้าบริเวณลานกว้าง มีแม้สายตาของใครหลายๆ คน อยากจะกล่าวติดตามไปดูชม ทว่าก็ไม่กล้า พวกเขาต่างก็รู้ดีอี้เฉินมีศัตรูไปทั่วหล้า ไม่เว้นแม้เศษเสี้ยว วิชาสังสารวัฏ ที่อยู่ภายในกระดูกศักดิ์สิทธิ์ของอี้เฉิน เป็นที่หมายปองของผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ช้าก็เร็วสิ่งนั้นจะนำพา ความยากลำบากมาสู่ตัวอี้เฉินอย่างไม่ต้องสงสัย
อี้เฉิน มีสีหน้าประหลาดใจ ไม่น้อยเมื่อเห็นท่าทีของกงหนาน กับซีเผิง เหมือนว่าพวกเขาจะพูดคุยตกลงกันได้แล้ว เขากล่าวเจือด้วยความเศร้าอยู่เล็กน้อย “พี่ซีเผิงในที่สุดท่าน เลือกที่จะไปเติบโต ยังดินแดนเบื้องบนแล้วสินะ”
ชายหนุ่มเรือนผมสีฟ้าส่ายหัว “อี้เฉินข้าจะอยู่ดินแดนเบื้องล่าง ข้าเชื่อมั่นว่า ต่อให้เป็นดินแดนเทพข้าก็สามารถเติบใหญ่ได้”
โม่กวางเองก็กล่าวพูดยืดอก ออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ใช่ๆ ข้าเองก็เชื่อมั่นเช่นนั้น หากปล่อยเจ้าไว้คนเดียว เจ้าคงจะเหงาตายชัก”
อี้เฉินที่เห็นซีเยว่ นางเองก็เตรียมจะกล่าวพูดด้วยเช่นกัน อี้เฉินห้ามปรามซีเยว่ในทันใด “โม่กวางกับ พี่ซีเผิงข้าพอจะเข้าใจได้ ..แต่พี่ซีเยว่ท่านคิดใหม่เถอะ”ทั้งสองเองก็พยักหน้า ให้กับคำพูดของอี้เฉิน ทว่าหญิงสาวมีความดึงดันอยู่ไม่น้อย ก่อนจะรับปากอี้เฉินออกมา
“ทว่าเหตุใด กงหนาน นางถึงยอมพี่ซีเผิงให้อยู่ดินแดนเทพต่อเล่า” อี้เฉินกลอกตา ไต่ถามด้วยความสงสัย
โม่กวางยิ้มกรุ้มกริ่ม เอ่ยเสียงเรียบออกมาทันใด “ทั้งสองเร่าร้อนกันไม่เบา จนเสียงดังออกมา ถึงห้องข้าเลยล่ะอี้เฉิน” แม้แต่ซีเยว่ นางยังหน้าแดงซ่าน อายม้วนขึ้นมา
ไม่ต้องพูดถึง กงหนานในยามนี้ นางสะดุ้งโหยงขึ้นมา เอ่ยเสียงต่ำขึ้นมาด้วยความรีบร้อน เมื่อเห็นจางเหมย หญิงสาวในกรอบสายตา กล่าวไต่ถามอี้เฉินออกมาไม่ขาด แม้แต่อี้เฉินก็ไม่รู้จะอธิบาย เรื่องอย่างว่าอย่างไรดี “เรารีบไปกันเถอะอี้เฉิน เจ้ายังจะมัวมาใจเย็นอยู่อีก”
พวกเขาต่างก็ขำแห้งๆ ออกมา ก่อนสืบฝีเท้าบินทะยาน เดินทางไปยังสนามประลองเทพยุทธ์ บริเวณหุบเขา ลั่วหยาง สถานที่แห่งนี้โด่งดังเป็นอย่างมาก ซึ่งมันเป็นลานประลอง ที่เหล่าผู้สูงส่ง ทุกยุคทุกสมัย ใช้ในการท้าประลอง ทว่าบัดนี้มันกำลังจะเปิดขึ้นอีกครา
ผู้คนไม่น้อยที่รับรู้เรื่องการประลอง ต่างก็เข้ามาดูชมภายในสนามประลองโบราณ กันจนแน่นขนัด แม้แต่กลุ่มคนดินแดนจักรพรรดิ ยังเข้ามาสอดส่องการประลองนี้ ด้วยตัวของพวกเขาเอง
อย่างไรอี้เฉินก็ยังได้ชื่อเป็นอันดับหนึ่ง ของจอมยุทธ์รุ่นใหม่ ภายในดินแดนเทพ มีค่ามากพอที่พวกเขาจะเข้ามาดูชม ทว่าเมื่อเทียบกับอัจฉริยะผู้โดดเด่น ของดินแดนจักรพรรดิ ก็ยังถือว่าห่างกันอยู่ก้าวหนึ่ง
ก่อนชายหนุ่มผู้หนึ่ง นั่งอยู่บนโขดหินสูง ฝ่ามือถือจอกสุรา จะแค่นเสียงออกมาเล็กน้อย เมื่อเห็นอี้เฉินสืบฝีเท้า เข้ามาภายในมิติสนามประลองเทพยุทธ์ ที่แยกตัวออกจากกันเป็นเอกเทศ “เจ้ามาแล้วเช่นนั้นหรือจักรพรรดิอี้เฉิน”
ผู้คนรอบด้านเองก็กล่าวพูดเช่นกัน “เขามาแล้วจักรพรรดิอี้เฉิน ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน ใครจะเป็นอันดับหนึ่งของจอมยุทธ์รุ่นใหม่”
ชิงหยุนแห่งนิกายสวรรค์สุราลัย เขาเองก็มาเช่นกัน อย่างไรเขาก็ไม่อยากเชื่อว่าตนเอง จะอ่อนด้อย ไปกว่าคนดินแดนเทพ ด้วยความเชื่อมั่นของเขาที่เป็นเช่นนี้ จึงแอบมาดูชม การประลองครานี้ด้วยตัวของเขาเอง
ทางด้านอี้เฉิน เขาถึงกับหดดวงตาจนเล็กแคบ เมื่อเข้ามาถึง ไม่คิดว่าภายในสนามประลองเทพยุทธ์ จะเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้ แล้วยิ่งเห็นศิษย์ในสำนักตำหนักเทพ แม้กระทั่งศิษย์สำนักศาลายา ปรายตามาที่ตัวเขาด้วยสายตาลึกล้ำ ปลดปล่อยอายสังหารเล็ดลอดออกมา อี้เฉินถึงกับส่ายหัวไม่คิดศัตรูคู่แค้นเก่าของเขา ยังคงหมายหัวเขาไว้ตัวใหญ่
ทว่าภายในสถานที่แห่งนี้ มีหลายคนที่อี้เฉินรู้จักคุ้นตาอยู่ไม่น้อย ก่อนอี้เฉิน จะพยักหน้าออกไปให้เมิ่งอี้ ทว่าบัดนี้นางไม่ได้มี ยศฐานันดร เป็นองค์หญิงภายในดินแดนเทพ เฉกเช่นดินแดนเบื้องล่างอีกต่อไป แม้แต่บุตรมังกรจงจิ้น ที่อยู่ข้างกาย เมิ่งอี้ ยังพยักหน้ารับคำทักทายอี้เฉิน
ก่อนอี้เฉินจะผ่อนลมหายใจ ปรายตาไปมอง คนที่อยู่ใจกลางสนามประลองเทพยุทธ์ ที่ยืนเด่นเป็นสง่า ศีรษะโลนเกลี้ยงเกลา พร้อมกับลูกประคำในมือที่ขยับไหว หลับตาพริ้มปลดปล่อย ระลอกคลื่นสีทอง ที่น่าคร้ามเกรงออกมาไม่ขาด
อี้เฉินไม่รอช้าสืบฝีเท้า ขึ้นสนามประลองไปยืนประจันหน้า เอ่ยเสียงเนิบช้าไต่ถามมารพุทธ ทงอี้ ด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์อยู่เล็กๆ “เหตุใดเจ้าต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยเล่า แค่บอกกล่าว ข้าก็พร้อมรับคำท้าเจ้าทงอี้”
“ถุยๆ จักรพรรดิอี้เฉิน หากข้าไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต มีหรือ เจ้าจะได้มาประลองกับข้าในยามนี้ หรือเจ้ากลัวต้องอับอายต่อหน้าประชาชี”
ก่อนหลวงจีนน้อย จะเปิดดวงตาแดงก่ำ ลึกล้ำ ออกมา พร้อมกับแผ่นยันต์ส่งข้อความ ในฝ่ามือที่เหลืออยู่เพียง2ใบ “ข้าส่งแผ่นยันต์ส่งข้อความไปถึง4ครั้ง กลับถูกไอ้เวรที่ไหนไม่รู้ ทำลายแผ่นยันต์ของข้าทิ้ง คงไม่ใช่เจ้าหรอกกระมัง แล้วไอ้หุบเขาบรรพชน มันขึ้นไปง่ายที่ไหน หรือว่าเจ้าไม่รู้จริงๆ”
อี้เฉินพอจะเข้าใจสถานการณ์ในทันใด เกรงว่าเรื่องนี้ น่าจะเป็นผู้อาวุโสตระกูลอี้ จัดการแน่ จริงอย่างว่าหลายๆ วันมานี้ เขาเห็นค่ายกลป้องกันต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมา อี้เฉินหันปรายตาไปหาผู้อาวุโสใหญ่ ก่อนผ่อนลมหายใจออกมายาว ไม่ได้กล่าวโทษชายชราแต่อย่างใด “ไหนๆ ข้าก็มาแล้วทงอี้ เจ้ายกโทษให้ข้าได้ไหมเล่า อย่าทำตัวเป็นสตรีไปหน่อยเลย”
ดวงตาทงอี้แดงก่ำ ราวกับจะร้องไห้ “เจ้า รู้ไหมข้าเสียค่าแผ่นยันต์ ส่งข้อความไปมากเท่าใด จักรพรรดิอี้เฉิน”
ทันใดพวกเขาทั้งสองก็ต้องหน้าบูดบึ้ง เมื่อน้ำเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมา ท่ามกลางหมู่ชน “เดี๋ยวข้าจะจ่ายค่าเสียหาย ให้ทงอี้เอง ดีหรือไม่จักรพรรดิอี้เฉิน”
ก่อนชายหนุ่มที่นั่งบนโขดหินสูง จะเขวี้ยงจอกสุรา ที่มีเหล้าเต็มแก้วออกมา ทว่ามันแฝงไวด้วยระลอกคลื่น ที่บ้าคลั่งปะปนออกมาด้วย
ทำให้ผู้คนหันปรายตาไปมองชายหนุ่มผู้นั้นในทันใด “เขา เขา ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง นั้นเขาไม่ใช่หรือ ทว่าบัดนี้ขั้นพลังของเขา ไปแตะอยู่ในขั้นครึ่งก้าว เซียนสวรรค์แล้ว เป็นไปได้อย่างไร”
แม้แต่คนดินแดนจักรพรรดิที่เห็น ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง ไปแตะอยู่ในขั้น ครึ่งก้าว เซียนสวรรค์ ไปอยู่ระดับ เทียบเท่าเหล่าอัจฉริยะ ผู้มีพรสวรรค์ภายในดินแดนจักรพรรดิ ผู้คนดินแดนจักรพรรดิ ต่างก็ไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง ว่าดินแดนเทพจะมีจอมยุทธ์เช่นนี้ ถือกำเนิดอยู่ด้วย
แล้วยิ่งเห็นจอกสุรา แฝงไว้ด้วยพลังที่ลึกล้ำร้ายกาจ พุ่งปราดเข้าหาอี้เฉินอย่างรุนแรง จู่ๆ มันก็เชื่องช้าลง จากริ้วคลื่นพลังสีแดงฉาน ราวกับหมอกควันโลหิต ก่อนจอกสุรา จะลอยเข้ามาอยู่ในฝ่ามืออี้เฉิน ไม่มีแม้หยดสุรา สาดกระเซ็นเพียงนิด ยิ่งทำให้ผู้คนเบิกตาออกกว้าง อ้าปากค้าง
“ขอแสดงความยินดีกับจักรพรรดิอี้เฉิน อย่างเป็นทางการ หรือเจ้ากลัวว่าสุรานั้นจะมีพิษล่ะ จักรพรรดิอี้เฉิน” ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง คลี่ยิ้มไต่ถาม
อี้เฉิน มองจอกสุราในมือ พร้อมกับสีหน้าประหลาดใจ ไม่คิดว่า ราชันสิบทิศ จะเลื่อนขั้นไปอยู่ในขั้น ครึ่งก้าวเซียนสวรรค์ในยามนี้ ครั้นอี้เฉินยกจอกสุราดื่มจนหมด เขาปาจอกสุรา ลงพื้นในทันใด ส่งให้เสียงจอกสุราแตกดังออกมาก้อง!! “ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิง เจ้าขึ้นมาไม่ต้องมากพิธี”
ทงอี้ เองก็เห็นด้วยกับคำพูดของอี้เฉิน “วันนี้แหละพวกเราทั้งสามจะได้รู้กัน ว่าใครจะเป็นอันดับหนึ่ง ของจอมยุทธ์รุ่นใหม่ ในยุคสมัยนี้”
ราชันสิบทิศ จ้าวเฟิงเขายกยิ้มกว้าง มองพวกเขาไม่ผิด จากที่ชายหนุ่มคาดการณ์ไว้มากนัก แม้แต่จางเหมย นางยังกล่าวไต่ถาม พี่ซีเผิง เมื่อเห็นอายสังหารที่พวกเขา ปลดปล่อยเล็ดลอดออกมา “พวกเขาไม่ใช่สนิทกันหรอกหรือ พี่ซีเผิง เหตุใดพวกเขา ราวกับจะฆ่าสังหารกันเลยเล่า”
ซีเผิงเขาถึงกับหน้ามืดครึ้ม เมื่อเจอแรงกดดัน ที่พวกเขาทั้งสาม ปลดปล่อยเล็ดลอดออกมา ก่อนเอ่ยตอบพลางอธิบาย หญิงสาวในกรอบสายตา “เพราะยอมรับพลังของอีกฝ่ายนะสิ ..จางเหมยเจ้าต้องดูการต่อสู้นี้ให้ดี บางทีเจ้าอาจจะได้ประสบการณ์ การต่อสู้ที่ยากจะหาที่ไหนได้”
“อืมๆ ข้าเข้าใจแล้ว”