ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 35 องค์หญิงเซี่ยวเซียว

            ชายชรากำลังตกตะลึงเขาจ้องมองไปที่เฟิ่งหยู และกล่าวทันทีว่า “สหายน้อยโปรดขึ้นไปชั้นบนกับข้าและให้ข้าต้อนรับเจ้า”

            จากสิ่งที่เขาเห็นเฟิ่งหยูควรเป็นทายาทตระกูลที่มีอิทธิพลบางแห่งในเรื่องการปรุงยา

             

            เฟิ่งหยูยิ้มออกมา แต่กล่าวว่า“ข้าไม่อาจขึ้นไปได้!”

             

            “ทำไมถึงไม่ได้?” หลิวซิงกล่าว เจ้าเด็กนี่อาจเป็น สารานกุรมสูตรปรุงยาเดินได้!

             

            “มีใครบางคนบอกให้ข้าออกไป” เฟิ่งหยูกล่าวขณะที่เหลือบมองหลู่ผิง

             

            ตุ๊บหลู่ผิงคุกเข่าลงทันที เขาอยากจะเอาหัวกระแทกฝาให้ตายไปจริงๆ  เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าหลิวซิงจะปฏิบัติกับเฟิ่งหยูเช่นนี้ถ้าเขารู้แต่แรกเขาจะเคารพนับถือเฟิ่งหยูเหมือนผู้อาวุโสเลยทีเดียวแต่ตอนนี้เขาควรทำเช่นไรดี ?

             

            คนอื่นๆภายในตำหนักโอสถสวรรค์ต่างเฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนส่วนหัวอยู่ในใจถ้าหลู่ผิงพูดจาสุภาพและไม่ทำตัวก้าวร้าว เขาอาจจะมีทางออกอยู่บ้าง เพราะตัวเขาเองทำตัวเองแท้ ๆ

             

             

            หลิวซิงส่ายหัวของเขาทันทีใบหน้าของเขาแสดงถึงความโกรธที่น่ากลัว เขาจะไม่โกรธได้อย่างไรในฐานะนักปรุงยาสิ่งเดียวที่เขาต้องการทั้งชีวิตของเขาคือการยกระดับตัวเองในฐานะนักปรุงยาและได้รับสูตรยาเพิ่มขึ้น ตอนนี้มีสารานุกรมยาเคลื่อนที่อยู่ที่นี่และเขาจะไม่ใส่ใจได้อย่างไรแต่หลู่ผิงกลับบอกให้เขาออกไป ?

             

            “บัดซบ”เขาตะโกนด้วยความโกรธ

             

            “มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่นี่มันเรื่องอะไรกัน ?อธิบายให้ข้าฟัง...”

             

            ภายใต้คำพูดของหลิวซิงหลู่ผิงไม่กล้าที่จะตอบคำถามของเขา ดังนั้นเขาจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ขณะที่พูดตะกุกตะกักแม้เขาจะไม่พยายามบิดเบือนความจริงแต่คำพูดที่หยาบคายที่เขาพูดกับเฟิ่งหยูนั้นแทบปฏิเสธไม่ได้เลย

             

            “เจ้ามีอำนาจถึงขนาดนั้นเลยหรือ ?”  เห็นเขาเป็นเด็กแต่เจ้ากลับใจแคบ ไม่มีเหตุผล เขาตั้งใจมาสอบเพื่อเป็นนักปรุงโอสถแต่เจ้ากลับตัดสินทั้ง ๆ ที่เจ้าไม่ได้ทำการทดสอบด้วยซ้ำ แล้วความรู้ที่เจ้ามีเทียบเท่ากับเด็กอายุสิบสองสิบสามคนนี้หรือเปล่าข้าขอถามเจ้า เจ้าอยู่ระดับสองขั้นกลางนี้มากี่ปีแล้วทำไมไม่หัดพัฒนาตนเองบ้างอย่าคิดว่าทุกคนเป็นเหมือนอย่างเจ้า

             

            “ข้าผิดไปแล้ว! ข้าผิดไปแล้ว!” หลู่ผิงกล่าวขอโทษด้วยความตื่นตระหนก มันยังมีอีกอะไรอีกที่เขาจะต้องสงสัยแม้ แต่หลิวซิงเองยังพูดแบบนั้น?

             

            หลิวซิงหันหน้าไปหาเฟิ่งหยูอีกครั้งและกล่าวว่า

             

            “สหายน้อยข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย”

             

            “ข้าจะเป็นคนรับรองและจัดการทดสอบให้เจ้าเอง เจ้าตามข้ามาเถิด”

             

            หลิวซิงจัดการเรื่องการทดสอบของเฟิ่งหยูเป็นที่เรียบร้อยโดยการทดสอบรอบแรกเป็นเรื่องของสมุนไพร ซึ่งเฟิ่งหยูสามารถตอบคำถามได้ทุกข้อจนปรมาจารย์หลิวต้องตะลึง

             

            รอบที่สองเป็นการทดสอบหลอมโอสถซึ่งเป็นเรื่องที่ปรมาจารย์หลิวต้องตกตะลึงเป็นอย่างมากสาเหตุเพราะเฟิ่งหยูสามารถหลอมโอสถออกมาในระดับ5 ขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ปรมาจารย์หลิวตกตะลึงเป็นอย่างมากปรมาจารย์หลิวรีบแจ้งไปยังสำนักงานใหญ่ของสภาปรมาจารย์โอสถทันที

             

            เมื่อสภาปรมาจารย์โอสภทราบเรื่องก็เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ขึ้นทันทีพวกเขาสั่งให้ปรมาจารย์หลิวดูแลเฟิ่งหยูเป็นอย่างดี สาเหตุก็เป็นที่ทราบกันดีเพราะเฟิ่งหยูสามารถผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ปรุงโอสถระดับ 5 ขั้นสูงสุดตั้งแต่อายุน้อย ซึ่งเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งประวัติศาสตร์ของสภานับเป็นความหวังของตำหนักโอสถสวรรค์ที่ตกต่ำมานานมากความหวังที่จะก้าวหน้าในศาสตร์ของการปรุงโอสถ พวกเขากลัวว่าเฟิ่งหยูจะไปอยู่กับตำหนักอื่นโดยเฉพาะตำหนักปฐพีสวรรค์ ที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลของพวกเขา

             

            พวกเขาย้ำแก่ปรมาจารย์หลิวให้เก็บเรื่องนี้ให้เงียบที่สุดเพื่อปกป้องเฟิ่งหยู  เพราะมีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด มีคนสนับสนุนก็ต้องมีคนอยากทำลายเช่นกัน ซึ่งเฟิ่งหยู ก็ทราบในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

             

            เฟิ่งหยูเดินออกมาพร้อมกับปรมาจารย์หลิว ด้วยความสนิทสนมดวงตาของเซี่ยวเซียวเปล่งประกายขึ้นเช่นกันเมื่อมองไปยังเฟิ่งหยูที่เดินออกมาจากตึกทดสอบนางเป็นองค์หญิงของอาณาจักรเมฆาสวรรค์ และแม้ว่าตัวนางเองจะไม่ใช่นักปรุงยาแต่นางก็รู้ว่านักปรุงยานั้นสำคัญขนาดไหน

             

            สาเหตุที่นางเดินทางมายังเมืองที่ห่างไกลเช่นนี้เพราะบิดาของนางนั้นบาดเจ็บเรื้องรังมานานนางจึงออกตามหานักหลอมโอสถ หรือโอสถที่จะไปรักษาพระบิดาของนางทำให้นางต้องปลอมตัวเรื่อยมา จนมาอยู่ที่ตำหนักโอสถสรรค์แห่งนี้นางพยายามที่จะช่วยเหลือบิดาของนางซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึงปี ตามที่หมอหลวงแจ้งมาบิดาของนางจะอยู่ได้อีกไม่ถึง5 ปี

             

            นางจึงแอบหลบหนีออกจากเมืองมา และตามหาโอสถที่จะไปรักษาบิดาแต่จนแล้วจนเล่า นางก็จนปัญญาเพราะไม่ว่าจะตามหาผู้หลอมโอสถหรือหาซื้อโอสถระดับสูงเช่นไรก็ไม่สามารถรักษาบิดาของนางได้เพราะบิดาของนางนั้นบาดเจ็บที่รากฐานวิญญาณ

             

            ผ่านมาสองปีกว่าแล้วที่นางต้องทนลำบากอยู่ข้างนอกเพื่อหายารักษาอาการของบิดาซึ่งหากอาณาจักรอื่นล่วงรู้ถึงการบาดเจ็บ คงเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นสาเหตุที่นางต้องมาอยู่ในตำหนักโอสถสวรรค์เพราะนางต้องการโอสถระดับ 5 แต่นางรู้ว่าไม่สามารถเข้าถึงนักหลอมโอสถระดับนั้นได้เพราะปรมาจารย์ระดับนั้นแทบจะนับนิ้วได้เลย

             

            นางจึงต้องจำใจมาอยู่เป็นผู้ติดตามหลู่ผิงเพื่อที่จะสืบหานักปรุงโอสถระดับสูงแต่ตลอดระยะเวลานางไม่เคยได้เจอกับนักปรุงโอสถเหล่านั้นเลย จนวันนี้ที่อยู่ ๆปรมาจารย์หลิวที่เดินทางมาเมื่อหลายเดือนก่อนและเข้ามาหลอมโอสถอยู่ในตำหนักโอสถสวรรค์ด้วยความบังเอิญเพราะคิดสูตรยาได้ระหว่างทางจึงได้มาพำนักอยู่ในตำหนักโอสถสวรรค์แห่งนี้

             

            แต่ก็ไม่มีใครล่วงรู้ถึงเรื่องนี้เลยเพราะตอนที่ปรมาจารย์มาถึงก็ดึกมากแล้ว และยังหมกตัวอยู่แต่ในห้องมาเป็นเดือนๆ  จึงทำให้ทุกคนลืมตัวตนของปรมาจารย์ไปหมดแล้ว

             

            วันนี้เมื่อนางได้เห็นสัญลักษณ์ของปรมาจารย์หลิวทำให้นางแทบจะร้องให้เพราะสิ่งที่นางเฝ้ารอมาอย่างยาวนานอยู่ตรงหน้าแล้วถึงแม้นางจะไม่ทราบว่าปรมาจารย์หลิวจะช่วยนางได้หรือไม่แต่ก็เป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของนาง

             

            เมื่อนางเห็นปรมาจารย์หลิวเดินออกมาพร้อมกับเฟิ่งหยูนางรีบวิ่งเข้าไปหาและรีบสอบถามว่าเฟิ่งหยูทดสอบเป็นเช่นไร แต่ความเป็นจริงนางอยากจะคุยกับปรมาจารย์หลิวถึงเรื่องของบิดาของนางเป็นอย่างมากนั่นเอง

            “ผ่านแล้วหละ เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล” ปรมาจารย์หลิวซิงตอบเซี่ยวเซียว จากนั้นปรมาจารย์หลิวได้มอบสัญลักษณ์ใบหลิว5 ใบสีทองให้กับเฟิ่งหยู พร้อมกำชับให้เฟิ่งหยูถึงเรื่องความปลอดภัยตัวเองพร้อมกับส่งมอบแหวนมิติให้กับเฟิ่งหยู

            เฟิ่งหยูเพิ่งเคยเห็นแหวนมิติเป็นครั้งแรก เขาได้สอบถามถึงวิธีใช้งานถึงแม้แหวนมิติจะเก็บของได้แต่ก็ยังเทียบกับเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของเขาไม่ได้ที่สามารถเก็บเอาหมู่บ้านได้ทั้งหมู่บ้าน แต่เขาก็ยินดีที่จะรับมันไว้โดยหาได้รู้ไม่ว่าแหวนมิตินั้นหาได้ยากและแพงขนาดไหน

             

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน