อู่จุนเหลียนเดินเข้าเรือนรับรองด้วยความโกรธก่อนหน้านี้ อู่จุนเหลียนได้ส่งจดหมายกลับเมืองหลวงเพื่อบอกครอบครัวและพาหลานสาวอู่เจินเหยียนมาขอฝากตัวเป็ศิษย์สวีเหมยฮวาไปพร้อมกันแต่ไม่นึกว่า หลานสาวจะทำตัวไร้มารยาทจนทำให้เสียโอกาสไม่พอยังทำให้ครอบครัวขายหน้าขนาดนี้
เขายอมรับส่วนหนึ่งคือความผิดของเขาที่ไม่ได้บอกให้สวีเหมยฮวาทราบล่วงหน้าถึงการมาของครอบครัวตนเพราะมัวแต่ดีใจจนลืมคิดถึงความถูกต้องในข้อนี้
“เ้าสอนลูกสาวยังไงถึงได้กลายเป็คนแบบนี้ทำตัวเองขายหน้าไม่พอ ยังสร้างความอับอายให้ข้าอีก!!” อู่จุนเหลียนกำลังต่อว่าลูกชาย ลูกสะใภ้ด้วยความโมโหจนดังออกมานอกเรือนรับรอง
“ข้าผิดไปแล้วท่านพ่อ”
“ข้าสั่งสอนเหยียนเอ๋อร์ไม่ดีเองท่านพ่ออย่าโกรธท่านพี่เลยเ้าค่ะ”
“ท่านปู่...ข้าไม่ได้ตั้งใจ...”
“ไม่ได้ตั้งใจ? เ้าไม่ฟังเสียงห้ามปราม ยังบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ? เ้ารู้หรือไม่คนที่เ้าดูถูกนั่นสามารถรักษาขาซื่อจื่อทั้งที่ข้าหมอหลวงยังหาวิธีรักษาไม่ได้ ยาที่นางปรุงขึ้นมาคนแก่ ๆอย่างข้ายังคิดไม่ได้ด้วยซ้ำ!”
“ท่านพ่อหมายความว่ายังไงหรือว่ายาที่ท่านพ่อส่งไปให้ ท่านไม่ได้คิดเองหรือขอรับ?” อู่จางเหว่ยละล่ำละลักถามบิดา
“หากข้ามีความสามารถขนาดนั้นข้าทำไปนานแล้ว!”อู่จุนเหลียนนั่งลงยกถ้วยชาขึ้นดื่มดับอารมณ์ในอก
“นางเป็แค่ชาวบ้านธรรมดาข้าไม่เชื่อว่านางมีความสามารถมากกว่าท่านปู่...”
“โง่! มองไม่ออกหรือระหว่างข้ากับนาง ความสามารถมันต่างกัน” อู่จุนเหลียนตะคอกจนทั้งสามคนสะดุ้ง
“คิดว่าคนทั้งแคว้นมีข้าคนเดียวที่รักษาคนได้หรืออย่างไรข้าแค่โชคดีที่ได้เข้าทำงานในวัง แต่ข้าไม่ใช่คนเดียวที่มีความสามารถนอกจากจับชีพจรตรวจรักษาเล็กน้อย รู้จักสมุนไพรไม่กี่อย่าง อย่างอื่นเ้าทำเป็หรือไม่!”
“ข้า...” อู่เจินเหยียนเม้มปากเถียงไม่ออก
“ถ้าทำไม่ได้อย่าคิดไปดูถูกความสามารถคนอื่น หรือเ้าคิดว่าข้ายังเป็หมอหลวงที่ขุนนางให้ความเคารพอยู่หรืออย่างไรถึงได้ทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้!”
“ข้า..ข้าไม่ได้คิดเ้าค่ะ”
“เ้าคิดว่าข้าจะเชื่อ?” อู่เจินเหยียนก้มหน้า ไม่กล้าเงยหน้าสบตาปู่ของนาง
“พวกเราจะพาเหยียนเอ๋อร์ไปขอโทษแม่นางสวีด้วยตัวเองเ้าค่ะ”ลูกสะใภ้รีบบอกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
“เฮ้อ...มันง่ายแบบนั้นก็ดีนะสิ”
“ท่านพ่อหมายความว่ายังไงขอรับ?”
“คิดว่าคุณชายรองใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะทำให้นางตอบรับได้บางทีท่านเ้าเมืองเรียกพบนางยังกล้าบอกปัด พวกเ้าคิดว่าตัวเองเป็ใครกัน” อู่เจินเหยียนไม่ได้ฟังสิ่งที่อู่จุนเหลียนบอกแต่นางสนใจความสัมพันธ์ระหว่างไป๋อวี๋กับสวีเหมยฮวามากกว่า
“ท่านปู่...ซื่อจื่อกับนางเป็อะไรกันเ้าคะ?”
“เหยียนเอ๋อร์!!” สองสามีภรรยาะโขึ้นพร้อมกันอู่เจินเหยียนเม้มปากสนิทไม่กล้าพูดอะไรอีก
“เลิกคิดเสียเถอะคนอย่างเ้าไม่เหมาะกับซื่อจื่อหรอก” อู่จุนเหลียนบอกหลานสาว
“..ทำไมเ้าคะ?” นางถามเสียงเบา
“เ้าแสดงกิริยาเช่นนั้นยังหวังให้เขาสนใจเ้าอยู่งั้นหรือซื่อจื่อไม่เห็นเ้าอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ”อู่จุนเหลียนตอกย้ำความจริงให้หลานสาวได้ตระหนัก
“เขาแค่ยังไม่รู้จักข้า...” อู่เจินเหยียนพยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองแม้รู้อยู่แก่ใจว่าตอนที่เขาเดินเข้าบ้านสวี เขาไม่เหลียวแลสายตามามองนางเลยสักนิด
“แล้วเ้ารู้จักเขาดีแค่ไหน?”
“ข้า...”
“เลิกคิดเสียเถอะ...คนอย่างซื่อจื่อไม่ใช่คนที่เ้าสมควรล่วงเกิน”อู่จุนเหลียนผิดหวังในตัวหลานสาวจนไร้คำพูดชายชราเดินออกจากเรือนรับรองที่ทางจวนเ้าเมืองจัดเตรียมไว้ให้ครอบครัวลูกชาย
“ข้าไม่เหมาะกับซื่อจื่อตรงไหนเ้าคะ?” อู่เจินเหยียนไม่ยอมรับนางมีความสามารถขนาดนี้ทำไมถึงไม่เหมาะสมกับผู้ชายอย่างซื่อจื่อกันเล่า
“ข้ายังพูดไม่ชัดเจนหรืออย่างไร...ตาเ้าตรงไหนมองไม่เห็นว่าซื่อจื่อไม่ได้สนใจเ้าเลยสักนิด”
“เหยียนเอ๋อร์...ลูกควรฟังสิ่งที่ท่านปู่พูดลูกไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิสัยแท้จริงของซื่อจื่อเป็อย่างไรอาศัยแค่ได้ยินคนอื่นพูดต่อ ๆ กันมาใช่ว่าความจริงจะเป็อย่างที่ลูกหวัง” อู่หนิงอันบอกบุตรสาวด้วยความสงสาร
ความจริงหากนางได้ลูกเขยอย่างซื่อจื่อไม่เพียงแค่เป็ที่เชิดหน้าชูตา ยังยกฐานะให้สูงขึ้นจากเดิมทั้งตำแหน่งและชื่อเสียงของเขาทำให้ครอบครัวอู่เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างแน่นอน
“เหยียนเอ๋อร์เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”อู่เจินเหยียนหลุบตามองมือซ่อนสายตาไม่ยินยอมดื้อรั้นคนอย่างนางต้องแพ้ให้ความหญิงม่ายคนหนึ่งที่ไม่มีฐานะอะไรเลยได้อย่างไร นางไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด
อู่จางเหว่ยเหลือบมองบุตรสาวเขาหันมามองหน้าฮูหยินอีกครั้งก่อนถอนหายใจออกมา บุตรสาวที่เลี้ยงมากับมือทำไมเขาจะไม่รู้นิสัยนาง ตอนนี้นางแค่ยอมรับเพื่อให้ทุกคนสบายใจแต่แท้จริงแล้วนางไม่มีวันยินยอมง่ายขนาดนี้
ทางด้านไป๋หลินที่เวลานี้อยู่บ้านสวีพร้อมพยานพร้อมหน้า กำลังรับถ้วยน้ำชาจากฉงฉง เดินมาคุกเข่าอยู่ด้านหน้าสวีเหมยฮวาเพื่อกราบนางเป็อาจารย์
“ข้าไป๋หลินขอฝากตัวเป็ศิษย์อาจารย์สวีเหมยฮวา ข้าจะตั้งใจเล่าเรียนศึกษาเพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้อื่นตามหลักคำสอนของอาจารย์โดยเคร่งครัดขออาจารย์รับน้ำชาคารวะจากศิษย์ด้วยขอรับ” ไป๋หลินยื่นถ้วยชาไปด้านหน้าก้มหน้าแสดงความเคารพต่อสวีเหมยฮวา มือบางยื่นไปรับถ้วยชาขึ้นมาดื่ม
“ขอบคุณอาจารย์ขอรับ” ไป๋หลินโคกศีรษะคำนับอาจารย์คนใหม่ทันที
“ยินดีด้วย” ไป๋อวี๋เอ่ยกับน้องชาย
“ยื่นมือมาสิ” ไป๋หลินยื่นมือไปด้านหน้าสวีเหมยฮวาเปิดกล่องไม้ หยิบหยกห้อยสีชมพูลายดอกเหมย ้าแกะคำว่า ‘ตี้อี’ (อันดับหนึ่ง) ด้านล่างแกะคำว่า ‘หลิน’ ซึ่งเป็ชื่อของไป๋หลิน
“นี่คือ...”
“ป้ายหยกประจำตัว ตอนแรกว่าจะมอบกล่องอุปกรณ์รักษาให้ข้าคิดว่ามันเร็วเกินไป ความสามารถถึงเมื่อไหร่ข้าจะมอบให้ทีหลัง”
“ขอบคุณขอรับศิษย์จะตั้งใจเล่าเรียนไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ”
“มานี่”ไป๋อวี๋เรียกน้องชายเข้ามาใกล้ หยิบหยกในมือน้องชายผูกข้างเอวให้เขาไป๋หลินยิ้มกว้างมองหยกห้อยเอวตัวเองที่มีทั้งอันดับตำแหน่งชื่อตัวเองสลักเอาไว้
“ยินดีกับคุณชายรองด้วย” สวีฝูหรงกล่าวแสดงความยินดี
“ขอบคุณขอรับ”
“ข้าจะพาไปดูเรือนรักษา”สวีเหมยฮวาพาทุกคนเดินออกไปทางประตูด้านหลังฝั่งซ้าย
สวีฝูหรงและฉงฉงไม่ได้ตามไปด้วยทั้งสองเข้าครัวโดยมีหว่าเจียวมี่และหว่าซานซานลูกสาวช่วยทำมื้อเที่ยงเพื่อฉลองการรับศิษย์คนแรกของบุตรสาวและตำแหน่งศิษย์อันดับที่หนึ่งของไป๋หลิน
“อาจารย์...ที่นี่คือห้องเรียนหรือขอรับ?” ไป๋หลินดูตื่นเต้นยิ่งกว่าใคร เรือนรักษาที่มีสามส่วนใหญ่ๆ ห้องด้านขวาคือห้องหนังสือวางโต๊ะเอาไว้ 7 ตัว ห้องโถงตรงกลาง ด้านซ้ายห้องปรุงยาครัวเล็กอยู่ด้านหลัง รอบเรือนมีสวนสมุนไพรหลายอย่างลานด้านหน้ามีกระด้งหลายอันตากอยู่
“ใช่”
“หนังสือพวกนี้..พี่ใหญ่ท่านดูสิ”
“ของที่นี่อยู่ที่นี่ไม่อนุญาตห้ามนำออกข้างนอกเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” สวีเหมยฮวาย้ำกับเขา
“เข้าใจแล้วขอรับ”สวีเหมยฮวาพาเดินชมส่วนต่าง ๆ นำตารางเรียนมอบให้เขา พร้อมอุปกรณ์การเรียนที่สำคัญ
สวีเหมยฮวาไม่รู้ว่าที่นี่มีการเรียนการสอนแบบไหนแต่นางมีแนวทางการสอนในแบบของนางอ้างอิงจากยุคสมัยที่เคยเรียนมามีตารางเรียนชัดเจน
“เหมยฮวา! น้าฝูหรงอยู่หรือไม่!” เสียงะโดังแว่วๆ ลอยมาทางหน้าประตู หว่าไฉ่หงวิ่งไปที่หน้าประตู
“ใคร้าพบหรือขอรับ?” เขาะโถามออกไปโดยไม่เปิดประตู
“ข้าเอง จื่อเหว่ย ลูกชายผู้ใหญ่บ้านข้ามีเื่ด่วน!”
“รอสักครู่ขอรับ” หว่าไฉ่หงชายวัย 34รูปร่างใหญ่วิ่งไปทางเรือนรักษา
“คุณหนูขอรับ ลูกชายผู้ใหญ่บ้านมีเื่ด่วนอยากพบขอรับ”ไป๋อวี๋สบตาสวีเหมยฮวา
“ไปเปิดประตูให้เขาเถอะ”ทุกคนเดินออกจากเรือนรักษา หว่าไฉ่หงวิ่งกลับไปทางประตูใหญ่ยังไม่ทันที่จะได้เดินเข้ามาบ้าน หู่จื่อเหว่ยรีบก้าวเท้าเข้ามาก่อน
“คำนับซื่อจื่อ...แฮ่ก ๆ” หูจื่อเหว่ยมีอาการหอบเหงื่อท่วมใบหน้าไหลย้อยจนเสื้อผ้าเปียก
“พี่จื่อเหว่ยมีอะไร?”
“อาจารย์คุณชายรองอยู่ที่นี่หรือไม่ช่วย...ช่วยไปดู...เสี่ยวหลูหน่อย” สวีเหมยฮวาหันไปมองสวีซือซงเขารีบวิ่งกลับบ้านไปหยิบกล่องยามาให้พี่สาว
“ตี้อี”
“......” ไม่มีเสียงตอบรับ
“ต่อไปนี้ ข้าจะไม่เรียกชื่อแซ่ตำแหน่งฐานะ แต่จะเรียกลำดับที่สลักบนป้ายชื่อแทน” สวีเหมยฮวาจึงหันไปมองไป๋หลิน
“ขอรับอาจารย์”
“หยิบตำราโรคพื้นฐานฤดูร้อนตามมาด้วยพี่จื่อเหว่ยไปเถอะ” สวีเหมยฮวาบอกหูจื่อเหว่ยที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าไป๋หลินค้นหาหนังสือที่้า ที่เหลือยื่นให้กับซีหยางรับเอาไว้แทนอี๋ตี๋ที่ยังไม่กลับมา
“นั่งรถม้าไปเร็วกว่า” สวีเหมยฮวาพยักหน้าเห็นด้วยกับไป๋อวี๋หูจื่อเหว่ยมองหน้าสวีเหมยฮวาสลับกับไป๋หลินไปมา เขายังไม่เข้าใจเื่ราวอยู่ดี
ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางได้ยินเสียงด้านนอกรีบวิ่งออกไป พอเห็นว่าใครลงมาจากรถม้า ชายชราทั้งใและแปลกใจไม่รู้ควรทำอย่างไรก่อนดี
“เอ๊ะ..คา..”
“ไม่ต้องมากพิธี” ไป๋อวี๋ห้ามผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางก่อนเขาจะพูด ผู้ใหญ่บ้านมองลูกชายอีกฝ่ายส่ายหัวกลับมาเป็คำตอบ
“เสี่ยวหลูล่ะ” สวีเหมยฮวารีบถาม
“ทางนี้ ๆ”หูจื่อเหว่ยรีบเดินนำเข้าไปก่อน
“รออยู่นี่แหละ”สวีเหมยฮวารับกล่องยาจากสวีซือซงบอกให้เขารออยู่ด้านนอก
เรียกไป๋หลินตามเข้าไปข้างในตามด้วยไป๋อวี๋อีกคน หูจื่อเหว่ยพาเข้าไปยังห้องของเขายังไม่ทันได้เข้าใกล้กลิ่นไม่พึงประสงค์ปะทะจมูกเสียก่อน สีหน้าคนด้านในได้แต่ขอโทษแขกที่มา
“ท้องเสียนานแค่ไหน กี่ครั้งแล้ว”สวีเหมยฮวาถาม ใบหน้านางไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ออกมา
“เมื่อคืนหลังกินมื้อค่ำเสร็จ ประมาณ 3-4ครั้ง เมื่อเช้าอาเจียนหลายครั้งแล้ว” หูเย่วฉีมารดาหูหลูว๋าตอบนางสวีเหมยฮวาพยักหน้า เปิดกล่องยาหยิบหูฟังมาสวมตรวจจังหวะหัวใจพร้อมจับชีพจร
“เมื่อคืนทานอะไรเป็มื้อค่ำเมื่อเช้าได้ทานอะไรบ้างหรือยัง” ไป๋อวี๋ยืนห่างอยู่ไม่ไกล
“เมื่อวาน...พวกเราทานไก่มื้อเช้าทานแค่น้ำข้าวต้ม” หูถิงฟางตอบ
“ตำรา” สวีเหมยฮวายื่นมือไปทางไป๋หลินเขารีบยื่นตำราให้ สวีเหมยฮวาเปิดหน้าเกี่ยวกับโรคอุจจาระร่วง และ โรคอาหารเป็พิษ
“ตรวจชีพจรเป็หรือไม่”
“เป็ขอรับ”พอได้คำตอบสวีเหมยฮวาลุกขึ้นให้ไป๋หลินลองตรวจชีพจรดูจากนั้นนางให้ใส่หูฟังสอนวิธีการใช้ อธิบายคร่าว ๆ
“สาเหตุอาจเป็เพราะทานไก่ที่ปรุงไม่สุกหรืออาหารที่ปนเปื้อนหน้าร้อนทำให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย เวลาถ่ายท้อง อาเจียนมากเกินไปร่างกายจะขาดน้ำอาจทำให้ร่างช็อกเป็อันตรายต่อชีวิตโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น......”สวีเหมยฮวาอธิบายไปด้วย พลางจัดยาอธิบายวิธีการทานและวิธีดูแลผู้ป่วยให้กับครอบครัวหู
“เหมยฮวา...เ้าเป็อาจารย์คุณชายรองั้แ่เมื่อไหร่”ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางกระซิบถามตอนเดินออกจากห้อง
“เมื่อกี้”
“งั้น...ที่เ้าไปจวนเ้าเมือง...”
“รักษาซื่อจื่อ”ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางเหลือบตามองขาไป๋อวี๋ คราวก่อนยังเห็นขาใช้ไม้เท้าพยุงช่วยเดินเวลานี้ไม่มีแล้ว
“ค่ารักษา...”
“ครั้งนี้ข้าไม่คิดต่อไประวังเื่ของกินให้ดี ให้แน่ใจว่าปรุงสุก ดื่มน้ำต้มสะอาดอากาศร้อนอาหารเน่าเสียง่าย ยังทำให้ร่างกายเกิดอาการร้อนฉับพลัน ระวังด้วย”
“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจมากนะ”ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหาง หูจื่อเหว่ยออกมาส่งทุกคนหน้าบ้าน
“ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าเหมยฮวามีความสามารถขนาดนี้”
“หากนางไร้ความสามารถ คงหาเงินสร้างบ้านใหญ่ขนาดนั้นไม่ได้”ผู้ใหญ่บ้านหูจื่อหางบอกลูกชาย
“นั่นสินะ...” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
พอกลับมาถึงบ้านสวีไป๋อวี๋ได้สอบถามเกี่ยวกับโรคพื้นฐานฤดูร้อน วิธีการป้องกันคร่าว ๆ ในฐานะซื่อจื่อและเป็ตัวแทนจวนเ้าเมืองไป๋อวี๋ควรหาทางป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า
นี่ไม่ใช่เื่ที่เกิดความคาดหมาย บางปีมีผู้เสียชีวิตจากอาการป่วยเหล่านี้ไม่น้อยบางครั้งยังสามารถป้องกันได้ นอกจากตำราโรคพื้นฐานฤดูร้อน ยังมีตำราโรคพื้นฐานฤดูหนาวโรคพื้นฐานฤดูฝน โรคอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฤดูใด
ใน่ที่ทุกคนกำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้นทางด้านเรือนรับรองของจวนเ้าเมืองกำลังคิดวางแผนบางอย่างอู่เจินเหยียนที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้
“เพ่ยเพ่ย”
“เ้าค่ะคุณหนู”
“ข้ากับผู้หญิงคนนั้นใครสวยกว่ากัน”เพ่ยเพ่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จนเห็นสายตาของอู่เจินเหยียน
“เ้าคิดว่านางสวยกว่าข้าใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่เ้าค่ะข้าน้อยกำลังคิดว่าตรงไหนที่นางเทียบคุณหนูได้ต่างหากละเ้าค่ะ” เพ่ยเพ่ยรีบปฏิเสธว่ากันตามจริง ความงามของทั้งสองมีส่วนแตกต่างกันอยู่มาก
สวีเหมยฮวามีความงามแบบผู้ใหญ่นุ่มลึกสุขุมน่าค้นหา ส่วนคุณหนูของนางแค่มองก็เห็นว่าสวยทันที หรืออาจเพราะวัยที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ความสวยแบบนี้เลยไม่โดดเด่นพอ
“คิดแบบนั้นก็แล้วไปอย่าริเอานางมาเทียบกับข้า”
“เ้าค่ะ” เพ่ยเพ่ยก้มหน้าลงมองพื้น นิสัยเอาแต่ใจและไม่ยอมให้ใครเด่นกว่าของอู่เจินเหยียนสาวใช้อย่างเพ่ยเพ่ยย่อมรู้ดี
“เพ่ยเพ่ย”
“เ้าคะ?”
“เ้าไปสืบดูสิว่า ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงได้หย่าบางทีมันอาจช่วยข้าได้”
“หากนายท่านรู้ มันจะไม่ดีนะเ้าค่ะ”
“ก็อย่าให้รู้สิ”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ ไปได้แล้ว”
“เ้าค่ะ”เพ่ยเพ่ยจำต้องออกไปทำตามคำสั่ง เื่สวีเหมยฮวาไม่ใช่ความลับในเมืองเฉียงฉู่เพียงแค่เอ่ยถามเล็กน้อยก็ได้รู้ข่าวมากมาย
“อย่างนี่เอง...ข้าจะไปหาท่านแม่”อู่เจินเหยียนเดินไปทางห้องพักมารดา เพื่อปรึกษาให้นางช่วยเพ่ยเพ่ยได้แต่ถอนหายใจเดินตามหลัง
“ท่านแม่...ท่านไม่อยากได้ซื่อจื่อเป็ลูกเขยหรือเ้าคะ?”
“ท่านปู่กับท่านพ่อรู้จะว่าเอาได้”
“ก็อย่าให้รู้สิเ้าค่ะ”
“ลูกแน่ใจหรือ?”
“ข้าไม่เชื่อว่าคนอย่างข้าจะแพ้ให้กับชาวบ้านธรรมดาอย่างนั้น”
“แต่ขนาดท่านปู่ยังยอมรับความสามารถของนางเลยนะ”
“อาศัยแค่โชคช่วยเล็กน้อยยังคิดแอบอ้างความสามารถ หรือท่านแม่คิดว่าท่านปู่มีความสามารถไม่เท่านางเ้าคะ?”
“แม่ว่า ลูกตัดใจดีกว่า”
“ไม่เ้าค่ะถ้าซื่อจื่อเห็นความสามารถของข้า เขาต้องสนใจข้าอย่างแน่นอนท่านแม่เชื่อข้านะเ้าค่ะ ช่วยข้าสักครั้งได้หรือไม่เ้าคะ?” อู่หนิงอันมีสีหน้าลำบากใจ นางอยากช่วยบุตรสาวในขณะเดียวกันนางก็กลัวพ่อสามีว่า
“ท่านแม่...” อู่เจินเหยียนอ้อนมารดา
“ก็ได้ ๆ พรุ่งนี้ท่านพ่อเ้าไม่อยู่อยากทำอะไรก็ทำ”
“ขอบคุณเ้าค่ะข้าให้เพ่ยเพ่ยไปสอบถามมาแล้ว ว่าซื่อจื่อชอบทานอะไรพรุ่งนี้ข้าจะทำไปให้เขาเ้าค่ะ” อู่หนิงอันมองใบหน้ารอยยิ้มบุตรสาว
นางทำเช่นนี้ถูกแล้วแน่หรือ....
ว่ากันตามจริงนางไม่รู้จักนิสัยแท้จริงของซื่อจื่อไป๋อวี๋เหมือนกัน ข่าวที่ได้ยินมาก็แค่ผิวเผินที่คนอื่นพูดถึงแค่นั้นแน่นอนว่าไม่ใช่แค่บุตรสาวนางที่ใฝ่ฝันอยากเป็ฮูหยินเอกซื่อจื่อผู้ที่จะได้ดำรงตำแหน่งเ้าเมืองต่อจากบิดา
นอกจากนี้เขายังมีสมบัติไม่น้อยมีความเกี่ยวข้องกับเชื้อพระวงศ์ ไม่ว่าหญิงสาวคนไหนต่างเฝ้าฝันหาชื่อเสียงเงินทองความสบายเหล่านี้ทั้งในนั้น
ในเมื่อบุตรสาวนางไม่ได้ขี้เหร่และมีความสามารถทำไมนางจะไม่ส่งเสริมดีกว่ามอบตำแหน่งนี้ให้ผู้หญิงม่ายผัวหย่าที่เป็ชาวบ้านธรรมดาไม่มีอะไรอย่างสวีเหมยฮวาด้วย