จี้ทิงไม่เข้าใจว่าความหล่อกับความโรคจิตมีความเชื่อมโยงโดยตรงกันอย่างไรเขาจึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คราวนี้ผมไม่รู้จริงๆว่าหลิงซีอยู่ที่ไหน คุณกลับไป...”
“ไม่ครับๆ” ชายหนุ่มโบกมือปฏิเสธ “คราวนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นครับ”
จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อย“ถ้าอย่างนั้น เขาต้องการพบผมทำไม?”
ความจริงแล้วชายคนนั้นก็ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดจึงเอ่ยอย่างลังเล “พี่ลู่แค่รู้ว่าคุณมาที่รุ่ยเหอเขาเลยให้ผมรีบมาที่นี่ บอกว่าถ้าคุณหาหมอเสร็จแล้วไม่มีธุระอื่นที่ไหนต่อก็อยากจะเชิญคุณไปพบสักหน่อยครับ”
สิ้นคำนั้นแววตาของจี้ทิงพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที คำพูดของชายคนนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องที่เขามาตัดไหมที่นี่มีคนคอยคาบข่าวไปบอกลู่เหยียนชูโดยเฉพาะถ้าตัดอาหยางที่เป็นพ่อบ้านออกไป คนคนนี้ก็คงจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรุ่ยเหอไม่ผิดแน่
ถ้าลู่เหยียนชูมีสายอยู่ในนี้...อย่างนั้นเรื่องที่เขาเคยมาตรวจร่างกายก่อนหน้านี้อีกฝ่ายก็คงมีโอกาสสูงที่จะล่วงรู้แล้วเช่นกัน
ชายหนุ่มหารู้ไม่ว่าเพียงชั่วพริบตาเดียวจี้ทิงจะคิดอ่านไปไกลขนาดนั้น เขายกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าจี้ทิงอย่างซื่อๆ“ทำไมจู่ๆ คุณก็เงียบไปล่ะครับ?”
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นน้ำเสียงติดจะเย็นชา “ตอนนี้ลู่เหยียนชูอยู่ที่ไหน?”
...
สิบห้านาทีต่อมาทั้งคู่ก็ลงจากรถที่หน้าวิลล่าหลังหนึ่ง
วิลล่าแห่งนี้ห่างจากรุ่ยเหอเพียงไม่กี่กิโลเมตรมิน่าล่ะอีกฝ่ายถึงได้ตามมาถึงตัวเขาได้อย่างรวดเร็วนัก
ชายคนนั้นพาจี้ทิงเดินเข้าบ้าน“คุณนั่งรอตรงนี้ก่อนนะครับ พี่ลู่น่าจะอยู่ข้างบนเดี๋ยวผมขึ้นไปเรียกให้”
“อืม”
จี้ทิงเดินไปนั่งที่โซฟาโต๊ะกาแฟตรงหน้าดูค่อนข้างรก มีโน้ตบุ๊กวางอยู่หนึ่งเครื่อง แก้วน้ำสองใบและหนังสืออีกสองสามเล่มที่เปิดค้างไว้ ดูจากลักษณะแล้วน่าจะเป็นบทละคร
จี้ทิงหลุบตาลงเล็กน้อย[ต้องลองหยั่งเชิงดูว่า ลู่เหยียนชูรู้ผลตรวจสมองของฉันหรือเปล่าถ้าเขารู้แค่ว่าฉันมาตรวจก็คงไม่มีอะไร แต่ถ้า...]
[ถ้าเป็นอีกกรณีหนึ่ง ฉันก็ต้องหาทางทำให้ลู่เหยียนชูปิดปากให้สนิท]
ลู่เหยียนชูยืนนิ่งค้างอยู่หน้าประตูห้องน้ำมือที่ถือผ้าขนหนูชะงักค้างกลางอากาศราวกับทั่วทั้งร่างถูกกดปุ่มหยุดเวลาไว้กะทันหัน
ทว่าเพียงครู่เดียวแววตาของเขาก็พลันมีประกายประหลาดพาดผ่าน มุมปากหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ
ที่แท้...เป็นจี้ทิงจริงๆ ด้วย
ก๊อกๆ!
เสียงของผู้ช่วยดังมาจากหน้าประตู“พี่ลู่ อยู่ข้างในหรือเปล่าครับ?”
ลู่เหยียนชูได้สติจึงขานรับไปว่า “อยู่ ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ผู้ช่วยรอไม่ถึงนาทีประตูก็เปิดออก
“เขามาถึงหรือยัง?”
ผู้ช่วยพยักหน้ายิ้มๆ“มาแล้วครับ นั่งรออยู่ข้างล่าง”
“ลำบากนายแล้ว กลับไปพักผ่อนที่ห้องเถอะ”
ลู่เหยียนชูลงมาข้างล่างเพียงลำพังทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก เขาก็มองเห็นคนที่นั่งอยู่บนโซฟามาแต่ไกล
ด้วยความเคยชินในอาชีพการงานสายตาของลู่เหยียนชูจึงจับจ้องไปที่ใบหน้าของจี้ทิงเป็นอันดับแรกแม้จะเป็นเพียงด้านข้าง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าโครงหน้าและเครื่องหน้านั้นไร้ที่ติโดยเฉพาะดวงตากลมโตสุกใสเหมือนผลองุ่นนั่น พวงแก้มขาวเนียนแฝงไว้ด้วยความเยาว์วัยดูราวกับยอดอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ที่เพิ่งผลิบานในยามเช้า
ริมฝีปากของลู่เหยียนชูยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยมิน่าล่ะถึงได้เป็นรักแรกของหลิงซีใบหน้าแบบนี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างเหลือเชื่อจริงๆ
ในตอนนั้นเองจี้ทิงคล้ายจะรู้สึกตัว เขาจึงหันหน้ามามอง สายตาของทั้งคู่จึงประสานกัน
ลู่เหยียนชูไม่มีท่าทีประหม่าที่ถูกจับได้ว่าแอบมองแม้แต่น้อยใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “สวัสดีจี้ทิงฉันลู่เหยียนชูนะ”
จี้ทิงหยุดสายตาไว้ที่ใบหน้าของเขาเพียงครู่เดียวในหัวก็ผุดคำบรรยายจากในหนังสือขึ้นมาโดยอัตโนมัติ :[ถึงลู่เหยียนชูจะไม่มีภูมิหลังตระกูลเหมือนฉินไจ้เย่และไม่มีชั้นเชิงเหมือนจี้เยี่ยนจื๋อแต่จุดแข็งของเขาคือการเป็นสุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่มีอารมณ์มั่นคงและไว้ใจได้]
รอยยิ้มกว้างของลู่เหยียนชูแข็งค้างไปสามส่วน
สุนัขผู้ซื่อสัตย์เหรอ?คำประเมินนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่คำชมสักเท่าไหร่โดยเฉพาะเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับอีกสองคนนั้น
ทว่าลู่เหยียนชูก็ปรับเปลี่ยนท่าทางได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีพิรุธอะไร“อยากดื่มอะไรไหม เดี๋ยวฉันไปหยิบให้”
จี้ทิงตอบเรียบๆ“ไม่เป็นไร ขอบคุณครับ”
ลู่เหยียนชูเดินเข้ามานั่งที่โซฟาอีกด้าน“เชิญนั่งสิ”
เมื่อทั้งคู่นั่งลงแล้วเขาก็เข้าเรื่องทันทีโดยไม่ไม่อ้อมค้อม “ก่อนอื่นฉันต้องขออธิบายก่อนฉันไม่ได้สั่งให้ผู้ช่วยสะกดรอยตามนาย แค่บังเอิญรู้มาว่าวันนี้นายไปที่รุ่ยเหอเลยคิดว่าในเมื่อจังหวะมันพอดีกันขนาดนี้ เราก็ควรจะได้พบกันเสียหน่อย”
นั่นคือสิ่งที่จี้ทิงอยากถามพอดี“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมไปที่รุ่ยเหอ?”
ลู่เหยียนชูยิ้มบางๆ“จะว่าไปก็บังเอิญจริงๆ คราวก่อนที่ฉันไป นายก็อยู่ที่นั่นพอดีแต่ตอนนั้นฉันไม่แน่ใจ เลยไม่ได้เรียกนายไว้”
จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อยเขานึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้จี้เยี่ยนจื๋อเคยพูดถึงแถมยังเคยแดกดันว่าเขากับลู่เหยียนชูมีจิตสื่อถึงกันถึงได้โผล่ไปที่รุ่ยเหอในวันเดียวกันได้
เขานิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง“แล้ววันนี้ล่ะ บังเอิญเหมือนกันงั้นเหรอ?”
“ลูกพี่ลูกน้องของผู้จัดการฉันเป็นพนักงานต้อนรับอยู่ที่รุ่ยเหอเพราะคราวก่อนฉันไม่ได้คุยกับนาย และไม่มีข้อมูลติดต่อเลยฉันก็เลยบอกให้เธอช่วยสังเกตไว้ เผื่อว่าถ้าโชคดีจะได้หาโอกาสขอบคุณนายต่อหน้า”
ลู่เหยียนชูเตรียมเหตุผลไว้ตั้งแต่ก่อนจี้ทิงจะมาถึงแล้วเพียงแต่เมื่อได้ยินเสียงในใจก่อนหน้านี้เขาจึงปรับเปลี่ยนข้ออ้างให้ดูสมเหตุสมผลขึ้นอีกนิด
พนักงานต้อนรับไม่มีสิทธิ์เข้าถึงประวัติการรักษาของคนไข้สิ่งที่เขากังวลในใจจึงคลี่คลายลงชั่วคราวแต่ถึงอย่างนั้นจี้ทิงก็ไม่ได้ปักใจเชื่อคำพูดนี้ทั้งหมด
“ที่คุณบอกว่าอยากขอบคุณต่อหน้าก็เพราะเรื่องกระดาษแผ่นนั้นที่ผมให้ไปใช่ไหม?”
สีหน้าของลู่เหยียนชูยังคงเหมือนเดิมทว่าแววตากลับแฝงไปด้วยความสงสัย “นอกจากเรื่องนั้นแล้วฉันยังสงสัยอยู่ว่า ในเมื่อตอนนั้นนายก็รู้ว่าหลิงซีอยู่ที่ไหนทำไมไม่ไปหาเขาเองล่ะ”
จี้ทิงรู้สึกเบื่อหน่ายกับหัวข้อนี้เหลือเกินเขาคิดขึ้นมาตามสัญชาตญาณ : [สุนัขจริงๆ ยังจัดการง่ายกว่าอย่างน้อยแค่โยนของที่มันอยากได้ไป มันก็พุ่งตัวตามไปแล้วไม่มานั่งซักไซ้ไล่เลียงให้มากความแบบนี้หรอก]
เมื่อได้ยินเสียงในใจของจี้ทิงขนตาของลู่เหยียนชูก็สั่นไหวเล็กน้อย เขาแทบจะกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่
เขาอยู่ในวงการมานานหลายปีเคยสวมบทบาทมาสารพัด แต่บท ‘สุนัขผู้ซื่อสัตย์’ นี่เขายังไม่เคยสัมผัสเลยจริงๆพอได้ยินคนเอาคำนี้มาแปะไว้ที่ตัวครั้งแรกก็รู้สึกแปลกใหม่ดีเหมือนกันแต่ที่มากกว่านั้นคือเขารู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก
“ตอนนั้นคนของพี่ชายจ้องผมไม่วางตา ต่อให้รู้ที่อยู่ก็ไปไม่ได้สู้เอาให้คุณไปเลยยังจะดีกว่า” น้ำเสียงของจี้ทิงเฉยชาอย่างยิ่ง
ลู่เหยียนชูมองท่าทางที่ดูเหมือนจะไม่แยแสของอีกฝ่ายในใจพลันเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาวูบหนึ่งตอนนี้จี้ทิงยังคงปกปิดเรื่องที่ตัวเองป่วยหนักเป็นโรคร้ายแรงดูท่าว่าคงไม่คิดจะบอกหลิงซีแน่ๆ
เขาจ้องมองตาจี้ทิงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“นายวางใจเถอะ ตอนนี้เขาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย และมีความสุขดีมาก”
“ก็ดีแล้ว” จี้ทิงไม่อยากเสียเวลาอีกเมื่อพูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน “ผมมีธุระต่อ ขอตัวก่อนนะ”
ลู่เหยียนชูลุกขึ้นตาม“งั้นเดี๋ยวฉันให้ผู้ช่วย...”
ยังพูดไม่ทันจบขาของเขาก็ไปปัดโดนบทละครที่เปิดทิ้งไว้บนโต๊ะจนมันร่วงลงพื้น
ทั้งคู่ก้มลงมองโดยสัญชาตญาณจี้ทิงเห็นตัวอักษรตัวหนาบนหน้าปก ‘สุดขอบผาในสายลม’
ลู่เหยียนชูก้มลงเก็บมันขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะกาแฟตามเดิม“เดี๋ยวฉันให้ผู้ช่วยขับรถไปส่ง”
จี้ทิงหลุบตาลงสายตายังคงหยุดอยู่ที่บทละครเล่มนั้น
[ลู่เหยียนชูเริ่มรับงานภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วงั้นเหรอ?]
ลู่เหยียนชูชะงักไปเห็นเพียงแพขนตาของจี้ทิงที่สั่นไหวเล็กน้อย พร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น
[ดูท่าปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีกจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับฉันคนเดียวเสียแล้วแม้แต่เส้นเรื่องที่ลู่เหยียนชูชื่อเสียงป่นปี้...ก็ยังขยับเลื่อนมาเร็วขึ้นด้วยเหมือนกัน]