เมื่อคืนวานต้องนอนบนรถม้าหมิงเฟยหลงจึงทรงทำเพียงนอนกอดฮองเฮาของตนนิทราทว่าคืนนี้นอนในโรงเตี๊ยมที่เตียงกว้างไม่โยกเยกซ้ำผ้าปูนอนยังนุ่มนิ่มฮ่องเต้หนุ่มจึงเอาอารมณ์ที่ตกค้างจากเมื่อวานมาทบไว้ที่คืนนี้เสียงครางกระเส่าของภรรยาทำให้เรี่ยวแรงของเขาคล้ายจะเพิ่มขึ้นเมื่อเร่งเร้านางให้ตอบสนองในรอบที่สองหงซือซือที่ถูกเขาปลุกเร้าเสียงจนดิ้นรนเรียกร้องให้เขาช่วยนางให้หายทรมานทำให้ฮ่องเต้หนุ่มภาคภูมิใจยิ่งนักเมื่อนางเอนร่างบนอกแน่นด้วยกล้ามเนื้อเขาจึงลูบไล้หลังนางอย่างเอาใจ
“เมื่อวานท่านหลอกข้าใช่หรือไม่?”
เขาจูบขมับนางหัวเราะหึๆในลำคอ “หลอกเรื่องใดหรือ?”
“ท่านบอกว่าจะให้ข้าพักดีๆสักสองวันอย่างไรเล่า?” นางทำปากยื่นออกมาหายใจแรงจนเนื้อหน้าอกกระเพื่อมเบียดบนอกเขา
“เจ้าอย่าขยับบ่อยนักสิคิดจะปลุกข้าอีกหรือไร?” เขาหรี่ตาลงสายตาสาดไปบริเวณหน้าอกที่เบียดกันอยู่ระหว่างเนินเนื้อนางนั้นมีร่องเล็กๆเป็นหลุมมืดมิดที่เขาจินตนาการได้ว่าต่ำลงไปนั้นคือสิ่งที่เย้ายวนเพียงใด
“ท่านพี่ยังไม่เหนื่อยอีกหรือเจ้าคะ?”
“ให้ปรนนิบัติเจ้าข้าจะกล้าบ่นว่าเหนื่อยได้อย่างไร?”
“หึ!ท่านพูดเรื่องนี้ให้ฟังดูตนเองเป็นคนดีได้อย่างไรกัน? ท่านรังแกข้าแท้ๆ”หมิงเฟยหลงลูบหลังเปลือยเปล่าต่ำลงไปถึงบั้นท้ายแล้วบีบก้นนางทีหนึ่ง
“อุ้ย! ข้าเจ็บนะเจ้าคะมือท่านใหญ่จะตาย” นางเงยหน้าขึ้นค้อนควักเขาฉวยโอกาสก้มลงจูบซ้ำยังนวดเฟ้นบั้นท้ายของนางไม่ยอมปล่อย
หงซือซือยกมือขึ้นตบต้นแขนเขาเบาๆ“ข้ายังไม่ได้พักเลย พรุ่งนี้เราต้องไปดูวัดอีกนะเจ้าคะ”
“เมื่อวานเจ้านอนในรถม้าไม่อิ่มหรอกหรือ?”
“โยกเยกขนาดนั้นทำยังกับนอนหลับสนิทได้” นางขยับขาขึ้นคิดจะยันกายลุก เนื้ออ่อนๆบริเวณโคนขาจึงเสียดสีกับเขาอย่างไม่ตั้งใจ “เจ้าจะไปไหน?”
“ก็นอนท่านี้มันนอนไม่หลับนี่นาข้านอนอยู่บนตัวท่าน ยามท่านหายใจก็เหมือนนอนอยู่บนรถม้า จะหลับสนิทได้อย่างไร?”
หมิงเฟยหลงกุมมือนางให้เลื่อนไปช่วงล่างของเขา“เจ้าดูสิว่าเจ้าทำให้ปีศาจน้อยตื่นขึ้นมาอีกแล้ว”มือของนางสัมผัสกับท่อนกายที่แข็งขัน ชายหนุ่มกุมมือนางให้เลื่อนขึ้นลงตามแนวยาวเบาๆ“ช่วยข้ากล่อมมันนอนก่อนเถิด แล้วเจ้าค่อยพักนะ”ใบหน้าของเขาเคลื่อนเข้ามาที่ติ่งหูดูดเม้มทั้งไล้ลิ้นโลมเลียผิวกายของนางพลันร้อนผ่าว
“พี่สามท่านร้ายกาจจริงไม่ยอมปล่อยให้ข้านอนจนได้สินะ”
เขาทั้งจูบทั้งดูดตรงซอกคอนางก่อนจะพลิกตัวขึ้นมาทาบทับ“อีกครั้งเดียว ข้าสัญญาจะให้เจ้านอนแล้ว”
รุ่งสางนางกำลังงัวเงียเขาก็อุ้มนางลงจากเตียงจับเปลือยกายลงอาบน้ำในอ่างนวดเฟ้นร่างกายให้อย่างเอาใจหงซือซือสลึมสลือใบหน้าของนางโงนเงนไปตามที่เขาจัดแจงจนแต่งกายเสร็จเรียบร้อย “หากเจ้าไม่ตื่นคิดจะให้ข้าแต่งหน้าให้ใช่หรือไม่?”ยามนี้หมิงเฟยหลงเชี่ยวชาญการใส่หน้ากากแปลงโฉมแล้วเขาสวมหน้ากากให้นางเรียบร้อยแล้วหยิบเครื่องประทินโฉมออกมาเขียนคิ้วทาแป้งให้ภรรยาพอก้มลงจะทาริมฝีปากให้นางพลันตื่นขึ้น
“นี่ควรเป็นความรับผิดชอบของท่านอยู่แล้วเมื่อวานใครกันหลอกข้าว่าอีกแค่ครั้งเดียว” นางกระเง้ากระงอดครั้งเดียวของพี่สามไม่เคยจริง!
หงซือซือขอดูแผนที่ขุมทรัพย์อีกครั้งเมื่อกางดูรอยประสามเหลี่ยมที่ซ้อนกันนางพบว่าพื้นที่ทับซ้อนนั้นอยู่ในเขตวัดแล้วรอยประที่อยู่บนพื้นวัดหมายถึงสิ่งใด? “พี่สามท่านดูนี่!รูปพระอาทิตย์ที่วาดไว้ด้านหน้าประตูวัดท่านว่ามีความหมายหรือไม่?”
“ตำแหน่งที่วาดประอาทิตย์เป็นถนนหน้าวัดจะว่าซ่อนสิ่งของไว้ที่ถนนก็ดูจะเป็นไปไม่ได้”
“เรามิเคยเจอสัญลักษณ์นี้มาก่อน”นางมองดูลายเส้นที่วาดเป็นรูปพระอาทิตย์ส่องแสงด้วยความประหลาดใจหาไม่มีความหมายคนเขียนแผนที่จะวาดไว้เพื่อการอันใด?
“ซือซือไปดูสถานที่อีกสักครั้งก่อนเถอะ หากขุมทรัพย์นี้หาง่ายเช่นนั้นข้าคงหาเจอไปนานแล้ว”
“อดีตฮ่องเต้ทรงเป็นผู้ชื่นชอบค่ายกลบางทีนี่อาจจะเป็นค่ายกลที่พระองค์วางไว้ก็ได้นะเจ้าคะ”
“อืม...เจ้าพูดมีเหตุผล”
เมื่อทั้งสองไปถึงวัดพระโพธิสัตว์แดดเช้าเพิ่งสาดแสงอบอุ่นนางเงยหน้าขึ้นมองประตูหน้าวัด “พี่สาม ท่านดูบนนั่นสิ”แสงแดดที่สาดมาจากทิศตะวันออกลอดกระจกสีที่อยู่เหนือประตูเข้าไปด้านใน“นี่เองสิที่ข้าสงสัย”
“เจ้าสงสัยสิ่งใด?”
“ประตูวัดทั่วไปไม่มีช่องใส่กระจกแบบนี้นะเจ้าคะ”นางรีบจูงมือสามีเข้าไปในวัด คนทั้งหมดช่วยกันสำรวจบริเวณรอบๆ ลานอย่างพิจารณาหู่ซิ่นสือมองเส้นประที่กลายเป็นรูปสามเหลี่ยมด้วยความงุนงง จินวั่งซู่ที่ได้เข้าร่วมภารกิจลับในครั้งนี้ตื่นเต้นกว่าผู้ใดถึงกับยกมือสาบานว่าตนจะตั้งใจช่วยท่านอ๋องเก้าหาขุมทรัพย์อดีตฮ่องเต้อย่างเต็มกำลังทว่าปริศนาบนแผนที่ที่เขาได้เห็นเมื่อเช้ามืดก็น่าแปลกนักหากว่าเป็นค่ายกลเขาก็เคยเผชิญค่ายกลแห่งความตายมาแล้วที่แคว้นจินแต่ครั้งนี้ช่างแตกต่าง
“ท่านอ๋องข้าว่าที่นี่อาจจะซ่อนค่ายกลที่ต้องใช้สติปัญญาให้การหา พะยะค่ะ”
“เจ้าคิดว่าไม่มีอาวุธลับใช่หรือไม่?”
“จากสภาพวัดไม่น่าจะมี พะยะค่ะ เพียงแต่กลไกที่ซ่อนไว้แยบยลนัก”
เมื่อเดินวนเวียนกันได้ครึ่งเค่อลำแสงบางๆที่สาดผ่านกระจกหลายชิ้นที่อยู่บนประตูหน้าวัดเกิดเป็นลำแสงสาดเข้ามาด้านในหงซือซือเงยหน้าขึ้นมองลำแสงที่พุ่งมารวมกันแล้วไปรวมอยู่ที่ยอดหลังคาศาลาหลังเล็ก
“หรือว่า?......” นางอุทานออกมาลดสายตาจากยอดศาลามาถึงป้ายที่มีกระจกแปดเหลี่ยม “ท่านอ๋องมารอตรงนี้สิเจ้าคะ”นางจูงมือสามีมายืนหน้าศาลา
“เจ้าเห็นสิ่งใด?”
“รอสักครู่เจ้าค่ะ”นางยืนจับจ้องอยู่นิ่งๆ ไม่นานนักพระอาทิตย์ก็เคลื่อนสูงขึ้นลำแสงที่รวมตัวนั้นก็ลดต่ำลง
จินวั่งซู่เห็นสายตาของพระชายาจ้องเขม็งอยู่ที่ลำแสงสลับกับกระจกแปดเหลี่ยมก็ตาวาวขึ้น“กระจกนั่นหรือพะยะค่ะ?”
ไม่นานนักลำแสงที่รวมตัวกันนั้นก็สาดกระทบกับกระจกแปดเหลี่ยมพอดีที่เอียงก้มลงเล็กน้อยพอดีลำแสงนั้นนุ่มนวลตาเมื่อตกกระทบกระจกแล้วก็สะท้อนลงไปยังพื้นในตำแหน่งกึ่งกลางของสามเหลี่ยมสองรูปที่ซ้อนกันบนพื้นพอดี!
***************
