จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 76 ราชาอันเดด

    ตอนที่ 76 ราชาอันเดด ลาซิเฟียเจ็บปวดรวดร้าวทั่วทั้งร่าง บาดแผลปริเปิดออกบางส่วน เรือนร่างโอนเอนคล้ายจะล้มพับลงได้ทุกเมื่อ แววตาคู่นั้นจ้องมองเยติที่สิ้นลมไป ไม่ปรากฏความอาฆาตแค้นเลยสักนิด กลับกัน เธอรู้สึกอ่อนล้าขึ้นทุกที เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและความรู้สึกสิ้นหวังอย่างหนักหน่วงคล้ายถูกค้อนหนักทุบตี เธอเริ่มกล่าวพึมพำอย่างเลื่อนลอย แววตาที่เคยกระจ่างใสดุจดวงดารา ในขณะนี้ มันไร้ชีวิตชีวาอย่างสิ้นเชิง “ข้าทำอะไรอยู่นะ…” น้ำเสียงแหบพร่าพลางกวาดมองทัศนียภาพเบื้องหน้า ลาซิเฟียหันมองไปทางถ้ำอย่างแช่มช้า แววตาสั่นไหววูบหนึ่ง “ข้าปกป้องเขาเหรอ? ทำไปทำไม…” ความรู้สึกอ่อนล้าราวกับหมอกควันปกคลุมจิตใจบดบังแสงสว่างแห่งความหวัง ภายใต้อาการเหนื่อยล้าเจียนตาย เธอกลับใช้เหตุผลเพื่อทบทวนสิ่งที่ตนกำลังทำ หญิงสาวยังคงมองไปทางถ้ำอยู่นานโข ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ ภายใต้สถานาการณ์เกือบตายเช่นนี้ ความทรงจำเก่าก่อนต่างผุดขึ้นมาราวกับตอกย้ำความจริง เป้าหมายของเธอคืออะไร? ใช้มหาเวทย์หวนกำเนิดถึงสิบครั้งไปทำไม? “ข้ากำลังทำอะไร…” ลาซิเฟียไม่สนใจตัวถ้ำอีก หญิงสาวคอตกคล้ายสติเริ่มเลือนลางขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลานั้นเองที่บังเกิดเสียงดังสะท้านก้องกัมปนาท แผ่นดินสั่นสะเทือนเป็นระลอกๆ ตึก ตึก ตึก เสียงฝีเท้าดังสะท้อนก้องกังวาลไกล อาณาบริเวณที่อาบท่วมไปด้วยโลหิตเมื่อครู่พลันปรากฏกลุ่มเงาขนาดใหญ่ ในครรลองสายตา กลุ่มเงาเหล่านั้นล้วนคลับคล้ายกับมนุษย์ ทว่า มันมีขนาดใหญ่โตกว่าราวสามสิบเท่าเลยทีเดียว เรือนร่างเหล่านั้นเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ขนสีเงินดกปกคลุมทั่วทั้งร่าง ใบหน้าเหี้ยมโหดถมึงทึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวที่ดูราวกับเป็นผู้นำ ร่างของมันใหญ่โตกว่าตัวปกติอย่างเห็นได้ชัด หนำซ้ำ รอยแผลเป็นประดับร่างมากมายยิ่งทำให้มันดูน่าเกรงขาม บ่งบอกถึงประสบการณ์การต่อสู้ที่มี ภาพเบื้องหน้าเรียกได้ว่ากองทัพเยติ หากคาดคะเนดูแล้ว จำนวนของพวกมันในตอนนี้ย่อมไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นตัว ทุกตัวล้วนส่งกลิ่นอายของผู้แข็งแกร่งราวกับผ่านสงครามนองเลือดมามากมาย สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือแววตาของพวกมัน นัยน์ตาสีแดงก่ำปรากฏเส้นเลือดฝอยปกคลุม พวกมันต่างจ้องมองลาซิเฟียเป็นหนึ่งเดียว ลาซิเฟียร่างกายแข็งทื่อ ความรู้สึกอ่อนล้าปนเจ็บปวดแผ่ซ่านกระจาย เธอจะต้องต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่สร้างบาดแผลปางตายให้อีกงั้้นหรือ คราวนี้กลับมีจำนวนมากมายถึงหมื่นเท่าตัว หัวใจเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง แววตาเบิกกว้างมองทัศนียภาพเบื้องหน้าอย่างนิ่งงัน ความรู้สึกในตอนนี้ มันก้ำกึ่งระหว่างความเป็นและความตาย รู้สึกอยากจะไปให้พ้นๆ อยากหลุดออกจากวัฐจักรเวียนว่ายตายเกิดเสียที แววตาที่ไร้ชีวาอยู่แล้วกลับยิ่งดูซีดเซียวมากขึ้น ไร้ซึ่งสีสันในดวงตาคู่นั้น แววตาสีแดงฉานกลับกลายเป็นสีเทาสนิท ลาซิเฟียยืนนิ่งงันไร้การตอบสนอง ท่ามกลางกองทัพเยตินับหมื่น ร่างกายคล้ายสั่นไหวพร้อมกับผืนธรณี ภายใต้สถานการณ์เป็นตาย เธอกลับเอาแต่ครุ่นคิดถึงเป้าหมายของตนเอง “วนเวียนถึงสิบภพชาติ… ทำไมกันนะ…” น้ำเสียงแหบพร่าอย่างยิ่งยวด คล้ายปลงต่อโลกใบนี้โดยสมบูรณ์ ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้านำพาจิต ทำให้จิตนั้นคล้อยตามและอ่อนแอลงโดยง่าย ความคิดยังไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อจิตใจอ่อนแอลง นั่นหมายถึงหายนะของชีวิตทั้งชีวิต ในช่วงเวลานั้นเองที่ความทรงจำอันแสนล้ำค่าประหนึ่งเสาค้ำจุนการดำรงอยู่ของเธอผุดขึ้นมา ถ้อยคำพร้อมกับน้ำเสียงอ่อนหวานวาบผ่าน “อยู่ต่อไปนะ สักวัน ข้าจะมารับเจ้าไป…” คล้ายความอ่อนล้าถูกบรรเทาอาการลง ถึงกระนั้น มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพยายามนึกถึงเขาเมื่อจิตตก หากแต่เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายสิบหลายร้อยครั้งแล้ว หัวใจดวงน้อยที่ศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมในถ้อยคำเหล่านั้นเกิดความสั่นคลอน  ด้วยความเหนื่อยล้าและปลงต่อโลกหล้า ลาซิเฟียเอ่ยถ้อยคำที่ตัวเธอเกลียดอย่างที่สุดออกมา “สิบภพชาติแล้ว ข้ารออะไรอยู่… เขาอยู่ที่ไหน… นานเกินไปแล้วนะ… ทำไมไม่มารับข้าสักที…” หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มน้ำนวลดั่งสายธารา ความรู้สึกที่มิอาจได้ก่นระบาย ความอึดอัดคับข้องใจที่สะสมมาอย่างนานนม ในที่สุดก็ได้เอ่อทะลักออกมา น้ำเสียงสะอึกสะอื้นจนกล่าวไม่เป็นคำ ลาซิเฟียปาดน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หญิงสาวรู้สึกทรมานทุกข์ทนหมองไหม้ ศาสตราวุธที่เขามอบให้ก็หายไป แหวนมิติก็หายไป สิ่งเดียวที่ย้ำเตือนว่าเรื่องราวในวันนั้นเป็นเรื่องจริงคงมีเพียงแค่ “ความทรงจำ” เธอใช้เรื่องนี้เป็นเสาค้ำจุนจิตใจมาโดยตลอด แต่ทว่า ไม่ช้าก็เร็ว ความอดทนของบุคคลคนหนึ่งย่อมมาถึงขีดกำจัด การที่ทนรอจนถึงภพชาติที่สิบนับได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้จริง ในช่วงเวลานั้นเองที่กองทัพเยติได้เคลื่อนกายมาถึง พวกมันอยู่ห่างจากลาซิเฟียเพียงห้าร้อยเมตร เยติที่คล้ายผู้นำเผ่ากลับก้มมองศพของเยติที่ตกตายไปก่อนหน้า แววตาที่โหดเหี้ยมออกมันปรากฏความอาลัยอาวรณ์ มันพยายามข่มกลั้นหยดน้ำตาเอาไว้ ถึงแม้จะพยายามถึงขีดสุดแล้ว น้ำตาปริมาณเล็กน้อยก็ยังเล็ดลอดออกมาอยู่ดี “บุตรของข้า…” น้ำเสียงใหญ่โตหากแต่สั่นเคลือ เพียงสามลมหายใจ แววตาที่ปรากฏความอาลัยอาวรณ์พลันถูกวาบอาบด้วยความอำมหิตถึงขีดสุด ดวงตาแดงก่ำจ้องมองมนุษย์เบื้องหน้าอย่างอาฆาตแค้น กลิ่นอายของเลือดบุตรชายตนยังปกคลุมรอบตัวของมัน ถึงลาซิเฟียจะอาบโลหิตของสัตว์อสูรไปมากมาย มันก็ยังไม่พ้นที่ผู้นำเยติตัวนี้จะตรวจจับกลิ่นอายโลหิตของบุตรชายตน พวกมันผูกพันธ์กันอย่างแท้จริง แววตาของผู้นำเยติคล้ายเบิกกว้างเล็กน้อย ภายใต้ความอาฆาตแค้นนั้นกลับปรากฏความประหลาดใจ ในขณะนี้เอง มนุษย์เบื้องหน้ากำลังกล่าวตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนยากจะเป็นคำ “สิบภพชาติแล้วนะ!! ท่านไปอยู่ที่ไหนกัน!! ข้าเรียนมหาเวทย์หวนกำเนิดก็เพื่อหาตัวท่าน!! ผ่านชีวิตอันขื่นขมระทมมามากมายก็เพื่อหาตัวท่าน!! นี่มัน… มันสิบภพชาติแล้วนะ…” ลาซิเฟียแผดเสียงกึกก้อง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เหล่าเยติกลับยืนฉงนไม่เข้าใจ ไม่ช้าก็เร็ว ความอดทนย่อมมาถึงขีดสูงสุด ทุกคำกล่าวของลาซิเฟียล้วนปรากฏหยดน้ำตาไหลพราก ภาพเบื้องหน้ากลายเป็นพร่าเลือน ถึงกระนั้นเธอก็ยังกล่าวตะโกนเพื่อระบายความรู้สึกอันทรมานจิตนี้ “ข้าเหนื่อยแล้ว… เหนื่อยเหลือเกิน… ข้านั้นเคยถูกท่านช่วยเอาไว้ ในตอนนี้กลับมีบุรุษคนหนึ่งช่วยข้าไว้อีกหลายครั้งครา ท่านที่พูดเอาไว้ว่ารังเกียจนักรบที่ไร้ศักดิ์ศรีน่ะ… ท่านรังเกียจข้าแล้วใช่ไหม… ข้าถูกช่วยชีวิตเอาไว้โดยผู้อื่น… เกียรติของข้าไม่มีแล้วใช่ไหม… ข้าตามหาท่านมาสิบภพชาติ… รวมกันก็ร้อยกว่าปีแล้วนะ ข้ารอท่านมาตลอด…” ลาซิเฟียพึมพำอยู่อย่างนั้น ในช่วงเวลานั้นเองที่ผู้นำเยติสติขาด เรือนร่างใหญ่โตดุจกำแพงมหึมาพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ความเร็วของมันกลับต่างจากขนาดตัว!! รวดเร็วยิ่ง เพียงพริบตาเดียว ระยะห้าร้อยเมตรพลันเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ หนึ่งหมัดของอสูรกายพุ่งลงผืนธรณีเบื้องล่าง หมัดนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยพลังกายทั้งหมดของมัน บึ้ม!! เสียงดังสะท้านกัมปนาทดังขึ้น แผ่นธรณียุบตัวลงเป็นวงกว้าง รอยแตกร้าวละเอียดแผ่ขยายกว้างยิ่งกว่าเดิม ลาซิเฟียถูกแรงหมัดกดทับร่างอย่างหนักหน่วง ร่างกายที่ปวดรวดร้าวอยู่แล้วราวกับปริแตกกระจาย กระดูกทั่วร่างคล้ายเกิดรอยร้าวล้วนให้ความรู้สึกเจ็บปวดเกินคณานับ หมัดของอสูรกายยังคงกดผืนธรณีอยู่อย่างนั้น “บ่นพึมพำอะไรของเจ้า!!” ผู้นำเยติกล่าวตะโกนก้อง แววตาคู่นั้นแฝงแรงอาฆาตอันรุนแรง รังสีฆ่าฟันปกคลุมทั่วบริเวณให้ความรู้สึกเย็นเยียบทั่วทั้งร่าง แค่การกล่าวตะโกนของมัน ทะเลเลือดโดยรอบก็เกิดคลื่นสั่นกระเพื่อม “สังหารบุตรชายข้า! ไล่ล่าเผ่าพันธุ์ข้า! การกระทำของพวกเจ้าครั้นอดีตยังไม่พอใจอีกหรืออย่างไร!! มนุษย์อันต่ำตมและเลวทราม!!!” ผู้นำเยติยิ่งส่งแรงกดหมัดรุนแรงมากขึ้น มันทุ่มสุดกำลังลงในหมัดนี้เพื่อระบายโทสะที่ให้ความรู้สึกโกรธาจนแทบคลั่ง ผู้นำเยติถอนหมัดออก ต่อให้มันต่อยมนุษย์ผู้นี้ไปอีกนับร้อยนับพันครั้งย่อมไม่รู้สึกสาแกใจ การสูญเสียบุตรชายคือรอยแผลใจที่มิอาจรักษาได้ ความโกรธเกรี้ยวปกคลุมจิตใจจนมิอาจควบคุมอารมณ์ เคี้ยวคมยาวกัดกระทบกันอย่างแนบแน่น ในช่วงเวลานั้นเองที่มันคล้ายเบิกตากว้างขึ้น เมื่อได้มองลงไป ณ หลุมที่เกิดจากการต่อย กลับปรากฏว่า เรือนร่างของมนุษย์ผู้นั้นยังไม่ได้แหลกเละแต่อย่างใด ทว่า มันดูสาหัสปางตายอย่างแน่นอน “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้าฆ่าบุตรชายข้าได้อย่างไร” ผู้นำเยติกล่าวอย่างเดือดดาล ลาซิเฟียรู้สึกราวกับแหลกเลวคล้ายละเอียดเป็นน้ำ ถึงกระนั้นเธอกลับคงสติเอาไว้ได้ แม้จะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงแขนและขาแล้วก็ตาม แม้อีกครึ่งก้าวจะเดินเข้าสู่ประตูยมโลก ดวงใจน้อยๆยังคงคิดถึงแต่เขา ภาพความทรงจำอันขื่นขมระทมทวนวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชีวิตที่ได้ใช้อยู่บนสรวงสวรรค์ การผ่านพ้นเรื่องราวเจ็บช้ำน้ำใจมากมาย การทนด่าต่อคำกล่าวประณามของเทพองค์อื่นไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กหรือผู้ใหญ่ เรื่องราวน่าอับอายที่เทพองค์อื่นหยิบอื่นเข้ามา ท้ายสุดของความทรงจำเหล่านั้น เด็กชายชุดสีดำขลับกลับกลายเป็นภาพสุดท้าย ความรู้สึกในอ้อมกอดของเขาในวันนั้นวาบผ่านเข้ามา ร่างกายราวกับไม่ตอบสนอง สองมือของลาซิเฟียพยายามคว้าจับอากาศธาตุราวกับพยายามโอบกอดบางสิ่ง แม้เธอจะไม่สามารถรู้สึกได้ถึงกระดูกในร่างกายแล้วก็ตาม แม้จะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังแล้วก็ตาม ความผูกพันธ์และความศรัทธากลับส่งให้มือคู่นั้นกระทำเช่นนั้นไป  ริมฝีปากเผยอออก “ข้ารอท่านมาตลอด…” น้ำเสียงแผ่วเบาอย่างยิ่ง เพียงสายลมพัดผ่านล้วนกลบคำเหล่านั้นได้หมด หัวหน้าเยติรู้สึกโกรธายิ่งกว่าเก่า รอยยิ้มเหี้ยมปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ในเมื่อทนทานนัก” หนึ่งหมัดถูกง้างออก พลังต่างไหลเวียนไปที่กำปั้นในครั้งนี้ ในช่วงเวลานั้นเองที่ลาซิเฟียพยุงกายขึ้นมาในฉับพลัน เยติหลายตัวรูม่านตาต่างขยายกว้าง แต่เดิมเธอก็มีบาดแผลสาหัสอยู่แล้ว หลังจากถูกหมัดของหัวหน้าเผ่าไป หญิงสาวสมควรตกตายในทันที ทว่า เรื่องราวน่าเหลือเชื่อกับเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน นิ้วชี้ของลาซิเฟียปรากฏเสียงสีทองอร่ามส่องประกายวิบวับดั่งดวงดารา เธอไม่รู้สึกถึงร่างกายอย่างแท้จริง แขน,ขา,กระดูก เห็นทีคงมีเพียงลมหายใจอันเบาบางเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้ ในขณะนี้คงมีเพียงความอ่อนล้าทางจิตใจเท่านั้น เพราะร่างกายเหมือนไม่มีอยู่แล้ว!! ทั้งที่รู้สึกเหมือนไม่มีร่างกายหากแต่เรือนร่างของหญิงสาวกลับเดินเข้าหากองทัพเยติอย่างเชื่องช้ายิ่ง นิ้วชี้ตวัดผ่านอากาศธาตุหนึ่งคราว ในสายตาของเยติทุกตัวล้วนเห็นเพียงการตวัดนิ้วแค่หนึ่งครั้งหรือแม้กระทั่งลาซิเฟียก็เห็นเช่นนั้น ในเมื่อไม่สามารถสัมผัสได้ถึงร่างกาย เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้ตวัดนิ้วชี้ไปกี่ครั้งแล้ว ฉูดดดดด เสียงมวลโลหิตดังสาดกระจายก้องพลางกลุ่มก้อนโลหิตระลอกใหญ่อาบทะลักออกมาจากหัวหน้าเยติ ใบหน้าของมันราวกับประมวลผลไม่ทันกาล แววตาปรากฏอาการประหวั่นพรั่นพรึงถึงขีดสุด บาดแผลลึกเผยให้เห็นทั่วทั้งร่างราวกับถูกของมีคมบาดลึกเป็นทางยาวนับหลายสิบแผล โฮกกกกกก เสียงคำรามอย่างโหยหวนดังก้องกังวาล หัวหน้าเยติพุ่งทะยานเข้าใส่ลาซิเฟียอย่างสุดกำลัง เจตนาจะฆ่าให้ตกตาย  ในชั่วพริบตานั้น นิ้วชี้ก็ได้ตวัดอากาศไปอีกครา ฉูดดดดดดดดดดดดด เสียงโลหิตกลุ่มใหญ่พุ่งทะลักดังบาดแก้วหูราวกับน้ำตกหลายพันชั้น บาดแผลรอบนี้ลึกยิ่งกว่าเก่าและมากมายยิ่งกว่าเดิม ภายใต้อำนาจพลังของ “แสงหนึ่งดัชนีแห่งสรวงสวรรค์” มันทะลวงผ่านเนื้อหนังดุจแกร่งกล้าของเยติราวกับตัดเต้าหู้ เสียงของก้อนเนื้อตกกระทบพื้นดังขึ้น ตุบ ตุบ ตุบ พลางพร้อมกับเสียงตกกระทบทะเลโลหิตเบื้องล่าง ทะเลเลือดเกิดคลื่นสั่นกระเพื่อมเนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่โต แววตาของเหล่าเยติคล้ายเบิกโตกว้าง ในครรลองสายตา หัวหน้าเยติได้ถูกตัดออกหลายสิบส่วน จิตสังหารโพยพุ่งทะลักล้น พวกมันที่อยู่ห่างจากลาซิเฟียราวห้าร้อยเมตรพลันพุ่งทะยานเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แท้จริงแล้ว หัวหน้าเยตินั้นมีที่มาไม่ธรรมดา มันคือมือขวาของหนึ่งในสิบขุนพลเทพปีศาจสวรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเยตินับหมื่น พวกมันล้วนเสียขวัญกำลังใจ ช่วงเวลานี้ขอเพียงแค่สังหารมนุษย์เบื้องหน้าก็เป็นพอ!! ลาซิเฟียเอนเอียงคล้ายจะล้มพับลง ทั้งที่เธอไม่รู้สึกถึงร่างกายเลยสักนิด แต่ทว่า เรือนร่างของเธอกลับขยับไปมาอย่างไร้สาเหตุ แม้กระทั่งพลังที่ไม่สามารถสัมผัสได้อีกแล้วยังถูกใช้ออกโดย “แสงหนึ่งดัชนีแห่งสรวงสวรรค์” ทั้งที่กระบวนท่านี้กลืนกินพลังเวทย์ไปมาก หากแต่เธอกลับใช้มันออกมาได้คล้ายกับว่ามีพลังงานลึกลับบางอย่าง สติยิ่งมายิ่งเลือนลางขึ้นเรื่อยๆ ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นเอง ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็ได้กลายเป็นความมืดมิดโดยสมบูรณ์ ลาซิเฟียสิ้นสติลง หญิงสาวฝืนร่างกายตัวเองนานเกินไป เธอสมควรหยุดพักตั้งแต่สังหารสัตว์อสูรเกือบล้านตัวแล้ว ในช่วงเวลานั้นเองที่เรือนร่างบอบบางกำลังร่วงหล่น หนึ่งมือก็ได้โอบร่างของเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน บุรุษยิ่งโอบร่างของลาซิเฟียเข้าใกล้ตนเองมากขึ้น เขารู้สึกเหมือนกำลังโอบเนื้อหนังเท่านั้นราวกับอุ้มของเหลวอยู่เลย ฉับพลันนั้น เขากลับสามารถสัมผัสได้ถึงพลังสายหนึ่งที่ไหลเวียนในร่างของเธอ มันคงรูปร่างกายของลาซิเฟียเอาไว้ได้อย่างน่าประหลาด “พยายามได้ดีมาก” กาติรัสกล่าวออกด้วยอารมณ์อันซับซ้อน ฉับพลัน แววตาอันล้ำลึกแฝงไปด้วยแรงอาฆาตค้ำฟ้า จิตสังหารปกคลุมน่านนภาสร้างแรงกดดันอย่างหนักหน่วง แววตาคู่นั้นทอดมองโลกเบื้องหน้าอย่างทรนง “ทำร้ายสหายของข้า! สมควรสูญพันธุ์!!” ..สเตตัสปัจจุบัน...
    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์เลเวล:10,001 พลังกาย:50,124,120 พลังเวทย์:51,190,040 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ 

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน