ยามซวีล่วงเลยเข้าสู่ยามห้าย (๒๑.๐๐ - ๒๓.๐๐ น.) พายุหิมะเหนือลานกว้างของย่านผิงคังในนครฉางอันพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าความหนาวเหน็บจากฟากฟ้ากลับไม่อาจดับความร้อนระอุของจิตสังหารที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือดเบื้องหน้าหอคณิกาชุนเฟิงได้เลยแม้แต่น้อย
ผู้คนและเหล่านางคณิกาที่เคยเดินขวักไขว่หาความสำราญ บัดนี้ต่างวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ทิ้งให้ถนนหินสลักอันกว้างขวางกลายเป็นสมรภูมิเลือดของยอดฝีมือ เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ ประดุจเสียงอสนีบาตฟาดฟันลงมากลางเมืองหลวง
"ส่ง 'จี้หยก' ชิ้นนั้นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้! ถ้ายอมส่งมาดีๆ ข้าจะเหลือซากศพที่ครบถ้วนไว้ให้เจ้า ไปฝังรวมกับพวกลูกศิษย์ที่เจ้าเพิ่งวางยาพิษฆ่าล้างสำนักไปอย่างไรเล่า ฟางเจี้ยน!"
ชายหน้าบากสามรอยแผดเสียงตะโกนลั่นดุจสัตว์ร้ายคำราม นัยน์ตาของมันเบิกกว้างด้วยความโลภและหิวกระหาย ในมือของมันกวัดแกว่งง้าววงเดือนเล่มเขื่อง ฟาดฟันเข้าใส่ร่างของอดีตเจ้าสำนักดาบวายุคลั่งอย่างไม่ลดละ ทุกกระบวนท่าแฝงไปด้วยพลังปราณที่รุนแรงจนเกล็ดหิมะรอบด้านแตกกระจาย
"ฝันไปเถอะไอ้สวะหน้าบาก! จี้หยกชิ้นนี้คือสมบัติของข้า! ใครหน้าไหนที่กล้ามาแย่งชิง มันผู้นั้นต้องตาย!"
ฟางเจี้ยนตวาดกลับด้วยความโกรธเกรี้ยวและจนตรอก มันกระชับดาบเล่มใหญ่ในมือแน่น ตวัดรับการโจมตีของศัตรูอย่างทุลักทุเล แม้ว่ามันจะมีวรยุทธที่ล้ำลึก แต่การที่ต้องหลบซ่อนตัวและเพิ่งผ่านการต่อสู้จนกระเด็นตกลงมาจากชั้นสองของหอคณิกา ทำให้ลมปราณของมันปั่นป่วนไม่น้อย ใบหน้าคมเข้มของอดีตเจ้าสำนักบิดเบี้ยวด้วยความอาฆาตแค้น ดาบในมือฟาดฟันสวนกลับไปหมายจะบากหน้าศัตรูให้ขาดสะบั้น
"เคร้งงง! ตูมมม!"
ง้าวและดาบปะทะกันอย่างจัง คลื่นกระแทกจากพลังวัตรของทั้งสองแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง กระเบื้องหลังคาของร้านรวงแถวนั้นร่วงหล่นแตกกระจาย โคมไฟกระดาษสีแดงที่ประดับประดาอยู่หน้าหอชุนเฟิงถูกแรงลมฉีกขาดกระจุยกระจาย
ณ มุมมืดของตรอกฝั่งตรงข้าม ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบก้าว ไป๋หย่งเจิ้งและหานฉู่ฉู่ในคราบคุณชายหน้าหยกกำลังยืนหลบซ่อนตัวอยู่หลังเสาหินขนาดใหญ่ สายตาของมังกรหนุ่มจับจ้องการต่อสู้เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
ไป๋หย่งเจิ้งนั้น ไร้ซึ่งวิชาตัวเบา อย่างสิ้นเชิง เขาไม่อาจกระโดดเหาะเหินเดินอากาศหรือพลิก้วตัวหลบหลีกดุจสายลมเหมือนชาวยุทธคนอื่นๆ ได้ ดังนั้น การเคลื่อนไหวของเขาจึงต้องอาศัยเพียงพละกำลังช่วงขาอันแข็งแกร่ง และฝีเท้าที่หนักแน่นมั่นคงในการวิ่งและหลบซ่อนตัว ทว่าสิ่งที่เขามีทดแทนคือประสาทสัมผัสที่เฉียบคมและ 'ลมปราณบ่มตะวัน' ที่กำลังไหลเวียนอยู่ภายในจุดตันเถียน
"คุณหนูหาน... ดูเหมือนว่าไอ้หน้าบากนั่นจะมีฝีมือไม่ธรรมดา มันสามารถกดดันเจ้าสำนักดาบวายุคลั่งให้อยู่ในฝ่ายตั้งรับได้" หย่งเจิ้งกระซิบเสียงเครียด มือหนากำด้าม 'ดาบเหล็กดำ' ที่สะพายอยู่ด้านหลังไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ
หานฉู่ฉู่ขมวดคิ้วเรียวสวย นัยน์ตากลมโตของนางกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย "ไป๋หย่งเจิ้ง... สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงแล้ว เจ้าลองสัมผัสถึงรังสีอำมหิตที่กำลังพุ่งตรงมาทางนี้สิ... เสียงปะทะกันของพวกมัน ดึงดูดพวก 'แร้งกา' มาแล้ว!"
และก็เป็นดั่งที่คุณหนูแห่งสำนักกระบี่ทักษิณกล่าวเตือน!
ยังไม่ทันที่ฟางเจี้ยนและชายหน้าบากจะได้รู้ผลแพ้ชนะ จู่ๆ ท่ามกลางพายุหิมะบนหลังคาของอาคารรอบด้าน ก็ปรากฏเงาร่างของบุคคลอีกสามคน พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาสู่ลานกว้างเบื้องล่างประดุจดาวตก!
"ตึง! ตึง! ตึง!"
ร่างทั้งสามกระแทกลงสู่พื้นหิมะอย่างรุนแรงจนเกิดรอยบุ๋มลึก ลมปราณอันกล้าแข็งแผ่ซ่านออกมาจากตัวพวกเขาทั้งสาม กดทับให้บรรยากาศในย่านผิงคังหนักอึ้งจนแทบจะหายใจไม่ออก การปรากฏตัวของพวกเขาสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ฟางเจี้ยนและชายหน้าบากจนต้องกระโดดผละออกจากกันทันที
ผู้มาใหม่ทั้งสาม ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนและเป็นที่หวาดหวั่นในนครฉางอัน!
"นั่นมัน... แย่แล้วหย่งเจิ้ง!" หานฉู่ฉู่เบิกตากว้าง นางรีบขยับเข้ามากระซิบที่ข้างหูของมังกรหนุ่มอย่างรวดเร็ว "สามคนนั่น คือยอดฝีมือแห่งเมืองหลวงที่ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟัง! คนซ้ายมือที่สวมชุดหนังคลุมไหล่ ถือดาบโค้งเล่มใหญ่ นั่นคือ 'ตวนมู่เฟิง' เจ้าของฉายาดาบคลั่ง! เพลงดาบของมันดิบเถื่อนและบ้าเลือดที่สุดในฉางอัน!"
หย่งเจิ้งปรายตามองตามคำบอกเล่า ชายที่ชื่อตวนมู่เฟิงมีดวงตาแดงก่ำราวกับคนวิกลจริต มันกำลังเลียริมฝีปากตัวเองพลางจ้องมองฟางเจี้ยนราวกับมองก้อนเนื้อชิ้นโต
"ส่วนคนที่ยืนอยู่ตรงกลาง สวมชุดบัณฑิตสีฟ้าและถือพัดเหล็ก... นั่นคือ 'กงซุนป๋อ' หรือพัดเหล็กปลิดวิญญาณ!" หานฉู่ฉู่อธิบายต่อ "ภายนอกดูเหมือนปัญญาชน ทว่าพัดเหล็กในมือของมันซ่อนเข็มพิษและใบมีดโกนเอาไว้เต็มไปหมด เป็นพวกเจ้าเล่ห์เพทุบายและรับมือยากที่สุด"
"และไอ้ร่างยักษ์ที่อยู่ทางขวานั่นเล่า?" หย่งเจิ้งถามเสียงต่ำ ทอดสายตาไปยังบุรุษร่างกำยำสูงเกือบเจ็ดฟุต ท่อนบนเปลือยเปล่าท้าทายลมหนาว มัดกล้ามเนื้อปูดนูนราวกับสกัดจากหินผา ที่สันหมัดทั้งสองข้างสวมสนับมือเหล็กหนาเตอะ
"นั่นคือ 'เถี่ยนิว' หมัดสะท้านขุนเขา!" นางตอบด้วยน้ำเสียงกังวล "มันมีกำลังช้างสาร เพียงหมัดเดียวก็สามารถทุบกะโหลกวัวกระทิงให้แหลกละเอียดได้ ร่างกายของมันฝึกฝนวิชาคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้า!"
ยอดฝีมือทั้งสามที่เพิ่งมาถึง ไม่รอช้าให้เสียเวลา กงซุนป๋อผู้ถือพัดเหล็กก้าวออกมาเบื้องหน้า แสยะยิ้มเย็นชาพลางชี้พัดไปที่ฟางเจี้ยน
"ฟางเจี้ยนเอ๋ยฟางเจี้ยน... เจ้าอุตส่าห์ลงทุนวางยาพิษฆ่าศิษย์ทั้งสำนักเพื่อแกล้งตาย หมายจะครอบครองจี้หยกนั่นไว้เพียงผู้เดียว ทว่าสวรรค์กลับไม่เข้าข้างคนชั่ว! บัดนี้ความลับของเจ้าถูกเปิดโปงแล้ว... ส่งจี้หยกชิ้นนั้นมาให้พวกข้า แล้วข้าจะสับเจ้าเป็นชิ้นๆ อย่างรวดเร็วโดยไม่ให้ต้องทรมาน!"
"ถุย! ไอ้พวกหน้าไหว้หลังหลอก! พวกแกก็อยากได้สุดยอดวิชาเหมือนกันนั่นแหละ อย่ามาทำเป็นพูดจาอวดอ้างคุณธรรม!" ฟางเจี้ยนตวาดลั่น แม้จะตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูถึงสี่คน แต่มันก็ไม่มีทางยอมจำนน
"ในเมื่อไม่ให้ ก็จงตายเสียเถอะ!" ตวนมู่เฟิงแผดเสียงคำราม มันกระโจนพรวดเข้าใส่ฟางเจี้ยนเป็นคนแรก ดาบโค้งในมือฟาดฟันลงมาด้วยแรงมหาศาล!
ฟางเจี้ยนยกดาบขึ้นรับ แต่ในวินาทีเดียวกัน เถี่ยนิวร่างยักษ์ก็พุ่งเข้ามาประชิดตัว ชกหมัดเหล็กที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณเข้าใส่สีข้างของอดีตเจ้าสำนักอย่างจัง! ชายหน้าบากสามรอยไม่ปล่อยให้เสียโอกาส มันตวัดง้าววงเดือนหมายจะตัดลำคอของฟางเจี้ยน ส่วนกงซุนป๋อก็สะบัดพัดเหล็ก ซัดเข็มพิษนับสิบเล่มเข้าใส่จุดตายรอบทิศทาง!
"เปรี้ยงงง! ฉึกๆๆ! อ๊ากกก!"
การต่อสู้ทวีความดุเดือดและรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ ลานกว้างหน้าหอคณิกากลายเป็นนรกบนดิน เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นย้อมหิมะสีขาวให้กลายเป็นสีชาด ฟางเจี้ยนถูกรุมกินโต๊ะจนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ ทว่าด้วยพลังใจที่ยึดติดกับจี้หยก มันจึงบ้าคลั่งฟาดฟันดาบตอบโต้จนชายหน้าบากถูกฟันเข้าที่หัวไหล่ เลือดสาดกระจาย!
ไป๋หย่งเจิ้งยืนกำหมัดแน่นอยู่หลังเสาหิน เหงื่อเย็นๆ ผุดซึมขึ้นมาบนหน้าผากแม้จะอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ
เขาตระหนักได้อย่างชัดเจนแล้วว่า บัดนี้สถานการณ์ได้กลายเป็น 'วิกฤต' อย่างแท้จริง!
ในตอนแรก เขาหวังจะอาศัยความชุลมุนลอบเข้าไปแย่งชิงจี้หยกชิ้นที่สามมา ทว่าภาพความบ้าคลั่งเบื้องหน้าทำให้เขาต้องทบทวนใหม่ จี้หยกชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ชาวยุทธทุกคนต่างถวิลหาและพร้อมจะเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิงมันมา การได้ครอบครองมันในเวลานี้ ไม่ต่างอะไรกับการแขวน 'ตรามรณะ' ไว้บนคอ! หากเขาวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปแย่งมันมา ต่อให้เขามี 'ลมปราณบ่มตะวัน' ถึงขั้นที่สาม ก็ไม่อาจรอดพ้นจากการถูกยอดฝีมือทั้งเมืองหลวงรุมสับจนกลายเป็นเศษเนื้อได้อย่างแน่นอน
"ข้าควรทำอย่างไรดี..." หย่งเจิ้งพึมพำกับตัวเอง ฟันกรามบดเข้าหากันแน่น ความมุ่งมั่นที่จะรวบรวมจี้หยกเพื่อแก้แค้นให้บิดาตีรวนกับสติสัมปชัญญะที่ร้องเตือนถึงอันตราย
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความลังเลกำลังเกาะกินหัวใจของมังกรหนุ่มนั้นเอง...
กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวา (ดอกหอมหมื่นลี้) ที่แสนจะบริสุทธิ์และเย็นเยียบ ก็โชยมาแตะจมูก!
หย่งเจิ้งสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณนักสู้ทำให้เขาเตรียมจะชักดาบ ทว่าน้ำเสียงที่ไพเราะดุจระฆังแก้วและคุ้นหูอย่างประหลาด กลับดังแว่วขึ้นมาจากด้านหลังของเขา... ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นของลมหายใจ!
"อย่าได้คิดจะก้าวออกไปเชียว... หากเจ้าไม่อยากกลายเป็นศพไร้ญาติรายต่อไปในนครฉางอันแห่งนี้"
หย่งเจิ้งและหานฉู่ฉู่หันขวับกลับไปมองเบื้องหลังพร้อมกัน ดวงตาของทั้งสองเบิกกว้างเมื่อพบกับสตรีผู้มีรูปร่างอ้อนแอ้นและงดงามหมดจด สวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ประดุจเทพธิดาที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์ ใบหน้านวลลออใต้แสงจันทร์สลัวนั้นไร้ซึ่งที่ติ...
นางคือ 'ยวี่ยั่นฉาน' นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้า!
นางปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลังของพวกเขาตั้งแต่เมื่อใด ไม่มีใครอาจล่วงรู้ได้ วิชาตัวเบาของนางลึกล้ำจนไร้สุ้มเสียงประดุจวิญญาณ หย่งเจิ้งที่ไร้ซึ่งวิชาตัวเบา ย่อมไม่อาจสัมผัสถึงการมาเยือนของนางได้เลยหากนางไม่ส่งเสียงพูด
ยวี่ยั่นฉานทอดสายตามองไปยังลานสังหารเบื้องหน้าด้วยความเย็นชา ก่อนจะเอ่ยเตือนสติบุรุษหนุ่มด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่น "ไป๋หย่งเจิ้ง... ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการจี้หยกชิ้นนั้นมากเพียงใด ทว่าเจ้าจงมองดูความบ้าคลั่งของเดรัจฉานพวกนั้นเถิด... หากเจ้าก้าวออกไปและได้ครอบครองจี้หยกในเวลานี้ เจ้าก็จะกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของชาวยุทธนับพันในเมืองหลวง พวกมันจะหันมารุมฉีกทึ้งเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก... การเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อเศษหินเพียงก้อนเดียวในตอนนี้ ถือว่าได้ไม่คุ้มเสียอย่างยิ่ง"
หย่งเจิ้งนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง คำพูดของนางเซียนแทงทะลุความดื้อรั้นของเขาอย่างจัง ทุกถ้อยคำล้วนเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ การบุ่มบ่ามเข้าไปชิงของในขณะที่ยอดฝีมือระดับแนวหน้ากำลังรุมแย่งชิงกันอยู่ ถือเป็นการกระทำของคนโง่เขลา
ทว่าสิ่งที่ทำให้หย่งเจิ้งประหลาดใจที่สุด กลับไม่ใช่คำเตือนของยวี่ยั่นฉาน... แต่เป็นปฏิกิริยาของสตรีข้างกายเขาต่างหาก!
หานฉู่ฉู่ คุณหนูใหญ่แห่งสำนักกระบี่ทักษิณ ผู้ซึ่งมักจะแสดงความหึงหวงและคอยกีดกัน จิกกัดยวี่ยั่นฉานอยู่เป็นนิจ บัดนี้นางกลับพยักหน้าอย่างช้าๆ แววตาของนางแฝงไปด้วยความกังวลและห่วงใยในตัวหย่งเจิ้งอย่างแท้จริง
"แม้ข้าจะเกลียดท่าทางเย่อหยิ่งและทำตัวสูงส่งของนาง..." หานฉู่ฉู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวเล็กน้อย ทว่าก็ยอมจำนนต่อเหตุผล "แต่ครั้งนี้นางพูดถูก ไป๋หย่งเจิ้ง... เจ้าไม่มีวิชาตัวเบา หากเจ้าได้จี้หยกมา เจ้าก็ไม่มีทางวิ่งหนีพ้นจากการตามล่าของพวกมันหรอก เราไม่ควรเอาชีวิตไปทิ้งที่นี่ ปล่อยให้พวกสุนัขลอบกัดพวกนั้น ฆ่าฟันกันเองแย่งกระดูกไปเถิด"
ไป๋หย่งเจิ้งทอดสายตามองสตรีทั้งสองที่ยืนขนาบข้าง แม้พวกนางจะไม่ลงรอยกัน แต่ในยามวิกฤต พวกนางกลับมีเป้าหมายเดียวกันคือการปกป้องชีวิตของเขา มังกรหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนจะผ่อนคลายมือที่กำด้ามดาบลง
"พวกเจ้าทั้งสองคนพูดถูก..." หย่งเจิ้งเอ่ยเสียงหนักแน่น "การเข้าไปชิงจี้หยกในตอนนี้ มีแต่จะทำให้พวกเราต้องตายเปล่า ข้าจะยอมปล่อยมันไปก่อน... แต่ถึงอย่างไรเสีย บัดนี้ร่องรอยของจี้หยกชิ้นนี้ก็ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ว่าใครจะได้มันไปครอบครองในคืนนี้ ขอเพียงเราคอยจับตาดูและสืบหาเบาะแส... ภายภาคหน้า เราย่อมต้องหาจังหวะชิงมันกลับมาได้อย่างแน่นอน!"
เมื่อตัดสินใจได้เด็ดขาด ไป๋หย่งเจิ้งก็ไม่คิดจะรั้งรอให้เสียเวลาหรือรอให้พวกยอดฝีมือหันมาเจอพวกเขา เขาหันหลังให้กับการต่อสู้ที่กำลังทวีความรุนแรงและป่าเถื่อนขึ้นทุกขณะ
"พวกเรากลับไปตั้งหลักที่โรงเตี๊ยมกันก่อนเถิด ที่นี่อันตรายเกินไปแล้ว"
กล่าวจบ ไป๋หย่งเจิ้งก็หมุนตัวเดินนำหน้า อาศัยฝีเท้าที่หนักแน่นและว่องไว เดินลัดเลาะไปตามเงามืดของตรอกซอกซอย เพื่อมุ่งหน้ากลับไปยัง 'โรงเตี๊ยมหลิวหน้าเลือด' โดยมีหานฉู่ฉู่เดินตามหลังไปติดๆ
และโดยไม่คาดคิด ยวี่ยั่นฉาน นางเซียนผู้สูงส่ง ก็ได้ก้าวเท้าเดินตามหลังมังกรหนุ่มไปติดๆ เช่นเดียวกัน ท่ามกลางพายุหิมะที่โปรยปราย การเดินทางกลับโรงเตี๊ยมในค่ำคืนนี้ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามประสาทระหว่างสองยอดหญิงงาม ที่พร้อมจะฟาดฟันกันด้วยวาจาเผ็ดร้อน เพื่อชิงตำแหน่งในหัวใจของบุรุษเพียงคนเดียว!
หลังจากเดินลัดเลาะฝ่าลมหนาวออกมาจากย่านผิงคังได้เพียงชั่วครู่ หานฉู่ฉู่ที่เดินขนาบข้างไป๋หย่งเจิ้งก็อดรนทนไม่ไหว นางหยุดฝีเท้าลงกะทันหันก่อนจะหันขวับไปเผชิญหน้ากับสตรีชุดขาวที่เดินตามมาเงียบๆ ดุจเงาตามตัว
"นี่แม่นางยวี่... เหตุใดท่านถึงยังเดินตามพวกเรามาอีก?" หานฉู่ฉู่เชิดหน้าขึ้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวที่พยายามดัดให้ทุ้มต่ำในคราบของคุณชายหน้าหยก ทว่าแววตาเกรี้ยวกราดนั้นคือสตรีที่กำลังหึงหวงอย่างชัดเจน "เรื่องที่หน้าหอคณิกาชุนเฟิงถือว่าจบลงแล้ว พวกเรากำลังจะกลับที่พัก การที่สตรีที่ยังไม่ออกเรือนอย่างท่าน เดินตามบุรุษกลับไปยังโรงเตี๊ยมในยามวิกาลเช่นนี้ มันผิดประเพณีอันดีงามของสตรีต้าถังนะ ท่านไม่อายฟ้าดินบ้างหรือ?"
ยวี่ยั่นฉานหยุดยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ใบหน้างดงามหมดจดประดุจเทพธิดาของนางยังคงเรียบเฉย ทว่าริมฝีปากอวบอิ่มกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นและเหนือกว่า
"ประเพณีอันดีงามงั้นหรือ?" นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใส "คุณหนูหานช่างมีคุณธรรมสูงส่งนัก ทว่าสถานการณ์ในยุทธภพตอนนี้หาใช่เวลามามัวห่วงจารีตประเพณีไม่... คุณชายไป๋หย่งเจิ้งแม้วรยุทธจะกล้าแข็ง แต่เขายังคงอ่อนต่อโลกและไร้เล่ห์เหลี่ยมในการรับมือกับความชั่วร้ายของชาวยุทธ การปล่อยให้เขากลับไปคิดอ่านเพียงลำพัง หรือปรึกษากับผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่ง... ข้าเพียงแค่ขอตามเขากลับไปเพื่อช่วย ‘วางแผน’ รับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็เท่านั้น"
คำว่า 'ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์' กระแทกเข้ากลางใจหานฉู่ฉู่เต็มๆ! คุณหนูใหญ่แห่งสำนักกระบี่ทักษิณกัดฟันกรอด นางรู้ดีว่ายวี่ยั่นฉานกำลังหลอกด่าว่านางไร้สติปัญญาที่จะช่วยไป๋หย่งเจิ้ง
"ทะนงตัวเกินไปแล้ว! ข้าก็สามารถช่วยเขาวางแผนได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพานางเซียนที่เอาแต่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอย่างท่านมาช่วยชี้แนะหรอก!" หานฉู่ฉู่ตวาดกลับเสียงแข็ง "กลับสำนักของท่านไปเสียเถิด ที่นี่ไม่มีธุระอันใดให้ท่านต้องสอดมือเข้ามายุ่ง!"
"เรื่องนี้ควรให้คุณชายไป๋เป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่ท่าน" ยวี่ยั่นฉานปรายตามองไปทางหย่งเจิ้งที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ตรงกลาง
ทว่ายังไม่ทันที่มังกรหนุ่มจะได้เอ่ยปากห้ามทัพ หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ สตรีทั้งสองก็เมินเฉยต่อเขาโดยสิ้นเชิง พวกนางต่างคนต่างสะบัดหน้าหนี และก้าวเท้าเดินขนาบซ้ายขวาตามติดไป๋หย่งเจิ้งมุ่งหน้าสู่โรงเตี๊ยมต่อไป โดยไม่คิดจะรอฟังคำอนุญาตจากเขาเลยแม้แต่น้อย หย่งเจิ้งได้แต่ถอนหายใจยาว ส่ายหน้าเบาๆ แล้วก้มหน้าก้มตาเดินนำไปท่ามกลางพายุหิมะ
ตลอดเส้นทางที่มืดมิด สงครามน้ำลายระหว่างสองยอดหญิงงามก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเผ็ดร้อน...
"ข้าได้ยินมาว่า อาจารย์ของท่านแห่งผาอิงจันทร์ ครองตนเป็นโสดมาเนิ่นนาน วางตัวเป็นผู้ทรงศีลที่ไม่แยแสต่อกามารมณ์และไม่สนใจบุรุษเพศหน้าไหนทั้งสิ้น..." หานฉู่ฉู่เริ่มเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง แววตาของนางแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน "ในฐานะศิษย์เอกที่สืบทอดวิชามาจากนาง ท่านเองก็คงจะเดินตามรอยอาจารย์ เป็นสตรีที่ตัดขาดจากทางโลกและไม่สนใจบุรุษเช่นเดียวกันกระมัง? ถ้าเช่นนั้น ท่านจะมาตามติดไป๋หย่งเจิ้งอยู่ทำไมกัน?"
คำพูดที่จี้ใจดำหมายจะกันท่า ทำให้ยวี่ยั่นฉานหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย ทว่านางหาได้สะทกสะท้านไม่ นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้าหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก
"ท่านเข้าใจผิดแล้วคุณหนูหาน... อาจารย์ของข้าเพียงแค่ยังไม่พบบุรุษใดในแผ่นดินที่เพียบพร้อมและคู่ควรพอให้นางสนใจต่างหาก นางหาได้รังเกียจบุรุษเพศไม่..." ยวี่ยั่นฉานจงใจทอดสายตาหวานล้ำมองไปยังแผ่นหลังกว้างของไป๋หย่งเจิ้งที่เดินนำหน้าอยู่ "และที่สำคัญ... อาจารย์ก็ไม่เคยออกกฎห้ามข้ามิให้ 'แต่งงาน' ออกเรือนเสียหน่อย หากข้าพบบุรุษที่มีคุณธรรมและความกล้าหาญ ข้าย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกเดินในเส้นทางของสตรีธรรมดา"
กล่าวจบ ยวี่ยั่นฉานก็หันกลับมาส่งยิ้มเย็นเยียบให้หานฉู่ฉู่ ก่อนจะสวนกลับบ้าง "ในทางกลับกัน... ข้าได้ยินมาว่า สำนักกระบี่ทักษิณของท่าน มีกฎเกณฑ์เข้มงวด รับแต่ศิษย์สตรีล้วน และไม่อนุญาตให้บุรุษก้าวล่วงเข้าไปในสำนักเด็ดขาด... การที่ท่านเติบโตมาท่ามกลางดงสตรีเช่นนั้น คงไม่ใช่ว่า... แท้จริงแล้วท่านมีความสนใจเฉพาะ 'สตรี' ด้วยกันหรอกนะ? ถึงได้มีท่าทีหวงก้างและตั้งแง่กับสตรีอื่นเช่นนี้"
"นี่ท่าน...!" หานฉู่ฉู่เบิกตากว้าง หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่ถูกกล่าวหาว่ามีรสนิยมวิปริตชอบพอกับสตรีด้วยกัน นางชี้หน้ายวี่ยั่นฉานจนมือสั่น "เหลวไหลสิ้นดี! ข้าหาได้เป็นพวกวิปริตเช่นนั้นไม่!"
สตรีทั้งสองต่างจ้องหน้าเขม็งใส่กัน รังสีอำมหิตและสายตาที่ฟาดฟันกันไปมา ราวกับจะก่อให้เกิดประกายไฟท่ามกลางหิมะที่เหน็บหนาว หากไม่ใช่เพราะเกรงใจไป๋หย่งเจิ้งที่เดินอยู่ด้านหน้า พวกนางคงได้ชักกระบี่ออกมาประลองกระบวนท่ากันกลางถนนเสียแล้ว
ในที่สุด ทั้งสามคนก็เดินทางมาถึง 'โรงเตี๊ยมหลิวหน้าเลือด' โรงเตี๊ยมขนาดกลางที่บัดนี้เงียบสงัดและปิดประตูงดรับแขกชั่วคราว หย่งเจิ้งพาหญิงสาวทั้งสองลัดเลาะเข้าทางประตูหลังที่เขาเปิดแง้มทิ้งไว้ มุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นสองอันเป็นห้องพักของเขา
"แอ๊ดดด..."
หย่งเจิ้งผลักบานประตูไม้เปิดออก ภายในห้องพักจุดตะเกียงน้ำมันสลัวๆ ทิ้งไว้ บรรยากาศเงียบสงบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการต่อสู้ใดๆ มังกรหนุ่มถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็น 'เสี่ยวฮวา' สาวใช้ดวงตากลมโตของเขานอนหลับตาพริ้ม หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมออยู่บนเตียงไม้หลังใหญ่
"ดูเหมือนนางจะหลับสนิทไปแล้ว..." หย่งเจิ้งพึมพำเบาๆ ก้าวเท้าเข้าไปในห้องพร้อมกับสตรีอีกสองนาง
ในคราแรก หย่งเจิ้งไม่ได้เอะใจสิ่งใด เขาคิดเพียงว่าเสี่ยวฮวาคงจะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ทว่า... เมื่อเขาก้าวเข้าไปใกล้เตียงนอน ความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว!
...ผิดปกติ! เสี่ยวฮวาเป็นเด็กสาวชาวบ้านที่เจียมเนื้อเจียมตัวและหัวอ่อนยิ่งนัก นางมักจะมองว่าตนเองเป็นเพียงสาวใช้ชั้นต่ำ ไม่มีสิทธิ์ตีตนเสมอเจ้านาย ไม่ว่าจะสั่งอย่างไร นางก็มักจะดื้อดึงปฏิเสธการนอนบนเตียงนุ่มๆ และขอนอนขดตัวอยู่บนพื้นกระดานเย็นๆ เสมอ ทุกครั้งที่ผ่านมา... เขาต้องเป็นฝ่ายใช้กำลังบังคับ หรือไม่ก็แอบ 'จี้สกัดจุด' ให้นางหลับไปเสียก่อน แล้วจึงค่อยอุ้มร่างของนางขึ้นไปวางบนเตียง...
แต่วันนี้... ข้ายังไม่ได้ทำสิ่งใดเลย เหตุใดนางถึงขึ้นไปนอนหลับอยู่บนเตียงได้เล่า?!
สัญชาตญาณระวังภัยของมังกรหนุ่มทำงานทันที! หย่งเจิ้งรีบพุ่งตัวเข้าไปที่ขอบเตียง เอื้อมมือหนาไปแตะที่บริเวณซอกคอและชีพจรของเสี่ยวฮวาเพื่อตรวจสอบอาการ
"เป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆ!" หย่งเจิ้งอุทานเสียงเครียด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น "นางไม่ได้หลับไปเอง... แต่นางถูกคน 'จี้สกัดจุดนิทรา' เอาไว้! รอยสกัดจุดนี้หนักหน่วงและแม่นยำมาก ต้องเป็นฝีมือของผู้ฝึกยุทธ!"
หานฉู่ฉู่และยวี่ยั่นฉานที่เดินตามเข้ามาได้ยินดังนั้น ก็รีบชักอาวุธประจำกายออกมาเตรียมพร้อมทันที สตรีทั้งสองหันหลังชนกัน กวาดสายตาระแวดระวังไปทั่วทุกมุมห้องอันมืดสลัว
"มีคนลอบเข้ามาในห้องนี้ในระหว่างที่พวกเราไม่อยู่!" ยวี่ยั่นฉานเอ่ยเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาคมกริบประดุจเหยี่ยวกวาดมองหาสิ่งผิดปกติ "ทว่า... ผู้ที่ลงมือนั้น มีเวลาถมเถที่จะสังหารสาวใช้ของเจ้า หรือรื้อค้นข้าวของ แต่เหตุใดจึงเพียงแค่สกัดจุดนางเอาไว้?"
ในขณะที่ทุกคนกำลังตึงเครียดและสงสัยอยู่นั้นเอง... สายตาของหานฉู่ฉู่ก็ไปสะดุดเข้ากับ 'สิ่งแปลกปลอม' บางอย่างที่วางตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนโต๊ะไม้น้ำชา กลางห้องพัก!
"หย่งเจิ้ง... เจ้าดูนั่นสิ" หานฉู่ฉู่ชี้ปลายพัดจีบไปยังโต๊ะไม้ "ของสิ่งนั้น... ก่อนที่เราจะออกไป มันเคยวางอยู่ตรงนั้นหรือไม่?"
ไป๋หย่งเจิ้งและยวี่ยั่นฉานหันไปมองตามทิศทางที่ชี้ บนโต๊ะไม้น้ำชาที่ควรจะว่างเปล่า บัดนี้กลับมี 'กล่องไม้จันทน์หอม' ใบเล็กๆ แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงวางอยู่ ด้านข้างของกล่องมีกระดาษแผ่นเล็กๆ พับสอดเอาไว้ เขียนด้วยพู่กันตวัดอักษรหนักแน่นว่า...
'มอบให้กับคุณชายไป๋เท่านั้น'
หย่งเจิ้งค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้โต๊ะไม้ด้วยความระแวดระวัง เขาไม่เคยเห็นกล่องใบนี้มาก่อน และมั่นใจว่าตอนที่เขาเดินออกจากห้องไป มันไม่ได้วางอยู่ตรงนี้อย่างแน่นอน เขายื่นมือออกไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน ก่อนจะใช้นิ้วหัวแม่มือค่อยๆ ดันสลักกล่องไม้จันทน์หอมให้เปิดออก...
และเมื่อฝากล่องเปิดอ้าออก สิ่งที่นอนนิ่งอยู่บนผ้าไหมสีแดงเนื้อดีภายในกล่อง ก็ทำเอาหัวใจของมังกรหนุ่มเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก!
มันคือ 'ชิ้นส่วนจี้หยก' สีเขียวมรกตครึ่งชิ้น ที่ถูกแกะสลักลวดลายโบราณเอาไว้อย่างงดงาม! ลวดลายและเนื้อหยกของมัน ทอประกายลึกลับสะท้อนแสงตะเกียง บ่งบอกถึงความเก่าแก่และทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
หย่งเจิ้งรีบคลี่กระดาษแผ่นเล็กที่แนบมาด้วยออกอ่าน ข้อความในนั้นเขียนเอาไว้สั้นๆ ทว่าชัดเจนและหนักหน่วงประดุจขุนเขากระแทกใจ
"นี่คือจี้หยกที่ได้มาจากเจ้าสำนักดาบวายุคลั่ง รับมันไปและเก็บเป็นความลับอย่าให้ใครรู้ จงพยายามเก็บรวบรวมให้ครบทั้ง ๔ ชิ้น แล้วหายอดวิชาลับในตำนานให้เจอ ฝึกฝนมันให้สำเร็จ... เพื่อนำวิชานั้นไปแก้แค้นให้แก่บิดาของเจ้า... จากสหายบิดาเจ้า"
ไป๋หย่งเจิ้งยืนงุนงงสับสนราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่ศีรษะ! เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหน้าหอคณิกายังคงเด่นชัดอยู่ในความทรงจำ ชาวยุทธนับพันกำลังบ้าคลั่งเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิงจี้หยกชิ้นนี้ ทว่าบัดนี้... สิ่งที่ทุกคนหมายปอง กลับมานอนนิ่งอยู่ในห้องพักของเขาอย่างง่ายดายราวกับปาฏิหาริย์!
"สหายบิดาข้า...? ใครกัน?" หย่งเจิ้งพึมพำด้วยความสับสน
ด้วยความอยากรู้และต้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริง มังกรหนุ่มจึงรีบล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อบริเวณหน้าอก แล้วหยิบเอา 'ชิ้นส่วนจี้หยกอีกสองชิ้น' ที่เขาพกติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาออกมาวางเทียบกันบนโต๊ะ!
ชิ้นแรก... คือจี้หยกชิ้นหลักที่เขาได้รับสืบทอดมาจากบิดา (ไป๋เจิ้งฉี) ก่อนตาย เป็นสมบัติที่แลกมาด้วยเลือดและชีวิตของคนในตระกูลไป๋ ชิ้นที่สอง... คือจี้หยกที่เขาได้รับมอบมาจากกัวฉงเฟิง (ซึ่งเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นท่านลุงผู้มีพระคุณ) เพื่อให้เขาใช้เป็นเบาะแสในการตามหาชิ้นส่วนที่เหลือ
เมื่อหย่งเจิ้งนำจี้หยกชิ้นใหม่ที่ได้จากในกล่อง มาวางเทียบเคียงกับสองชิ้นที่เขามีอยู่... ความจริงก็ประจักษ์แก่สายตา! เนื้อหยกสีเขียวมรกต สีสัน และพลังลมปราณแผ่วเบาที่แผ่ออกมาจากหยกทั้งสามชิ้น ล้วนเป็นชนิดเดียวกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน! พวกมันแตกต่างกันเพียงแค่รอยตัดและ 'ลวดลายโบราณ' ที่ถูกแกะสลักเอาไว้เท่านั้น ซึ่งหากนำมาประกอบกัน มันจะประสานเข้าด้วยกันได้อย่างพอดีประดุจกุญแจที่ไขเข้าแม่กุญแจ!
"นี่มัน... จี้หยกชิ้นที่สาม... เป็นของจริงไม่ผิดแน่!" หย่งเจิ้งเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นผสมความตกตะลึง
ทว่า ปฏิกิริยาของสตรีทั้งสองที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขา กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง!
"เจ้า...! เจ้ายะ... เจ้ามีของสิ่งนี้อยู่กับตัวมาตลอดเลยงั้นรึ?!"
หานฉู่ฉู่และยวี่ยั่นฉานอุทานออกมาพร้อมกัน ดวงตาของยอดหญิงงามทั้งสองเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า! นี่เป็น ครั้งแรก ที่พวกนางได้รับรู้ความจริงว่า บุรุษที่พวกนางหลงรักและห่วงใย ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามหา... แต่เขาคือ 'ผู้ครอบครอง' ชิ้นส่วนจี้หยกในตำนานถึงสองชิ้น (และบัดนี้กลายเป็นสามชิ้น) เอาไว้กับตัว!
ในแววตาของสตรีทั้งสอง หาได้มีความโลภหรือความต้องการที่จะแย่งชิงสมบัติล้ำค่าตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของพวกนาง คือ 'ความหวาดกลัว' และ 'ความห่วงใย' อย่างลึกซึ้งที่มีต่อความปลอดภัยของไป๋หย่งเจิ้ง!
"หย่งเจิ้ง! เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!" หานฉู่ฉู่กระชากแขนเสื้อของเขาอย่างแรง นัยน์ตาสั่นระริก "การครอบครองจี้หยกแม้เพียงชิ้นเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการแขวนป้ายวิญญาณไว้บนคอ... แต่เจ้านี่พกมันไว้ถึงสองชิ้น! หากชาวยุทธข้างนอกรู้เข้า พวกมันจะสับเจ้าเป็นหมื่นๆ ชิ้น!"
"ที่คุณหนูหานกล่าวมานั้นถูกต้องที่สุด" ยวี่ยั่นฉานก้าวเข้ามากดมือเรียวบางลงบนมือของหย่งเจิ้งที่กำลังจับจี้หยก ใบหน้างดงามของนางเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด "จี้หยกชิ้นที่สามนี้... ปรากฏขึ้นมาอย่างผิดปกติเกินไป! ผู้ที่สามารถฝ่าวงล้อมยอดฝีมือหน้าหอคณิกา ชิงหยกชิ้นนี้มาได้ แล้วลอบนำมาวางไว้ในห้องของเจ้าโดยไร้ร่องรอย... คนผู้นั้นย่อมมีวรยุทธที่สูงส่งระดับปรมาจารย์!"
นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้าชี้ไปที่จดหมาย "และข้อความที่อ้างว่าเป็น 'สหายของบิดาเจ้า'... มันน่าสงสัยเกินไป! เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าคนผู้นั้นเป็นมิตรแท้ หรือเป็นศัตรูที่กำลังสร้าง 'กับดัก' เพื่อหลอกล่อให้เจ้าเป็นคนออกไปเสี่ยงตายรวบรวมชิ้นส่วนทั้งหมดให้พวกมันชุบมือเปิบ! การรับของชิ้นนี้ไว้ ก็เท่ากับเจ้าก้าวขาข้างหนึ่งลงไปในหลุมพรางของพวกมันแล้วนะ!"
คำเตือนของสตรีทั้งสองที่เต็มไปด้วยเหตุผลและความห่วงใย ทำให้ไป๋หย่งเจิ้งนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขามองจี้หยกทั้งสามชิ้นบนโต๊ะสลับกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของพวกนาง
มังกรหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะค่อยๆ กวาดจี้หยกทั้งสามชิ้นเก็บเข้าไว้ในสาบเสื้อตามเดิม แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ข้ารู้ว่าสิ่งที่พวกเจ้าเตือนนั้นล้วนมาจากความหวังดี... และข้าก็ตระหนักดีว่าของสิ่งนี้คือตรามรณะที่อาจนำภัยมาสู่ตัว" หย่งเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ทว่า... ข้าไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว! เพื่อที่จะหาความจริงเกี่ยวกับการตายของท่านพ่อ และเพื่อครอบครองสุดยอดวิชาไปล้างแค้นให้ตระกูลไป๋... ข้าจำเป็นต้องเก็บมันเอาไว้"
เขาหันไปสบตากับหานฉู่ฉู่และยวี่ยั่นฉาน "ไม่ว่าจดหมายฉบับนี้ จะมาจากสหายผู้หวังดี หรือจะเป็น 'กับดัก' ของศัตรูที่ชั่วร้าย... ข้าก็จะขอรับมันไว้! เพราะหากนี่คือกับดักจริงๆ... ก็แสดงว่าต้องมี 'คนบงการ' ที่รู้ความเคลื่อนไหวของข้าอยู่เบื้องหลัง และเมื่อใดที่ข้ารวบรวมครบสี่ชิ้น... ไอ้พวกสุนัขลอบกัดที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเหล่านั้น ย่อมต้องโผล่หัวออกมาเผยธาตุแท้ให้ข้าเห็นอย่างแน่นอน! ถึงตอนนั้น เราก็จะได้รู้กัน ว่าใครคือมิตร และใครคือศัตรู!"