ตอนที่ 35
คาดเดา
“น้ำ...ข้าอยากดื่มน้ำ”หยางอี้สะลึมสะลือพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เมื่อเสียงนั้น ส่งไปถึงมารดาที่เฝ้าเด็กน้อยอยู่ข้างเตียงมือนุ่มก็ช้อนร่างของหยางอี้ให้เอนทแยงขึ้น จนลำคอตั้งตรง แก้วน้ำจึงค่อยถูกยกแตะริมฝีปากขาวซีดน้ำเย็นไหลผ่านลำคอแห้ง ค่อยปลุกปลอบสติของหยางอี้ให้ฟื้นตื่นเต็มตัว “ท่านแม่นี่ข้า...”
“เด็กโง่เจ้าทำอะไรลงไปกันแน่” หลิวซีอิ๋งเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“ข้าทำอะไร...”หยางอี้นึกทวนว่าเหตุใด ตนจึงนอนซมคล้ายคนป่วย แถมทั่วร่างยังรู้สึกปวดแปลบไปหมดเพียงแต่เวลานี้ เสมือนร่างกายมีพละกำลังที่หนักแน่นขึ้นกว่าก่อนหน้า
“เจ้าดื่มพิษพวกนั้นเข้าไปทำไมกัน”
...สำเร็จข้าทะลวงผ่ายพื้นฐานลมปราณขั้นต้นได้แล้ว
คำของมารดาช่วยให้ทุกสิ่งกระจ่างชัดหยางอี้นึกเรื่องราวทั้งหมดออกแล้ว “ลูก...” หยางอี้แรกคิดเอ่ยอวดสรรพคุณเพราะตอนนี้ตนเองรู้สึกถึงลมปราณที่หมุนนเวียนอยู่ในตัว แต่เมื่อเห็นท่าทีดุขึงและเศร้าสร้อยของมารดา คำนั้นก็จุกอยู่ที่ลำคอมิได้เอ่ยออก “ลูกขอโทษขอรับ”
“คราวหลังอย่าได้ทำอันใดโง่ๆ เช่นนี้อีก เซียนวิเศษสีทองอะไรนั่นของเจ้าก็ด้วย ลืมเลือนมันไปซะ”
หยางอี้ยิ้มจาง“ขอรับ ท่านแม่” ทว่าเวลานี้หยางอี้เข้าสู่เส้นทางการฝึกตน...ขอบขั้นพื้นฐานลมปราณขั้นที่หนึ่ง ได้แล้ว ร่างกายย่อมแข็งแกร่งขึ้น แม้เพิ่งฟื้นจากอาการถูกพิษและร่างกายอ่อนล้า แต่เวลานี้ไม่คิดอุดอู้อยู่บนเตียง ยกร่างขึ้นมาอยู่ในท่านั่งห้อยขาทำทีคล้ายจะก้าวลงจากเตียง
“ลูกอี้นั่นจะทำอะไร เจ้ายังไม่หายดีนะ” หลิวซีอิ๋งเอ่ยเสียงดุขึง
“ลูกหลับไปนานแค่ไหนกันขอรับท่านแม่”
“เจ้าหลับไปราวหกชั่วยามแต่นั่นไม่สำคัญ ตอนนี้ลูกห้ามออกไปไหน ต้องนอนพักอยู่แต่ในห้องเท่านั้น”หลิวซีอิ๋งเอ่ยเสียงขึง สีหน้า แววตา ล้วนแสดงออกว่าไม่อนุญาต อย่างมิมีปิดบัง
หยางอี้รู้ดีว่าเวลานี้ดื้อดึงไปก็เปล่าประโยชน์ จึงคิดใช้วิธีการอื่น เพื่อทำตามแผนเดิมของตน“ลูกไม่ลงจากเตียงก็ได้ขอรับ แต่ท่านแม่...ต้องช่วยไปตามท่านพ่อให้ลูกหน่อย ได้ไหมขอรับ”
“ไม่ต้องรีบร้อนท่านพ่อของเจ้าช่วยท่านหมอโจว ขับพิษร้ายออกจากตัวเจ้าตลอดทั้งคืนแถมยังเหน็ดเหนื่อยเฝ้าไข้เจ้าต่ออีกหลายชั่วยา มจนกระทั่งฟ้าสางก็ยังมิยินยอมจากไปสุดท้ายนั่งสัปหงกอยู่หลายครา จึงได้ยอมฟังคำของแม่ นี่ก็เพิ่งจะผ่านไปแค่ชั่วยามเดียวแม่ว่าทันทีที่พ่อของเจ้าตื่น เขาก็คงเร่งเดินทางมาหาเจ้าเองนั่นละ”
“เป็นเช่นนั้นเอง”หยางอี้ลืมเลือนไปเสียสนิท ว่าชีวิตใหม่ตนเองมิได้อยู่ตามลำพังและที่นี่ก็ไม่ใช่เกาะประตูนรก หากพลาดพลั้ง ย่อมมีคนช่วยเหลือเมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ ก็นึกหวาดเสียว ที่ตนกระทำการเลิ่นเล่อ หากเมื่อคืนสถานที่ดื่ม...โอสถประตูเป็นตายมิใช่ตระกูลหลิว แต่เป็นเกาะประตูนรกเช่นในอดีต ตนเองคงนอนตายไร้ผู้คนเหลียวแลสุดท้ายคงมิพ้น ถูกโยนทิ้งทะเล กลายเป็นอาหารของสัตว์ร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย “อืมในเมื่อท่านพ่อง่วงเหงาขนาดนั้น ท่านแม่เองก็คงจะเหน็ดเหนื่อยมิใช่น้อย”หยางอี้เอ่ย พลางเอื้อมมือไปบีบนวดแขนของมารดาตนเอง “ท่านเองก็ไปพักเถอะ ลูกสัญญาว่าหากยังไม่หายดี จะไม่ออกไปเที่ยวเล่นภายนอกอย่างเด็ดขาด”
“เอาเถอะไหน ๆ ตอนนี้เจ้าก็ฟื้นแล้ว แถมสีหน้าก็ดูดีขึ้นมาก คงไม่ต้องอยู่เฝ้าอีก”หลิวซีอิ๋งลูบศีรษะของหยางอี้ ก่อนจะลุกขึ้นหันหลัง เดินไปจนถึงประตูค่อยนึกขึ้นได้ ว่าหยางอี้คงจะหิว “เดี๋ยวแม่จะให้คนยกน้ำแกงบำรุง เข้ามาให้เจ้าก็แล้วกัน”
“ขอบคุณขอรับท่านแม่”หยางอี้ตอบ พลางชำเลืองมอง ว่ามารดาของตนเดินพ้นไปไกลแล้ว จึงค่อยกระโดดลงจากเตียงทำการบีบนวดส่วนที่ยังเจ็บปวดอยู่หลายครา จึงเริ่มต้นทดสอบลมปราณในร่างว่าเพียงพอจะใช้ย่างก้าวเงาอสูรได้มากน้อยเพียงใด
...หนึ่งก้าวสองก้าว สามก้าว
เมื่อเท้าแตะพื้นครั้งที่สี่เรี่ยวแรงก็กลายเป็นสิ้นสูญ ขาแข้งอ่อนล้า หายใจติดขัดหยางอี้จึงค่อยกลับมานั่งขัดสมาธิ ฝึกฝนลมปราณขั้นพื้นฐานของตนต่อเนื่องในทันที
หลังจากหยางอี้ฟื้นขึ้นมาได้หนึ่งชั่วยามหยางเฉิงก็เดินทางมาหาบุตรชาย แม้ผู้เป็นบิดาจะดุด่าหยางอี้เสียหลายคำแต่ทุกถ้อยคำตำหนิ กลับสร้างความปลาบปลื้มให้แก่เด็กน้อยยิ่งนักเพราะนั่นคือการแสดงออกถึงความห่วงใย และหวังดี แตกต่างจากชีวิตก่อนของตนที่มีเพียงพ่อบุญธรรมเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ดีต่อตน เพียงแต่ท่านพ่อบุญธรรมของหยางอี้ก็มิใช่คนที่ถนัดในเรื่องการแสดงออก ดังนั้นทุกความอบอุ่นที่หยางอี้ได้รับ ในชีวิตนี้ล้วนเป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่ายิ่ง
เมื่อดุด่าจบหยางเฉิงก็ยื่นจดหมาย ซึ่งตีตราครั่งสีแดงฉบับหนึ่ง ให้กับหยางอี้
“ท่านพ่อมิได้เปิดดู”
“เมื่อเป็นแผนการของเจ้าพ่อก็ต้องให้เจ้าได้เปิดมันเป็นคนแรก จึงจะถูกต้อง จึงไหมผู้บัญชาการน้อย”หยางเฉิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มภาคภูมิ
หยางอี้จึงยิ้มตอบพลางเอ่ย ขอบคุณ ก่อนจะเริ่มบทสนทนาต่อไป “ท่านพ่อท่านมาอ่านพร้อมกันกับลูกเถอะขอรับ” หยางอี้เอ่ยชวนพร้อมกับเดินนำเนื้อความในจดหมาย ไปวางบนโต๊ะกลมกลางห้องเนื้อหาไม่มีข้อความยืดยาว มีเพียงรายชื่อผู้คน ช่วงเวลา ที่คาดว่าคนผู้นั้นเข้ามายังตระกูลหยางและสุดท้าย คือหน้าที่รับผิดชอบในตระกูลหยาง ณ ปัจจุบัน “มีสองคนที่ข้าสงสัย”
“ใครกัน”หยางเฉิงอ่านรายละเอียดพร้อมบุตรชาย แต่ยังคงคาดเดาไม่ออกจึงเอ่ยถาม
“คนแรก...จางหยวนคนผู้นี้ช่วงเวลาที่ท่านลุงรับเข้ามาประจวบเหมาะแต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือหน้าที่ของมัน คือการทำประมงเพราะถ้าลูกจำไม่ผิดช่วงเวลานั้น ท่านพ่อยังกุมอำนาจด้านวัตถุดิบทางทะเลอยู่เหตุใด...ท่านลุงอวี่ถงจึงต้องรับชาวประมงเข้ามาด้วย”
“อืมเจ้ากล่าวได้ถูกต้อง พ่อว่าคนผู้นี้น่าสงสัยที่สุด แต่เจ้าบอกเมื่อครู่ว่ามีสองคนแล้วอีกคนคือใครกัน”
“อีกคน...ซุนก่างคนผู้นี้ท่านลุงอวี่ถง รับเข้ามาเวลาไล่เลี่ยกับจางหยวน รับหน้าที่พ่อบ้านภายนอกก็ดูจะปกติธรรมดา...แต่...ช่างมันเถอะขอรับ ลูกคงหมกมุ่นกับเรื่องเงื่อนเวลามากจนเกินไป”
“เพียงเท่านี้”หยางเฉิงเห็นบุตรชายเงียบ แต่เหมือนว่าคำวิเคราะห์จะยังไม่หมด จึงเอ่ยถามออกไป
“ขอรับเพียงแค่ลูกรู้สึกสงสัยก็เท่านั้น”
“อืมเช่นนั้นพ่อว่า คนร้ายผู้วางแผนอยุ่เบื้องหลัง หยางอวี่ถง...จางหยวน ผู้นี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด”
หยางอี้พยักหน้ารับ“เช่นนั้นท่านพ่อก็ส่งคำขอ ให้ท่านผู้อาวุโสขวา ช่วยสืบค้นประวัติของเจ้าผู้นี้ แล้วก็ส่งคนคอยสะกดรอยตามจางหยวนจนกว่าที่แผนการแฝงตัวของเราจะสำเร็จ ท่านพ่อค่อยรับมอบหน้าที่ต่อ”
“ตกลง”หยางเฉิงรับคำหนักแน่น หารู้ไม่ว่าตนเองยิ่งมายิ่งเชื่อมั่นในตัวบุตร ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
“อ๋ออีกเรื่อง ท่านพ่อต้องกำชับท่านผู้อาวุโสขวาด้วยนะขอรับว่าอย่าให้คนร้ายจับได้ว่าถูกสะกดรอยอย่างเด็ดขาดเพราะมิเช่นนั้นแผนของเราอาจจะยากขึ้นไปอีก”
“อืมพ่อเข้าใจแล้ว” หยางเฉิงเอ่ย พลางหยิบกล่องใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะยื่นมันส่งให้กับหยางอี้
“อะไรหรือขอรับท่านพ่อ”
“เจ้าลองเปิดดูเองเถอะ”
หยางอี้ยิ้มรับก่อนจะง้างเปิดกล่องไม้ออกมา ด้านในปรากฏ...โอสถกำเนิดปราณขั้นต้นจำนวนสองเม็ด “โอสถนี้”
“พ่อมอบให้เจ้าแล้วจงจำไว้ ว่าหากขาดเหลืออันใดในการฝึกตน จงมาบอกพ่อก่อนอย่าได้ใช้วิธีการพิสดารอะไรนั่นอีก เข้าใจไหม” หยางเฉิงเอ่ยกำชับด้วยรู้ดีว่าการกระทำบ้าบิ่น เมื่อคืนที่ผ่านมาของหยางอี้เป็นเพราะอยากที่จะก้าวหน้าบนเส้นทางการฝึกตนให้ได้รวดเร็วที่สุด
“ลูกจะจำใส่ใจเอาไว้ขอรับแต่เมื่อท่านพ่อมอบของสิ่งนี้ให้ลูก...” หยางอี้เอ่ยทันไม่จบประโยค ก็ลุกขึ้นถอยห่างจากเก้าอี้“ลูกก้าวสู่เส้นทางการฝึกตนได้สำเร็จแล้วขอรับ” หยางอี้ไม่พูดเปล่าชกหมัดสุดรั้งออกไป จนก่อเสียงลมดัง วืด !!! พัดแรงจนหน้าต่างไม้สั่นไหว
“เจ้าทำได้ลูกพ่อทำได้แล้ว ลูกพ่อทำได้แล้ว !!!” ความยินดี ปรากฏชัดบนใบหน้าของหยางเฉิงอย่างมิอาจปกปิด แม้นี้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ เท่านั้น แต่สำหรับหยางเฉิง ซึ่งเฝ้าดูหยางอี้ทุ่มเทฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจังมาหลายปี...มันช่างเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อและวิเศษยิ่งนัก
...ท่านพ่อแค่เพียงก้าวแรกท่านก็ดีใจเพียงนี้ หากวันหนึ่ง ข้าก้าวไปอยู่ในจุดเดียวกับเมื่อชีวิตก่อนท่านมิสำลักความสุข จนสำเร็จเป็นเซียนวิเศษไปเลยหรอกรึ
ความคิดด้านบนมิได้เอ่ยออกมา แม้หยางอี้คิดว่าบิดาดีใจจนเกินเลยไปสักหน่อยกะอีแค่ความสำเร็จเพียงเล็กน้อย แต่กลับมิได้เห็นใบหน้าของตนเอง ด้วยเวลานี้ใบหน้าของหยางอี้ซึ่งกำลังมองดูบิดาตนเบิกบานใจ ก็แย้มน้อยยิ้มใหญ่ มิได้แตกต่างจากผู้เป็นบิดาสักเท่าใดนัก