อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    เงินก้อนมหาศาล

    ในตอนที่หลินอวิ๋นกำลังลังเลอยู่นั้นว่าจะประมูลดีหรือไม่
    ภายในห้องส่วนตัวห้องหนึ่งบนชั้นสอง
    “นายน้อย ยืนยันแล้ว เขาของกระทิงทองเป็นคนผู้หนึ่งที่ชื่อว่าหลินอวิ๋นส่งเข้าประมูล บนกายสวมใส่ชุดของสำนักชิงอวิ๋น”
    “สำนักชิงอวิ๋น!”
    นายน้อยตระกูลอวิ๋น เมื่อได้ยินคำว่าชิงอวิ๋นสองคำนี้ สีหน้าก็ดูมืดมนเอ่ยออกมา “มันอยู่ไหน?”
    ผู้อารักขาเอ่ยออกมาด้วยความนอบน้อม “อยู่ห้องส่วนตัวเบอร์สิบเจ็ดฝั่งตรงข้ามนี้เอง ยาลูกกลอนละลายโลหิตที่นำขึ้นมาประมูลในตอนต้น ก็เป็นหลินอวิ๋นที่ประมูลได้ไป”
    เดิมข้อมูลที่ควรจะเป็นความลับ แต่เป็นเพราะว่าสถานะของนายน้อยตระกูลอวิ๋น จึงไม่อาจจะปิดบังได้แม้แต่น้อย
    ตระกูลอวิ๋นและอีกสามตระกูลใหญ่ในเมืองไป๋สุ่ยนั้น มีสถานะเป็นที่เคารพนับถือดูแลปกครองทั่วทั้งเมือง
    แม้แต่ว่าจะเป็นเจ้าของงานประมูลนี้ ก็ไม่กล้าที่จะล่วงเกินตระกูลใดตระกูลหนึ่งในนั้น
    “ที่แท้ก็เป็นเขา ไม่น่าเล่าข้าฟังน้ำเสียงแล้วคุ้นหู”
    มุมปากของนายน้อยตระกูลอวิ๋นค่อยเบ้ขึ้นเล็กน้อย “ในเทือกเขาเหิงอวิ๋นข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้ แต่เมื่อมาถึงยังเมืองไป๋สุ่ยแล้ว พวกเราก็มาสนุกกันเถอะ”
    ในเวลานี้
    บนแท่นประมูล แววตาของชิวหลานมีร่องรอยของความร้อนรนพาดผ่านมา แล้วเอ่ยออกมาอีกครั้ง “ศิลาวิญญาณระดับล่างแปดร้อยก้อน จะไม่มีผู้ใดประมูลแล้วจริง ๆ หรือ?”
    “แปดร้อยสิบก้อน”
    และในเวลานี้เอง เสียงเอ่ยเสนอราคาก็ดังขึ้นมา ชิวหลานมองกลับไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า
    “ฮ่าฮ่า ยังคงเป็นแขกผู้มีเกียรติจากห้องส่วนตัวหมายเลขสิบเจ็ดท่านนี้ มีสายตาเฉียบแหลม กล่องดาบโบราณนี้จะต้องคุ้มค่าเกินราคาไปแน่!”
    ในที่สุดก็ไม่มีทางประมูลล้มเหลวแล้ว ใบหน้าอันบอบบางของชิวหลาน เริ่มกลับมามีรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง
    และดวงตาคู่นั้นมองไปแล้ว ราวกับว่ากำลังจะมีน้ำเอ่อไหลออกมา ผู้ที่มองดูก็ใจสั่นไหว
    ภายในห้องส่วนตัว หลินอวิ๋นแตะไปที่จมูก “หรือว่าจะใช้จ่ายอย่างไร้ประโยชน์จนเกินอย่างนั้นหรือ?”
    เมื่อเห็นท่าทางของผู้ดำเนินการประมูลแล้ว ก็ทำให้เขารู้สึกอับอายขึ้นมา
    เหล่าจอมยุทธ์ภายในห้องโถงเกิดความโกลาหลขึ้น ใบหน้าเผยร่องรอยของความเยาะเย้ย เห็นได้ชัดว่าต่างก็พากันคิดว่าของผุพังเช่นนี้ยังจะมีคนซื้ออีก
    “หนึ่งครั้ง สองครั้ง... ดี ยินดีกับแขกผู้มีเกียรติท่านนี้... ”
    “ช้าก่อน! กล่องดาบนี้ข้าต้องการแล้ว ศิลาวิญญาณระดับล่างหนึ่งพันหกร้อยก้อน!”
    และในตอนที่ผู้ดำเนินการประมูล กำลังจะเอ่ยคำว่าตกลงสองคำนี้นั้น จู่ ๆ ก็มีคนเสนอราคาถึงสองเท่าออกมา
    ใบหน้าของชิวหลานเผยท่าทีประหลาดใจออกมา ในใจยินดีอย่างบ้าคลั่ง รีบหันกลับไปมองยิ้มแย้มแล้วเอ่ยออกมา “ที่แท้ก็เป็นนายน้อยตระกูลอวิ๋นนี้เอง ข้าก็ว่าผู้ใดกันถึงได้ใจป้ำเช่นนี้!”
    นายน้อยตระกูลอวิ๋น?
    หลินอวิ๋นตะลึงเล็กน้อย เจ้าหมอนี้ถูกกลุ่มกระทิงทองไล่ฆ่า แต่ยังไม่ตาย
    “เจ้าหนุ่มแซ่หลิน วันนี้มีข้าอยู่ แม้แต่ขนเส้นเดียวเจ้าก็อย่าหวังว่าจะประมูลได้!”
    นายน้อยตระกูลอวิ๋นที่อยู่ภายในห้องส่วนตัว ทิ้งคำพูดเย็นชาออกมาประโยคหนึ่ง ความหมายนั้นพุ่งตรงไปยังหลินอวิ๋น
    ฝูงชนในห้องโถงที่เมื่อครู่นี้ยังรู้สึกว่าสงสัยว่าทำไมถึงได้เสนอราคาที่สูงเช่นนี้
    ที่แท้ก็เป็นเพราะว่ามีเรื่องกันมาก่อน เช่นนี้แล้วนายน้อยตระกูลอวิ๋นกำลังใช้ศิลาวิญญาณฟาดหน้าคนแล้ว
    “ศิลาวิญญาณระดับล่างสามพันก้อน!”
    แต่ว่าใครจะรู้กัน น้ำเสียงของนายน้อยตระกูลอวิ๋นเพิ่งจะจบลง ก็ได้ยินเสียงหลินอวิ๋นเสนอราคาออกมา
    ชิวหลานยังคิดว่าตนเองฟังผิดไปหลังจากยืนยันแล้ว ก็ยิ้มกว้างจนไม่อาจปิดปากได้ “แขกผู้มีเกียรติห้องเบอร์สิบเจ็ดเสนอราคาสามพัน ยังจะมีราคาที่สูงกว่านี้อีกหรือไม่!”
    “สมควรตาย!”
    นายน้อยตระกูลอวิ๋นที่อยู่ภายในห้องส่วนตัว รู้สึกได้ว่าบนใบหน้าแสบร้อนขึ้นมา เพิ่งจะเอ่ยออกไปเมื่อครู่นี้ ว่าจะให้หลินอวิ๋นประมูลไปไม่ได้แม้แต่ขนเส้นหนึ่ง
    สุดท้ายแล้วอีกฝ่ายหนึ่งกลับเสนอราคาที่เกือบจะสองเท่าออกมา เท่ากับตบลงไปบนในหน้าเขาอย่างแรง
    นายน้อยตระกูลอวิ๋นกัดฟัน เตรียมที่จะเสนอราคาออกไป
    “นายน้อย อย่าเลยขอรับ! พวกเราได้รับมอบหมายมาจากสำนักจื่อเหยียน ว่าจะต้องประมูลกระดูกเพลิงโลหิต เผื่อว่าเกิดศิลาวิญญาณไม่พอขึ้นมา ไม่สามารถทำภารกิจได้สำเร็จก็แย่แล้ว
    ทหารอารักขาที่ดูสงบนิ่งด้านข้าง รีบรั้งเข้าเอาไว้ แล้วเอ่ยเกลี้ยกล่อมอย่างขมขื่น
    ในใจของนายน้อยตระกูลอวิ๋นไม่ยินยอม แต่ว่าเมื่อนึกถึงความน่าสะพรึงกลัวของสำนักจื่อเหยียนแล้ว ก็จำต้องข่มใจที่จะเสนอราคาออกไป
    “ดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้ใดที่สูงกว่าศิลาวิญญาณระดับล่างสามพันก้อนแล้ว นายน้อยตระกูลอวิ๋นไม่ไตร่ตรองสักเล็กน้อยอย่างนั้นหรือ?”
    ชิงหลานกะพริบตามองมา ราวกับเอ่ยออกมาว่า เจ้าเพิ่งจะเอ่ยวาจาโอหังออกมา
    ภายในห้องส่วนตัว นายน้อยตระกูลอวิ๋นโมโหเสียจนใบหน้าแดงก่ำ กำหมัดแน่นแล้วแสร้งทำเป็นว่าไม่ได้ยินคำของผู้ดำเนินการประมูล
    “ยินดีกับแขกผู้มีเกียรติท่านนี้ด้วย ใช้ราคาศิลาวิญญาณระดับล่างสามพันก้อน ชนะการประมูลกล่องดาบโบราณ"
    ในใจแอบส่งเสียงร้องเสียดายออกมา นายน้อยตระกูลอวิ๋นงี่เง่าคนนี้ยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นรายการนี้คงจะทำรายได้มหาศาลแล้ว
    แต่ว่าในตอนนี้ก็นับว่าทำกำไรมากแล้ว ยังคงทำให้ชิวหลานตื่นเต้นยิ่งนัก
    ชั่วระยะเวลาประมาณหนึ่งถ้วยชา ชายฉกรรจ์สองคนก็แบกกล่องดาบมาส่งยังห้องส่วนตัวของหลินอวิ๋น
    ผู้ดูแลที่มากับเขาก่อนหน้านี้เอ่ยพร้อมยิ้มออกมา “คุณชายหลิน กล่องดาบของท่านมาส่งแล้ว”
    หลินอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย “ศิลาวิญญาณหักออกจากการประมูลเขากระทิงทองได้หรือไม่”
    “ได้ขอรับ”
    รอจนเมื่อคนทั้งกลุ่มออกไปแล้ว หลินอวิ๋นก็ตรวจสอบกล่องดาบนั้นอย่างละเอียดขึ้นมา
    กล่องดาบเก่าโบราณมีสนิมเกาะอยู่เป็นจุด ๆ ไป เมื่อมองไปแล้วดูเหมือนผุพังจริง ๆ แต่ว่าสัมผัสถึงของโบราณที่แผ่ออกมานั้น จริงแท้แน่นอน
    รูปลักษณ์ดูดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก ลวดลายบนพื้นผวของกล่องดาบ ให้ความรู้สึกลึกล้ำ
    ในนาทีที่เปิดกล่องดาบออกมานั้น เป็นเหมือนกับที่ชิวหลานเอ่ยเอาไว้ หนาวเย็นจนซึมลึกเข้ากระดูก
    ไม่เลว”
    หลินอวิ๋ยเผยท่าทีพึงพอใจออกมา กล่องดาบนี้ที่เขาให้ความสำคัญก็เป็นตรงจุดนี้นี้เอง ภายหน้าหากว่านำกลีบดอกไม้ใส่เข้าไปด้านใน อากาศหนาวเย็นก็จะช่วยเก็บรักษากลิ่นหอมของดอกไม้เอาไว้ และไม่เหี่ยวเฉาเร็วจนเกินไป
    หากว่านำกระบี่บุปผามรณะมาเปรียบเทียบกับอาวุธลึกลับแล้ว ยังคงอยู่ห่างกันบ้าง จำต้องใช้กลิ่นดอกไม้มาบำรุงรักษา
    และถึงแม้ว่าจะไม่ได้รีบร้อน แต่ก็ยังคงต้องมีการเตรียมพร้อมเอาไว้ล่วงหน้าอยู่บ้าง
    เพียงแต่ว่าเขาค่อนข้างจะประหลาดใจอยู่บ้าง กล่องดาบที่มีความหนาเพียงแค่ครึ่งนิ้ว กลับหนักถึงเพียงนี้
    ที่แท้กล่องดาบนี้ ยังมีวิธีการของมันอยู่ เพียงแต่ผู้ประเมินราคาเหล่านั้น ก็ไม่ได้สุ่มเสนอราคาขึ้นมา
    การประมูลค่อย ๆ เข้าสู่ช่วงท้าย รวดเร็วชิ้นนักก็มาถึงยังของชิ้นสุดท้ายแล้ว
    “ต่อมาจะเป็นของที่ปิดท้ายการประมูลในครั้งนี้ คิดว่าทุกท่านคงจะพอได้ยินกันมาบ้างแล้ว ครั้งนี้เราจะประมูลกันก็คือกระดูกเพลิงโลหิตสิบชิ้น กระดูกเพลิงโลหิตเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างเกราะเปลวเพลิงโลหิต เมื่อมีเกราะเปลวเพลิงโลหิตแล้วจะเผชิญการโจมตีจากผู้มีพลังยุทธ์ขั้นเก้า ก็ไม่มีทางเป็นอันตรายไปจนถึงชีวิต มูลค่าของสิ่งนี้ ข้าคงไม่ต้องเอ่ยอธิบายให้มาก เปิดประมูลที่ราคาศิลาวิญญาณระดับล่างสองหมื่น!”
    ชิวหลานค่อนข้างที่จะมั่นในของที่ประมูลเป็นชิ้นสุดท้ายนี้ โดยที่ไม่ได้แนะนำอะไรให้มาก
    เปิดราคาประมูลออกมาโดยตรงที่ทำให้ผู้คนหายใจกันไม่ออก
    ศิลาวิญญาณระดับล่างมากถึงสองหมื่นก้อน!
    เหล่าจอมยุทธ์มากมายในห้องโถง แอบพูดไม่ออกกัน ศิลาวิญญาณระดับล่างจำนวนนี้ ต่อให้พวกเขา
    ตรากตรำกันทั้งชีวิต เกรงว่าก็ไม่อาจจะสะสมได้
    “ศิลาวิญญาณระดับล่างสองหมื่นห้าพันก้อน!”
    ก่อนหน้านายน้อยตระกูลอวิ๋นที่อดกลั้นมาโดยตลอด รีบเสนอราคาออกมาในทันที รีบร้อนที่จะแสดงออกมาว่าตนเองมีทรัพย์สมบัติ
    อีกทั้งในอึดใจนี้ ก็เพิ่มราคาไปถึงศิลาวิญญาณระดับล่างห้าพันก้อนทีเดียว
    “สามหมื่น!”
    “สี่หมื่น!”
    “ห้าหมื่น!”
    เร็วยิ่งนัก ราคาที่เขาเสนอดออกมาก็ถูกบดบังด้วยราคาของผู้อื่น ดังนั้นศิลาวิญญาณระดับล่างห้าพันก้อนนั้นก็ไม่มีค่าอะไรให้เอ่ยถึง
    กระดูกเพลิงโลหิตสิบชิ้น เกือบจะในทันทีก็มาถึงที่ราคาศิลาวิญญาณระดับล่างจำนวนห้าหมื่นก้อนอย่างน่าประหลาดใจ
    “เป็นสี่ตระกูลใหญ่กำลังแย่งชิงกัน!”
    “เบื้องหลังของสี่ตระกูลใหญ่ต่างก็มีสำนักหนึ่งคอยสนับสนุนอยู่ และไม่รู้ว่าคราวนี้ ตระกูลใดที่จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงกิน”
    “ข้าเดาว่า คงจะเป็นสำนักจื่อเหยียนที่สนับสนุนตระกูลอวิ๋น หลายปีมานี้พลังของสำนักจื่อเหยียนไม่หยุดที่จะเติบโต ใกล้ที่จะล้มสำนักชิงอวิ๋นลงได้แล้ว และจะต้องได้รับกระดูกเพลิงโลหิตทั้งสิบชิ้นไปแน่”
    “ดูเอาเถอะ สำนักอื่นก็ไม่ใช่ง่าย ๆ คงจะไม่ปล่อยกระดูกเปลวเพลิวโลหิตไปง่าย ๆ”
    เหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่างก็รู้กันดีถึงมูลค่าของกระดูกเพลิงโลหิต จะต้องตกลงไปในมือของสี่สำนักใหญ่แน่ โดยที่ให้ตระกูลที่พวกเขาสนับสนุนนั้นเป็นผู้มาประมูลไป
    หลินอวิ๋นมองดูอย่างเป็นสุขนัก ทั้งสี่สำนักใหญ่ต่อสู้แย่งชิงกันยิ่งรุนแรงยิ่งดี
    “ห้าหมื่นห้า!”
    “หกหมื่น!”
    ราคาประมูลยิ่งเพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่นายน้อยตระกูลอวิ๋นเสนอราคาหกหมื่นออกมาแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่จะเพิ่มราคาอีก
    ศิลาวิญญาณระดับล่างหกหมื่นก้อน ก็เป็นจำนวนที่ออกจะเกินจริงไปแล้ว ไกลไปเกินจากราคาของท้องตลาดแล้ว
    และดูเหมือนว่าสำนักจื่อเหยียน ตั้งใจที่จะต้องเอากระดูกเพลิงโลหิตนี้มาให้ได้
    หัวใจของหลินอวิ๋นกระโดดเต้นแรงอีกครั้ง และยากที่จะทำให้มันสงบขึ้นมาได้ และต่อจะให้แบ่งออกส่วนหนึ่งให้แก่ถงหู่ เขาก็ยังได้รับศิลาวิญญาณระดับล่างถึงห้าหมื่นกว่า เงินก้อนใหญ่ที่ไม่กล้าที่จะคิดฝันถึง
    หลังจากนั้นเพียงครู่ ผู้ดูแลชุดดำก็เดินเข้ามายังห้องส่วนตัว
    มองไปยังท่าทางของหลินอวิ๋น ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ “คุณชายหลิน ท่านช่างปิดบังซ่อนเร้นไม่เปิดเผยตัวออกมาเลย ข้าเพิ่งจะมารู้เอาตอนนี้ ผู้ที่มอบหมายให้เถ้าแก่ถง ที่แท้ก็เป็นท่านนี้เอง ก่อนหน้าเป็นข้าเลอะเลือนไปแล้ว”
    เมื่อเอ่ยจบแล้ว ก็นำถุงเก็บของส่งให้เขา
    หลินอวิ๋นรับมาอย่างรู้ความ เมื่อเปิดออกมองดูแล้ว ด้านในนั้นล้วนแต่เป็นศิลาวิญญาณระดับล่างเรียงรายกันหนาแน่น
    หลังจากที่มองดูอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่าจำนวนถูกต้อง ทั้งหมดมีอยู่ห้าหมื่นสี่พันก้อน
    ศิลาวิญญาณระดับล่างอีกหกพันก้อน ก็อยู่ในมือของถงหู่แล้ว
    อยู่ดี ๆ ไม่ได้ทำอะไรก็ได้รับศิลาวิญญาณระดับล่างมาหกพันก้อน สำหรับถงหู่แล้วก็ถือว่าพึงพอใจแล้ว
    “หากว่านายน้อยตระกูลอวิ๋นรู้เข้าว่า ศิลาวิญญาณระดับล่างหกหมื่นก้อนของเขามาอยู่ในมือของหลินอวิ๋น ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดความรู้สึกเช่นไรขึ้น”
    ผู้ดูแลชุดดำเอ่ยติดตลกออกมา ในใจก็รู้สึกขบขัน หากว่านายน้อยตระกูลอวิ๋นล่วงรู้ความจริงแล้ว ก็คงจะโมโหจนกระอักเลือดออกมา
    เพียงแต่ว่า ใครจะมาสนใจกัน?
    หลินอวิ๋นค่อย ๆ เผยยิ้มออกมา ไม่ได้ตอบรับคำ ก็ประสานมือคำนับ “ลาก่อน”
    “คุณชายหลิน เดินทางปลอดภัย”
    เมื่อมองเห็นว่าเบื้องหลังของหลินอวิ๋นไกลออกไปแล้ว ดวงตาของผู้ดูแลชุดดำก็วาบขึ้นมา ถอนหายใจเอ่ยเสียงเบา “น่าเสียดายที่เป็นศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋น อายุยังน้อย ก็มีพลังแข็งแกร่งเพียงนี้แล้ว เกรงว่าพลังของผู้อาวุโสในสำนักก็คงจะไม่น้อย”
    หากว่าเขาไม่คิดเช่นนี้แล้ว... หลินอวิ๋นจะได้จากไปไหมนั้นก็พูดยากแล้ว
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-

    คล้ายกับเรื่องอหังการยอดคนเหนือยุทธ ที่คุณอ่าน