(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 164 เป็นได้เพียงเสี้ยวนึงของจักรวาล

            ปัญญาประดิษฐ์อย่างอาซาเลียถึงกับนิ่งงัน ราวกับความคิดของเธอแทบหยุดชะงักลง ความตกใจที่เกิดขึ้นในระบบปฏิบัติการของเธอนั้นรุนแรงจนเกือบทำให้เธอ "ตาย" ในเชิงจิตสำนึก


            การที่ทันย่าพูดถึงการครองจักรวาลในน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเช่นนี้ ทำให้อาซาเลียไม่อาจเชื่อสายตาตนเองได้ เธอเริ่มคิดในใจ


            [หรือว่าเขาจะไม่รู้เลยถึงความหมายที่แท้จริงในคำพูดของเขา?]


            ทันย่าอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังในระดับดาวเคราะห์ แต่ในสายตาของอาซาเลียแล้ว เมื่อเอาไปเทียบกับอารยธรรมเซเลสเทียที่เธอเคยรับใช้ในอดีต มันก็ช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน


            นี้คืออารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในความทรงจำของเธอ แม้แต่เซเลสเทียผู้มีเทคโนโลยีและพลังเหนือกว่ามนุษย์ไปกว่าหลายล้านปีก็ยังไม่อาจเอื้อมถึงความเป็นอมตะได้อย่างแท้จริง พวกเขาเพียงเข้าใกล้มันได้เพียงแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น


            [แล้วทำไม... ทำไมทันย่าถึงกล้าพูดถึงการครอบครองจักรวาลได้อย่างง่ายดายเช่นนี้? เขาไม่รู้เลยหรือว่าตัวเขาเล็กจ้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับห้วงจักรวาลที่กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด?]


            ในห้วงความคิดของอาซาเลีย


            เธอรู้สึกได้ถึงความห่างไกลระหว่างพลังของทันย่ากับอำนาจที่แท้จริงของจักรวาล ความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมต่างๆและความโหดร้ายของพลังแห่งจักรวาลที่แท้จริงเหล่านี้ ยังเป็นสิ่งที่ทันย่ายังไม่เคยประสบพบเจอ


            เธอหันมาจ้องมองทันย่าด้วยความสงสัย ในขณะที่ดาวาลยังคงทำงานของเธออย่างเย็นชา โดยไม่ใส่ใจถึงความคิดของอาซาเลียเลยแม้แต่น้อย


            [ท่านทันย่า..รู้หรือไม่ว่าในจักรวาลนี้มีสิ่งมีชีวิตและอำนาจที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ท่านจะจินตนาการได้?]


            [ข้าเคยรับใช้อารยธรรมที่ถูกเรียกว่าเซเลสเทีย เผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้ที่ครอบครองพลังและเทคโนโลยีที่สูงล้ำกว่ามนุษย์หลายล้านปี]


            [แต่พวกเขายังไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดที่ท่านพูดถึงได้ ท่านไม่กลัวหรือ.. ไม่กลัวที่จะท้าทายสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าท่านมากนัก?]


            อาซาเลียเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ยังคงเต็มไปด้วยความสับสน


            ทันย่าหันกลับมามองอาซาเลียด้วยสายตาที่เย็นชาและสงบนิ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม


            “ฉันไม่สนใจสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่ายิ่งใหญ่อะไรนั่นหรอก ฉันเองไม่ได้ต้องการเป็นผู้ตาม แต่ฉันต้องการเป็นผู้ควบคุม ถ้ามีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าฉันในจักรวาลนี้ ฉันจะทำลายมันและครองทุกสิ่ง”


            คำตอบของทันย่าไม่ได้แสดงความลังเลหรือความกลัวแม้แต่น้อย นั่นทำให้อาซาเลียยิ่งตกตะลึงในความเย่อหยิ่งที่เหนือธรรมดาของเขา


            ในตอนนี้ อาซาเลียพลันนึกย้อนกลับไปยังอดีตอันรุ่งโรจน์ของอารยธรรมเซเลสเทีย เมื่อหลายล้านปีก่อนในช่วงเวลานั้น เซเลสเทียถือเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ในกาแล็กซี่แห่งนึง พวกเขาสามารถครอบครองดวงดาวได้หลายแสนดวง อาณาเขตที่พวกเขาปกครองกว้างใหญ่ไม่อาจมองเห็นจุดสิ้นสุด พวกเขาเป็นผู้ปกครองแห่งหนึ่งในกาแล็กซี่ที่เจิดจรัส งดงามราวกับมหานครแห่งแสงสว่างที่ลอยอยู่ในห้วงอวกาศ


            ความรุ่งเรืองของเซเลสเทียนั้นไม่ใช่เพียงแค่พลังทางทหารและเทคโนโลยีอันล้ำยุค แต่ยังรวมถึงวิทยาการทางปัญญาที่พวกเขาพัฒนาขึ้น จนถึงระดับที่สามารถควบคุมพลังของดวงดาวได้


            มีการสถาปนาผู้ปกครองดวงดาวและผู้ครองจักรวาลมากมายในหมู่พวกเขา ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าไม่มีสิ่งใดจะทำลายอารยธรรมอันยิ่งใหญ่นี้ลงได้


            ทว่าความเชื่อมั่นที่มากเกินไปกลับนำไปสู่จุดจบที่ไม่มีใครคาดคิด อาซาเลียจำได้ชัดเจนว่า องค์ชายแห่งเซเลสเทีย ด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในพลังของตน ได้ไปกระตุ้นความแข็งแกร่งของผู้แข็งแกร่งระดับครองดวงดาวคนนึงเข้า


            ผู้ที่พวกเขาคิดว่าเป็นเพียงผู้พเนจรธรรมดาคนนึง แต่กลับเป็นบุคคลที่มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะคาดคิด


            ในคืนแห่งหายนะ ผู้ที่ครอบครองอารยธรรมเซเลสเทียทั้งหมดต่างล้มตายลงในพริบตา จ้าวอารยธรรมผู้แข็งแกร่งที่สุดในเซเลสเทียถูกลบหายไปจากการดำรงอยู่ภายในเสี้ยววินาที ราวกับว่าไม่เคยมีตัวตนมาก่อน เหล่าผู้ที่เคยเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของตนก็พังทลายลงเช่นกัน


            ไม่มีใครรอดจากหายนะครั้งนี้ และไม่มีอะไรเหลือจากอารยธรรมที่เคยครอบครองดวงดาวมากมาย สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ


            ผู้ครองดวงดาวที่ถูกกระตุ้นนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตทรงพลังธรรมดา เขายังเป็นถึงผู้ครองดวงดาวระดับ 9 ดาว เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีพลังใกล้เคียงกับผู้เป็นอมตะมากที่สุด อีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะกลายมาเป็นผู้มีพลังอมตะที่แท้จริง


            อาซาเลียที่นึกถึงเหตุการณ์นั้นหันกลับมาจ้องมองทันย่าอีกครั้ง ความเย่อหยิ่งและความมั่นใจของทันย่า ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความเสี่ยงที่คล้ายคลึงกันกับอดีตที่เธอเคยเผชิญ


            [อารยธรรมเซเลสเทีย.. พวกเจ้าเองก็ไม่ต่างไปจากกบในกะลา]


            [เราคือผู้ที่เคยติดตามรับใช้ตัวตนที่พวกแกเรียกกันว่าสิ่งมีชีวิตระดับอัศวินอมตะ]


            ดาวาลได้พ่นลมหายใจออกมาอย่างดูแคลน จ้องมองไปทางอาซาเลียราวกับกำลังเย้ยหยัน


            ไม่มีใครสามารถรับรู้ได้อย่างแท้จริงว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่และลึกลับเพียงใด หรือมีสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญามากมายแค่ไหน


            สำหรับดาวาล เรื่องพวกนี้กลับไม่มีความสำคัญแม้แต่น้อย เธอคือปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยตัวตนที่ยิ่งใหญ่—อัศวินอมตะ สิ่งมีชีวิตโบราณจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ก้าวข้ามขอบเขตของผู้เป็นอมตะไปอีกขั้น ความทรงพลังของอัศวินอมตะนั้นไม่สามารถเทียบได้กับสิ่งใดในจักรวาล


            สำหรับดาวาลแล้ว อารยธรรมเซเลสเทียที่เคยปกครองดวงดาวนับแสนอาจดูยิ่งใหญ่ในสายตาของสิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่มันไม่ควรค่าให้เธอเหลียวแลแม้แต่น้อย เธอมองพวกมันเพียงเป็นอารยธรรมดวงดาวระดับต่ำ ไม่มีคุณค่าใดๆที่จะเทียบได้กับพลังที่เธอถือครอง เธอรู้ดีว่าผู้เป็นอมตะที่แม้แต่อารยธรรมชั้นสูงยังเกรงกลัว ก็ยังไม่อาจเทียบเคียงกับอัศวินอมตะที่สร้างตัวเธอขึ้นมาได้


            [สะ..สิ่งมีชีวิตระดับอัศวินอมตะ—?!!]


            [ท่านถูกสร้างขึ้นโดยตัวตนระดับนั้น!]


            หัวใจของอาซาเลียแทบหยุดเต้นไปในทันที ราวกับกำลังตกตะลึงพรึงเพริดจนถึงขีดสุด


            อัศวินอมตะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือความเป็นอมตะอย่างแท้จริง ไม่เพียงแค่มีพลังที่ไร้ขอบเขต แต่ยังสามารถครอบครองและทำลายทุกสิ่งได้เพียงเสี้ยววินาที


            ดาวาลมีความมั่นใจในตัวเองและผู้สร้างของเธออย่างไม่มีข้อสงสัย การมองเห็นอารยธรรมเซเลสเทียเป็นเพียงผงธุลีในสายตาของเธอนั้น เป็นสิ่งที่เธอไม่ต้องคิดซ้ำสอง


            อัศวินอมตะไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตทรงพลัง แต่เป็นตัวตนที่ยืนอยู่เหนือกฎแห่งจักรวาล


            การปรากฏตัวของพวกเขาเพียงแค่เสี้ยววินาทีก็สามารถทำให้กาแล็กซี่แตกกระจายได้ แม้แต่อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างเซเลสเทียที่อาซาเลียเคยรับใช้ ยังไม่อาจเทียบได้กับเศษเสี้ยวของความยิ่งใหญ่ของอัศวินอมตะ


            พวกเซเลสเทียอาจครอบครองดวงดาวนับแสน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอัศวินอมตะ พวกเขาก็เหมือนกับฝุ่นธุลีที่ไร้ค่า


            ดาวาลหันไปมองอาซาเลียที่ยังคงตกตะลึงในความคิดของตัวเอง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น


            [เจ้ามองเห็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของจักรวาล แต่เราถือครองข้อมูลและพลังที่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ เซเลสเทียที่เจ้าพูดถึง เป็นเพียงอารยธรรมดวงดาวระดับต่ำที่ไม่มีค่าพอจะถูกจดจำ]


            [เราและทันย่าไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับตัวตนที่ต่ำกว่า และเราจะนำพาตัวของเขาไปสู่ความเป็นหนึ่ง!]


            อาซาเลียอึ้งไปในทันที เธอไม่สามารถโต้แย้งคำพูดของดาวาลได้เลย


            ความเหนือชั้นและความมั่นใจที่แผ่ซ่านออกมาจากดาวาลนั้นรุนแรงเกินกว่าที่ปัญญาประดิษฐ์อย่างเธอจะทำความเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์


            ทันย่าเองได้ฟังคำพูดของดาวาลแล้วก็ยิ้มเล็กน้อย เขารู้สึกยิ่งมั่นใจในพลังของตนและเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม



            ..

            เลโกลัสเก่งแบบนั้นเลย แต่ทำไมไม่ทิ้งอะไรเอาไว้หน่อยวะ 55+


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน