เสี่ยวจินมองสวี่หยางด้วยความตึงเครียด ตนเองได้เตือนเขาไปแล้ว หากเขาเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริง ๆ ก็อย่ามาโทษเขาแล้วกัน!
"เสี่ยวจินอยู่ไหน! รีบลากไอ้หน้าด้านตัวนี้เข้าไปข้างในทีเถอะ" ชายในชุดผู้คุมคนหนึ่งเดินนำชายที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเนื้อตัวมอมแมมเข้ามาภายในห้องขัง ทันทีที่สวี่หยางหันขวับไปตามเสียง จี้อู๋ฉางก็ลงมือพอดี!
เคร้ง!
โซ่เหล็กตวัดแกว่ง สวี่หยางยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันที่หน้าอก ร่างของเขาถูกกระแทกจนถอยร่นไปหลายก้าว
จี้อู๋ฉางยิ้มบาง ๆ พลางนั่งขัดสมาธินิ่งดังเดิม ราวกับว่าเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
ทว่าสวี่หยางกลับรู้สึกชากระตุกไปทั้งสองแขนราวกับต้องรองรับพละกำลังมหาศาล จี้อู๋ฉางอาศัยเพียงพละกำลังทางร่างกายก็สามารถแข็งแกร่งได้ถึงระดับที่ทำให้คนรู้สึกชาหนึบไปทั้งหนังศีรษะได้ขนาดนี้ มันเหนือจินตนาการของเขาไปมากเลยทีเดียว!
แต่เรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้สวี่หยางแน่วแน่ในความคิดที่อยากจะได้ 'วิชากระชากวิญญาณโลหิต' มาครอบครองมากยิ่งขึ้น!
"จอมมารเฒ่า รอก่อนเถอะ ต่อไปเจ้าจะต้องโดนดีแน่" สวี่หยางที่กำลังแขนชาหัวเราะหึ ๆ ออกมา โดยไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือโกรธเคืองจากการโจมตีของจี้อู๋ฉางเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งจอมมารเฒ่าผู้นี้อารมณ์ร้ายมากเท่าใด ค่าประสบการณ์ที่เขาจะได้รับก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าครั้งแรกจะยังไม่สามารถทำให้บันทึกเรื่องราวปีศาจเก็บรวบรวมข้อมูลของมันได้ ทว่าในการพบกันตามลำพังครั้งหน้า จอมมารเฒ่าผู้นี้ไม่มีทางหนีพ้นแน่!
เมื่อสายตาของจี้อู๋ฉางประสานเข้ากับสวี่หยาง จู่ ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่แล่นวาบขึ้นมากลางหลัง สายตาที่สวี่หยางใช้มองเขานั้นราวกับเขากำลังเป็นกระต่ายน้อยที่ถูกจับแก้ผ้าอย่างไรอย่างนั้น!
"บัดซบ ข้าจะไปถูกสายตาของไอ้เด็กเวรนี่ทำให้หวาดกลัวได้อย่างไร? แต่สายตาของเขากลับไม่เหมือนสายตาของคนที่เคยฆ่าคนมาแล้ว กลับเหมือน... พวกวิปริตเสียมากกว่า..." จี้อู๋ฉางพึมพำเสียงเบา ในเวลานี้สวี่หยางได้เดินออกจากห้องขังไปแล้ว และกำลังตรวจสอบนักโทษที่ถูกส่งตัวมาพร้อมกับเสี่ยวจิน
"นี่... พี่ตง เจ้านี่มันนักโทษจากเขตเรือนจำตะวันตกของพวกท่านไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงส่งมาให้พวกเราที่นี่ล่ะ?" เสี่ยวจินเอ่ยบ่น "ที่นี่ไม่มีที่ว่างเหลือเฟือหรอกนะ!"
พี่ตงผู้นั้นแค่นยิ้มเย็นพลางกล่าว "ใคร ๆ ก็รู้ว่าเขตเรือนจำตะวันออกของพวกเจ้าสบายที่สุด มีนักโทษน้อยที่สุด ได้ยินมาว่าเบื้องบนเพิ่งจะส่งเด็กใหม่มาให้พวกเจ้าด้วยนี่"
"นักโทษคนนี้ก็แค่คนในขอบเขตหลอมชีพจรขั้นที่สองเท่านั้น นี่ข้ากำลังเอาผลงานมาส่งให้พวกเจ้าถึงที่เชียวนะ ไม่อยากได้หรือ?"
เสี่ยวจินปรายตามองคนที่นอนส่งเสียงครางฮือ ๆ อยู่บนพื้นแล้วหัวเราะ "ได้ ๆ เพิ่มมาอีกคนก็ไม่เป็นไร"
พี่ตงแค่นเสียงฮึดฮัด ทิ้งคนเอาไว้แล้วก็เดินจากไป สวี่หยางรู้สึกสงสัย นักโทษของมหาเรือนจำสยบอสูรชั้นที่สองสามารถสับเปลี่ยนเขตเรือนจำกันได้ตามใจชอบเลยหรือ ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องไปรายงานเบื้องบนเลยด้วยซ้ำ
เสี่ยวจินรีบอธิบายในทันที "เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นกฎเกณฑ์อะไรหรอก ล้วนเป็นเรื่องที่ทุกคนต่างรู้กันดีอยู่แก่ใจ ที่นี่ของพวกเราคนน้อย นักโทษก็น้อย แต่เขตเรือนจำอื่นกลับมีนักโทษเยอะ บางครั้งยุ่งจนรับมือไม่ไหวก็จะโยนพวกนักโทษที่ธรรมดา ๆ หน่อยมาไว้ที่พวกเรา
ช่วยไม่ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะปัญหาขาดแคลนคนทั้งนั้น
โดยปกติแล้วเบื้องบนก็จะทำเป็นปิดตาข้างลืมตาข้างกับเรื่องพรรค์นี้ ไม่พูดมากหรือไม่ค่อยจะเข้ามายุ่งย่ามอะไรนักหรอก
ไหน... ให้ข้าดูหน่อยสิว่าเจ้าห่านผู้โชคดีคนนี้คือใคร?" เสี่ยวจินกระชากเส้นผมของคนผู้นี้และดึงใบหน้าของเขาให้เชิดขึ้น สวี่หยางมองไปปราดเดียว นี่มันช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้! เจ้านี่ไม่ใช่หลี่เหวยเลี่ยขุมทรัพย์เดินได้ของเขาหรอกหรือ!
ไอ้หมอนี่ตอนอยู่ข้างบนยังทำตัวกร่างโอ้อวดบารมีอยู่เลย เหตุใดพอลงมาถึงได้มีสภาพทุเรศทุรังแบบนี้ได้ล่ะ?
บ่อเงินบ่อทองที่มั่นคงที่สุดของสวี่หยางก็คือหลี่เหวยเลี่ยผู้นี้แหละ ในช่วงเวลาเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา เขาคอยมอบค่าประสบการณ์ให้สวี่หยางอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด เขายังจำท่าทางเย่อหยิ่งจองหองของมันตอนอยู่ในเรือนจำชั้นหนึ่งได้ดี เหตุใดพอลงมาถึงได้ถูกทรมานจนมีสภาพน่าอนาถถึงเพียงนี้ได้เล่า
หลี่เหวยเลี่ยถูกกระชากเส้นผมเอาไว้ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ราวกับกำลังประหยัดเรี่ยวแรง ทว่าพอเขาเห็นสวี่หยางก็ขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นก็เผยสีหน้ากระจ่างแจ้งออกมา
"เจ้าคือผู้คุมตัวน้อยที่อยู่ข้างบนนี่!" นาน ๆ ทีหลี่เหวยเลี่ยจะยอมเปิดปากพูด นัยน์ตาของเขาจู่ ๆ ก็มีประกายขึ้นมา "ดูเหมือนว่าข้าจะประเมินเจ้าต่ำไปสินะ ที่แท้การแกล้งโง่แกล้งหูหนวกตาบอดในตอนนั้นก็เพื่อทำให้คนเบื้องบนดูใช่หรือไม่? การที่เจ้าลงมาที่นี่ได้ ก็คงจะพอมีวิชาอยู่บ้างล่ะสิ"
"รู้จักอดทน รู้จักซ่อนเร้น น่าสนใจดีนี่ เจ้าหนู เจ้ายังมีความลับอะไรซ่อนอยู่อีกงั้นหรือ?" หลี่เหวยเลี่ยพูดไป เลือดในปากก็ไหลซึมออกมาจนต้องถ่มลงพื้นไปทั่วบริเวณ
"อ้าว พวกเจ้าสองคนรู้จักกันด้วยหรือ?" เสี่ยวจินลากหลี่เหวยเลี่ยด้วยใบหน้ารังเกียจพลางหันมาคุยกับสวี่หยางที่อยู่ข้าง ๆ
สวี่หยางพยักหน้ารับพลางกล่าว "ตอนนั้นเขาอยู่ในห้องขังที่พวกข้ารับผิดชอบดูแลอยู่น่ะขอรับ แต่ว่า..."
เรื่องที่เบื้องบนใช้หลี่เหวยเลี่ยเป็นเหยื่อล่อ สวี่หยางไม่รู้ว่าควรจะพูดดีหรือไม่ จึงไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไรไปชั่วขณะ
สวี่หยางยังไม่ทันพูดอะไร หลี่เหวยเลี่ยกลับเป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมาก่อน "ไอ้พวกเวรตะไลจากหน่วยสังหารปีศาจมันก็เป็นแค่กลุ่มไอ้ขี้ขลาดตาขาวจอมเจ้าเล่ห์ พวกมันใช้อุบายหลอกลวงข้า!"
จากนั้นหลี่เหวยเลี่ยก็หัวเราะหึ ๆ พลางกล่าว "เสี่ยวสวี่เอ๋ย การที่เจ้ารอดตายมาได้นี่ถือว่าโชคดีมากเลยนะ เจ้าลองคิดดูสิ คนของหน่วยสังหารปีศาจไม่เคยเห็นชีวิตพวกเจ้ามีค่าเลย แล้วพวกเจ้ายังจะยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อพวกมันไปทำไมกัน!"
เมื่อครู่หลี่เหวยเลี่ยยังดูร่อแร่ใกล้ตายอยู่แท้ ๆ ทว่าพอได้เห็นสวี่หยางก็กลับมามีเรี่ยวแรงขึ้นมาราวกับเป็นคนละคน แถมยังพูดจาฉอด ๆ มากขึ้นอีกด้วย
สวี่หยางมองหลี่เหวยเลี่ยด้วยสายตาเหยียดหยาม หลี่เหวยเลี่ยเริ่มใช้คำพูดล่อลวงเขาอีกแล้ว
เมื่อก่อนตนเองอาจจะยังหวาดหวั่นมันอยู่บ้างสามส่วน ในตอนนั้นความแข็งแกร่งของตนเองยังอ่อนด้อย จึงห่างชั้นกับอีกฝ่ายมากเกินไปจริง ๆ แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่ตบะความแข็งแกร่งเลย ทั้งร่างของหลี่เหวยเลี่ยถูกสะกดเอาไว้ จนมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอ ต่อให้ตอนนี้จะอยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุด ตนเองก็ยังมีพลังพอที่จะต่อสู้กับเขาได้ อีกทั้งตนเองก็อยู่ในขอบเขตหลอมชีพจรขั้นที่สาม ซึ่งสูงกว่าเขาที่อยู่ขอบเขตหลอมชีพจรขั้นที่สองอยู่หนึ่งขั้น ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไรก็ชนะขาดลอย!
ไม่ต้องพูดมาก หากไม่มีกฎห้ามสังหารนักโทษโดยตรง เขาคงลงมือฆ่าหลี่เหวยเลี่ยทิ้งไปตั้งแต่ตรงนี้แล้ว ถึงอย่างไรเมื่อเข้ามาในชั้นสอง ค่าประสบการณ์ที่อีกฝ่ายมอบให้ก็ถือว่าไม่มากสักเท่าไหร่ กลับเป็นเคล็ดวิชาลับเฉพาะของลัทธิพิณมารของพวกเขาต่างหาก ที่ดูจะเย้ายวนใจมากกว่า!
เสี่ยวจินที่อยู่ด้านข้างเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ในเมื่อหลี่เหวยเลี่ยเล่าเรื่องราวไปเกือบเจ็ดแปดส่วนแล้ว สวี่หยางก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีกต่อไป เขาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาตามความจริง
เดิมทีสวี่หยางคิดว่าเสี่ยวจินจะมีอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างหนัก ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะทำเพียงแค่ยิ้มรับแล้วปล่อยผ่านไป
สำหรับเสี่ยวจินแล้ว เรื่องพรรค์นี้มันกลายเป็นเรื่องชินชาไปเสียแล้ว ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แม้กระทั่งผู้คุมในเรือนจำสวรรค์ชั้นสองส่วนใหญ่ก็ล้วนเคยผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาแล้วทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยวจินก็พูดตั้งแต่แรกแล้วว่า ชีวิตคนมันไร้ค่า ชีวิตของผู้คุมก็ยิ่งไร้ค่ายิ่งกว่า
เสี่ยวจินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เรื่องนี้เจ้าก็อย่าเก็บไปใส่อารมณ์ให้มากนักเลย รอจนเจ้าได้เข้าไปในกองพิทักษ์เรือนจำ วันเวลาของเจ้าก็จะสุขสบายขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ"
สวี่หยางถอนหายใจยาว ชาติก่อนเขาเป็นคนในสังคมที่เจริญแล้ว เมื่อมาเจอเรื่องแบบนี้ย่อมต้องรู้สึกโกรธเคืองเป็นธรรมดา เพียงแต่เหล่าผู้คุมตรงหน้าเหล่านี้กลับมีท่าทีชาชินกับเรื่องนี้กันแทบทุกคน
การที่เสี่ยวจินไม่พยายามดิ้นรน ก็เป็นเพราะเขาหมดอาลัยตายอยากไปตั้งนานแล้ว ความคิดของเขาในตอนนี้ก็คือขอแค่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปวัน ๆ ก็พอ ไม่มีความจำเป็นต้องไปกดดันตัวเอง
"นี่เสี่ยวจิน จัดห้องขังที่หันหน้าไปทางทิศใต้ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้าอายุมากแล้ว ต้องได้รับแสงแดดเยอะ ๆ หน่อย!"
หลี่เหวยเลี่ยเป็นพวกชอบตีสนิทกับคนอื่นไปทั่ว สามารถพูดคุยกับใครก็ได้ เสี่ยวจินก็มีส่วนคล้ายกับเขาในจุดนี้ ทั้งสองคนเพิ่งจะเจอกันแท้ ๆ ทว่ากลับทำตัวราวกับเป็นเพื่อนเก่ากันมาเนิ่นนาน...
สวี่หยางมองคนทั้งสองด้วยความพูดไม่ออกพลางเอ่ยเตือนเสี่ยวจิน "ความสามารถในการพูดจาหลอกล่อคนของเขายอดเยี่ยมเป็นที่หนึ่งเลยนะ ท่านอย่าได้หลงกลเขาเด็ดขาด"
เสี่ยวจินพยักหน้ารับพลางหัวเราะหึ ๆ "วางใจเถอะ ถึงแม้ตบะความแข็งแกร่งของข้าจะไม่ได้เรื่อง แต่ความขี้เกียจของข้าเลื่องชื่อนัก ข้าขี้เกียจจะไปทนฟังเขาวาดฝันให้ฟังหรอกนะ!"
หลังจากโยนหลี่เหวยเลี่ยเข้าไปในห้องขังว่าง ๆ อย่างลวก ๆ เสี่ยวจินก็พาสวี่หยางไปเยี่ยมชมมหาปีศาจจอมมารที่เหลือต่อ
ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ เขตเรือนจำตะวันออกก็มีนักโทษถูกคุมขังอยู่ทั้งหมดแปดคนแล้ว