มู่เชียนนิ่งแข็งไปทั้งตัวตั้งแต่ได้ยินคำว่าแคว้นต้าเยว่แล้ว องค์ราชา เยว่เทียนหงคนนั้นน่ะหรือคิดกำจัดนาง หรือเขานึกเสียใจขึ้นมาที่ปล่อยนางไปวันนั้น
“เหตุใดแคว้นต้าเยว่ต้องกำจัดพวกเราด้วย ?”
ฉวนสี่เอ่ยถามน้ำเสียงเครียด หากราชาแคว้นต้าเยว่ออกคำสั่งหมายหัวพวกเขาจริง ทั่วทั้งแผ่นดินคงไม่มีที่ให้เขาอยู่ได้แล้ว ชายคนที่เอ่ยปากเมื่อครู่หันมามองพวกเขาแล้วแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
“เห็นพวกเจ้าใกล้จะตาย ข้าก็จะไขข้อข้องใจให้พวกเจ้าเอาบุญสักครั้ง ……. ไม่เพียงแค่พวกเจ้า…. แต่อัจฉริยะของทุกแคว้นล้วนต้องถูกฆ่าทั้งหมด แผนของเราเริ่มต้นที่แคว้นที่อ่อนแอที่สุดอย่างแคว้นหนานก่อน จากนั้นทุกแคว้นล้วนต้องเป็นเช่นกัน มีเพียงวิธีนี้จึงจะรับรองได้ว่า ภายภาคหน้าแคว้นต้าเยว่ของพวกเราจะยังคงยิ่งใหญ่ไร้ผู้ต้า…..”
“ปั้งงงง !” จ้าวซงไม่รอให้คนร้ายเอ่ยจบ ก็จุดพลุขอความช่วยเหลือทันที
เมื่อครู่ปราชญ์อสูรตนเดียวพวกเขาก็แทบแย่แล้ว นี่ปราชญ์ยุทธ์ถึงสี่คน เขาย่อมไม่รอขอความเห็นผู้ใดอีก ทว่าพลุยังไม่ทันพุ่งขึ้นฟ้า ร่างสีดำของหนึ่งในปราชญ์ยุทธ์ก็กระโดดคว้าเอาก้อนพลุที่ยังไม่แตกตัวเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
“ชิ… เกือบไป” คนร้ายบีบก้อนพลุที่อยู่ในมือจนแตกเป็นผงแล้วพลิ้วร่างมาปรากฏตัวต่อหน้าจ้าวซงที่ยืนหน้าซีดอยู่ไม่ไกล
พลุนี่มีไว้ป้องกันอันตรายจากสัตว์อสูรเท่านั้น ไหนเลยจะป้องกันมนุษย์ที่ชาญฉลาดทั้งยังมีความสามารถถึงระดับปราชญ์ยุทธ์ถึงสี่คนได้ จ้าวซงถูกคว้าคอยกขึ้นทันที
“เริ่มจากเจ้านี่ก่อนก็แล้วกัน พวกเจ้าก็เลือกเอาสักคน ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ต้องไปจัดการ” คนร้ายเอ่ยเสียงเหี้ยม ขณะที่อีกสามคนต่างแยกย้ายกันเข้ามาประชิดร่างของพวกมู่เชียนทั้งสี่ไว้
จ้าวซงดิ้นอึกอักใบหน้าซีดขาวทุรนทุราย เขาคงต้องตายแล้ว
ฉวนสี่สีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยมาก่อน หยางอี้ปินเองก็ถือดาบไว้ในมือสั่นเทา ส่วนโม่เจี้ยนก็ยังไม่ได้สติ มู่เชียนเหลือบมองพวกพ้องด้านข้างแล้วก็ตัดสินใจขอความช่วยเหลือทันที นางไม่อาจสนใจกติกาการแข่งขันต่อไปได้ในยามที่อยู่ระหว่างความเป็นตายเช่นนี้
‘เสี่ยวจิ้ง เสี่ยวจือจือพวกข้าเกิดเรื่องแล้ว….’ มู่เชียนส่งเสียงเรียกในใจ
“วูบบบบ…..”
เสี่ยวจือจือในร่างครึ่งหญิงสาวครึ่งสัตว์อสูรปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามู่เชียนโดยไม่คาดคิด สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนร้ายอย่างมาก อสรพิษสาวมองประเมินแวบหนึ่งก็อ้าปากแล้วพ่นพิษสีฟ้าใส่บุรุษที่ยึดร่างของจ้าวซงไว้ จนเขาต้องกระโดดหลบไป พื้นดินบริเวณนั้นกลายเป็นน้ำแข็งไปในทันที อสูรสาวเลื้อยพุ่งเข้าโจมตีด้วยฝ่ามือ ทำให้มือของเขาที่ยึดลำคอของจ้าวซงไว้ต้องปล่อยออกเพื่อรับการโจมตีของนาง หางขนาดใหญ่ของเสี่ยวจือจือตวัดรัดร่างของจ้าวซงที่ใกล้หมดลมหายใจเอาไว้แล้วดึงเข้ามาใกล้มู่เชียน
“แค่กกๆ….. ขอบคุณคุณหนู” จ้าวซงเอ่ย
เมื่อครู่เขาคิดว่าตนไม่รอดแล้วจริงๆ มู่เชียนไม่เอ่ยให้มากความ นางรีบส่งโอสถคืนพลังขวดหนึ่งให้จ้าวซงแล้วก้าวออกมายืนด้านหน้าพวกพ้องทันที
“ก็แค่ปราชญ์อสูรหนึ่งตน คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือ ….?”
คนร้ายหนึ่งในนั้นกล่าว แม้จะมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาบ้าง แต่เรื่องที่ปราชญ์อสูรหนึ่งตัวจะรับมือปราชญ์ยุทธทั้งสี่นั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เสี่ยวจือจือเองก็ทราบดี หนึ่งในกลุ่มคนชุดดำนั้นเป็นถึงปราชญ์ยุทธ์ขั้นสูงแล้วเสียด้วย อสูรสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“คุณหนู หลบไปก่อนเจ้าค่ะ ข้าจะถ่วงเวลาไว้เอง อีกสักครู่ท่านเสี่ยวจิ้งก็จะมาถึงแล้ว”
เสี่ยวจือจือและเสี่ยวจิ้งมีพันธะสัญญาที่ไม่เหมือนกันจือจือสามารถมาปรากฏตัวได้ทันที แต่เสี่ยวจิ้งไม่ใช่เขาสื่อสารกับนางได้ทว่าไม่อาจมาปรากฏร่างได้ทันทีเหมือนเสี่ยวจือจือ
“ข้าจะช่วยนางถ่วงเวลาไว้เอง เจ้าพาโม่เจี้ยนและคนอื่นๆหลบไปก่อน พบความช่วยเหลือแล้วค่อยกลับมา”
ฉวนสี่เอ่ยแล้วก้าวขึ้นมาเคียงข้างกับเสี่ยวจือจือทันที เขาไม่มีทางทิ้งอสูรน้อยจอมยุ่งนี่ไว้ตามลำพังแน่ มู่เชียนมองคนทั้งสองพลางคิดคำนวนในใจ กว่าเสี่ยวจิ้งจะมาถึงคงต้องใช้เวลาราวหนึ่งเค่อ ….. นางไม่อาจปล่อยให้เสี่ยวจือจือกับฉวนสี่ต่อสู้กับปราชญ์ยุทธ์ถึงสี่คนได้ ทว่าทางโม่เจี้ยนกับจ้าวซงเล่า ?
“ไม่มีใครได้ไปไหนทั้งนั้น !”
ร่างของปราชญ์ยุทธขั้นสูงวูบมาปรากฏตรงหน้าเสี่ยวจือจือ ส่วนปราชญ์ยุทธ์อีกสามคนก็กระจายตัวล้อมคนที่เหลือไว้ โดยเฉพาะมู่เชียนนั้นถึงกับมีปราชญ์ยุทธ์คนหนึ่งประกบอยู่ เขามองออกว่านางคือผู้มีพลังยุทธ์สูงสุดในกลุ่มนี้เพื่อความไม่ประมาทจึงคิดจะกำจัดนางเสียก่อน เสี่ยวจือจือมองแล้วก็ลอบส่งสัญญาณถึงมู่เชียนในใจ
‘คุณหนูเจ้าคะหากถึงที่สุดแล้ว โปรดหลบเข้าไปในกำไลมิติ’
มู่เชียนส่ายหน้า นางไม่อาจทิ้งพวกเขาทุกคนไว้ด้านนอกกับคนร้ายเหล่านี้ได้
“ข้าจะสู้ !”
มู่เชียนตะโกนก้อง ดาบแสงวายุและลูกแก้วหมุนปราณออกมาถือไว้ในมือ รัศมีของอาวุธเวทย์ระดับฟ้าทำให้อาวุธเวทย์อื่นรอบด้านสั่นขึ้นมาด้วยความกดดัน
“อาวุธเวทย์ระดับฟ้า …!! ”
คนชุดดำทั้งสี่มองมายังอาวุธทั้งสองในมือของมู่เชียนด้วยดวงตาลุกวาว ความโลภนั้นฉายชัดบนใบหน้า จ้าวซงและหยางอี้ปินก็นิ่งอึ้งไป เมื่อครู่อยู่ในช่วงชุลมุนจึงไม่ได้สังเกตอาวุธของมู่เชียน ไม่คิดว่าถึงกับเป็นอาวุธระดับฟ้าในตำนาน ทั้งยังมีถึงสองชิ้นอีกด้วย ส่วนฉวนสี่นั้นเขามองอาวุธเวทย์ในมือของมู่เชียนแล้วก็เผยรอยยิ้มออกมา
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็มาทุ่มให้สุดตัวกันเถอะ..!!”
ฉวนสี่สวมแหวนวงหนึ่งเข้าที่นิ้ว ปราณในร่างเขาพลันพุ่งขึ้นสู่ยอดยุทธ์ระดับสูงทันที เกาทัณฑ์สีทองปรากฏขึ้นในมือของชายหนุ่ม รัศมีแรงกล้าของมันไม่ด้อยไปกว่าดาบแสงวายุเลย แน่นอนว่าทั้งแหวนและเกาทัณฑ์นี้เป็นอาวุธระดับฟ้าเช่นกัน
“อาวุธเวทย์ระดับฟ้าสี่ชิ้น โชคหล่นใส่พวกเราแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า แบ่งกันได้คนละชิ้นพอดี” เขาเริ่มแบ่งสันปันส่วนกันในใจ ไม่ได้เห็นเด็กหนุ่มสาวกลุ่มนี้เป็นปัญหาแม้แต่น้อย
หนึ่งในนั้นตรงเข้ามาที่มู่เชียนก่อน เขาถูกใจดาบชิ้นนี้มากกว่าชิ้นอื่นๆ ดูแล้วเหมาะกับเขาที่มีปราณธาตุลมยิ่งนัก
‘ศิษย์พี่ฉวนท่านรับมือคนทางขวา คนตรงกลางให้จือจือจัดการ ส่วนคนสุดท้ายรบกวนศิษย์พี่จ้าวและศิษย์พี่หยางถ่วงเวลาไว้ก่อน ขอเพียงเรารับมือพวกมันได้สักครู่ ไม่เกินหนึ่งเค่อความช่วยเหลือก็จะมาถึงแล้ว”
เมื่อเอ่ยจบ มู่เชียนก็โคจรพันดาวตกวิ่งฉีกตัวออกไปทางป่าทึบด้านข้างทันที นางรู้ดีว่าการไล่ล่าในป่าทึบย่อมพบสิ่งกีดขวาง อยู่ในนั้นนางจะหนีรอดได้นานกว่า สองขอเพียงแยกตัวคนร้ายออกจากกัน จะมีโอกาสจัดการพวกมันได้มากกว่าการที่พวกมันอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
พันดาวตกของมู่เชียนนั้นฝึกฝนถึงขั้นสูงสุดแล้ว แม้จะต้องใช้ปราณธาตุแสงและลมอย่างมาก แต่ด้วยวิชานี้มู่เชียนสามารถเคลื่อนไหวด้วยความเร็วระดับเดียวกับปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นได้
ทว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง นางยังคงเลือกสงวนปราณธาตุแสงไว้ ดังนั้นพันดาวตกของนางจึงมิได้สำแดงออกมาเต็มที่ เด็กสาวจึงทได้ำเพียงอาศัยป่าทึบยื้อเวลา เพื่อล่อคนร้ายออกมาจากกลุ่มให้ไกลที่สุดเท่านั้น มู่เชียนวิ่งลัดเลาะไปในป่า พยายามวิ่งอย่างสะเปะสะปะ เพื่อให้เกิดความยากลำบากต่อการไล่ล่ามากที่สุด แม้กระนั้นระยะทางระหว่างพวกเขาก็ยังกระชั้นขึ้นเรื่อยๆ จากครึ่งลี้ …. เป็นสิบห้าจ้าง …. สิบจ้าง และเมื่อเข้าสู่ระยะห้าจ้าง การโจมตีของคนชุดดำก็เริ่มต้นขึ้น
“เปรี้ยง !”
พื้นหญ้าบริเวณที่นางเพิ่งดีดตัวจากมาถูกระเบิดจนเป็นหลุมกว้าง
อีกสามจ้าง
“ฟึ่บบ !”
กิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่นางเพิ่งอาศัยพักเท้าถูกบางอย่างตัดทำลายจนขาด นางรู้สึกถึงความเจ็บแปลบจากลมที่ตัดผ่านใต้ฝ่าเท้า
“เปรี้ยง !”
ต้นไม้ยักษ์ที่นางกำลังวิ่งอ้อมอยู่ระเบิดขึ้น แรงระเบิดนั้นรุนแรงจนกระแทกร่างเด็กสาวให้ปลิวไปกระแทกกับต้นไม้อีกด้าน
“พลั่ก !”
แม้จะจุกไปเล็กน้อย แต่เด็กสาวก็ดีดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็วหมายจะวิ่งต่อไป ทว่ากลับพบร่างของชายชุดดำผู้นั้นยืนอยู่เบื้องหน้านางในระยะเพียงสองสามก้าวเท่านั้น นางหนีต่อไม่ได้แล้ว……
“ถ่วงเวลารอความช่วยเหลืองั้นหรือ ฮ่าฮ่า แม้ครึ่งเค่อพวกเจ้าก็ไม่มีเวลาหรอก”
คนร้ายที่อยู่ตรงหน้ามู่เชียนเอ่ยเยาะเย้ย พร้อมกับปล่อยปราณยุทธ์ระดับปราชญ์ยุทธ์ออกมากดข่มเด็กสาวเอาไว้
“เอาล่ะเด็กน้อยส่งอาวุธนั่นมาให้ข้า แล้วข้าอาจจะใจดี ปล่อยเจ้าตายโดยครบส่วน”
มู่เชียนยืนก้มหน้า มือเล็กยื่นดาบไปด้านหน้าช้าๆ คล้ายกับยินยอมมอบให้ ชายชุดดำหัวเราะชอบใจ แล้วยื่นมือไปรับอย่างไม่เกรงกลัว เขาที่เป็นถึงปราชญ์ยุทธ์ขั้นกลาง เหตุใดต้องเกรงกลัวเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่เป็นเพียงนักยุทธ์ขั้นกลางคนหนึ่งด้วยเล่า ความประมาทและความยินดีที่จะได้อาวุธล้ำค่ามาโดยง่ายนั้นทำให้เขาไม่สังเกตเห็นแสงสีเงินที่วูบผ่านดวงตาของเด็กสาวเลย
“เข็มผ่านฟ้า !”
“อ้ากกกกก….!”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่นป่า มู่เชียนเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ ด้วยระยะที่กระชั้นชิดอีกทั้งขนาดดวงตาของคนชุดดำผู้นี้ยังเล็กกว่าพยัคฆ์ริ้วเงินตัวเมื่อครู่มาก ทำให้ดวงตาขวาของเขาถูกโจมตีเข้าอย่างจัง โลหิตสีแดงและวุ้นในตาสีขาวไหลทะลักออกมา ชายชุดดำยกมือขึ้นกุมดวงตาด้วยความเจ็บปวดแล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มู่เชียนไม่รอช้า ดาบแสงวายุในมือตวัดไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่คนผู้นั้นไหวตัวทันจึงเอนตัวหนีด้วยความเร็ว คมดาบที่ควรจะตัดผ่าเขาออกครึ่งตัวจึงเพียงแค่ทิ้งแผลลึกขนาดใหญ่ไว้ที่บ่าซ้ายของเขาเท่านั้น
ชายชุดดำโกรธมาก ไม่คิดว่าภารกิจกำจัดรุ่นเยาว์ไม่กี่คน ถึงกับทำให้เขาต้องเสียตาขวาไป ทั้งผู้ที่ทำร้ายเขาก็เป็นเพียงแค่ยอดยุทธ์ชั้นกลางคนหนึ่งเท่านั้น
“ฮึ่มม….. ข้าจะควักลูกตาเจ้าแล้วสับเจ้าเป็นชิ้นๆ !!!”
เขาตะโกนด้วยความเคียดแค้นจากนั้นปราณของปราชญ์ยุทธ์พลันไหลบ่าออกมาครอบคลุมทั่วบริเวณ จากนั้นก็พุ่งตัวเข้ามามือของเขาปล่อยปราณธาตุมืดออกมาสร้างเป็นอาวุธรูปร่างคล้ายกงจักรสองชิ้น
เข็มผ่านฟ้าแม้จะร้ายกาจ ทว่าด้วยขนาดที่เล็กมาก หากโจมตีไปอวัยวะอื่นในร่างย่อมไม่ส่งผลนัก เป้าหมายของนางจึงเป็นดวงตาอีกข้างของคนชุดดำ มู่เชียนถือดาบแสงวายุพุ่งตัวเข้าไปใกล้เพื่อหาจังหวะปล่อยเข็มผ่านฟ้า
“กงจักรสังหาร !”
กงจักรสีดำสองชิ้นถูกสร้างขึ้นและปล่อยออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน มู่เชียนย่อตัวหลบชิ้นที่หนึ่ง จากนั้นก็ใช้ดาบแสงวายุตวัดใส่กงจักรชิ้นที่สองจนกระเด็นไป แม้แรงกระแทกที่ส่งผ่านมานั้นทำให้มือเรียวเล็กของนางแทบฉีกขาด ทว่ามู่เชียนยังคงถือดาบวิ่งเข้าใส่ชายผู้นั้น นางมองดวงตาข้างที่เหลือของมันแล้วก็พบแววตาแปลกประหลาด คล้ายจะเป็นความสาสมใจ จึงคิดระแวงขึ้นมา
จริงดังคาด ที่บริเวณหลังคอของนางรู้สึกเย็นวาบราวกับมีบางอย่างเข้ามาใกล้ จึงรีบก้มศีรษะหลบทันที กงจักรดำมืดชิ้นหนึ่งตัดผ่านบริเวณเหนือศีรษะนางไปเพียงไม่กี่ชุ่น ตัดเอาเส้นผมยาวของนางขาดไปหลายปอย ทว่าไม่ทันเงยหน้าขึ้นเท้าข้างหนึ่งก็ตวัดใส่ลำตัวฝั่งซ้ายของนาง จนร่างของนางกระเด็นไป มู่เชียนฝืนยั้งเท้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วพุ่งกายกลับเข้ามาใกล้ศัตรูอีกครั้ง
“กงจักรสังหาร” กงจักรอีกสองชิ้นถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายดาย ทั้งสี่ชิ้นกระจายตัวออกล้อมมู่เชียนไว้ตรงกลางทำให้นางต้องหยุดการเคลื่อนไหวลง ความสามารถของปราชญ์ยุทธ์คือสามารถควบรวมวิชาเป็นรูปร่างได้ แล้วส่งออกไปโดยไม่ต้องสัมผัสมันตลอดเวลา สามารถควบคุมมันได้ มีผลต่อการต่อสู้ระยะไกลอย่างมาก
“ฟุ่บ!”
กงจักรชิ้นหนึ่งตัดผ่านอากาศมู่เชียนหลบไปทางขวา แต่อีกชิ้นหนึ่งที่รออยู่ทางนั้นก็พลันพุ่งเข้ามาเช่นกัน มู่เชียนจำต้องดีดร่างขึ้นกลางอากาศแล้วพลิกตัวหลบเป็นวงกลมทว่ากลับไม่เร็วพอ กงจักรคมกริบนั้นตัดผ่านแขนซ้ายของนางเกิดเป็นแผลลึกจนเกือบถึงกระดูก ขณะเดียวกันนั้นกงจักรอีกสองชิ้นก็พุ่งเข้าใส่นางทางด้านหน้าและหลัง
มู่เชียนใช้ดาบแสงวายุฟันออกไปด้านหน้าสุดแรง ขณะที่ลูกแก้วหมุนปราณยื่นไปด้านหลัง ดูดเอากงจักรชิ้นหนึ่งมาไว้ในลูกแก้วได้สำเร็จ กงจักรที่กระแทกกับดาบนั้นแตกสลายไปด้วยฤทธิ์ของอาวุธเวทย์ระดับฟ้า แม้เป็นเช่นนั้นแรงที่กระแทกเข้ามาก็ยังทำให้ง่ามมือของเด็กสาวฉีกขาดจนเลือดไหลซึม ยามนี้มู่เชียนปักดาบคู่กายลงกับพื้นเพื่อใช้พยุงร่างที่อ่อนแรง
“หึ….. เป็นเพียงระดับยอดยุทธ์ก็คิดจะเอาชนะข้าหรือ? มาดูกันว่าข้าจะทรมานเจ้าอย่างไรบ้าง ”