จินหวังเฟย

    เล่ม 3 - ตอนที่ 10 เกิดศึกสงครามขึ้นแล้ว

    หลงจู๊เดินกลับมาด้วยฝีเท้าเร่งรีบผิดปกติ ในมือถือกล่องไม้ใบหนึ่งมาด้วย ภายในบรรจุไปด้วยยาพิษและยาถอนพิษที่เหลือ หลังจากวางกล่องไม้บนโต๊ะก็เอ่ยขึ้นสีหน้าเป็นกังวล“นี่คือยาพิษและยาถอนพิษทั้งหมดที่มี”จางหานเฟิ่งเปิดฝากล่องไม้ดูของที่อยู่ข้างใน นางมองแล้วก็ปิดฝากล่องไม้ลงตามเดิม ยามนั้นชายชราเอ่ยขึ้นพลางส่งกระดาษแผ่นหนึ่งที่เพิ่งจะดึงออกมาจากอกเสื้อให้“นักเดินทางของเรา...”หลงจู๊หมายถึงผู้ส่งข่าวสารทั่วทุกสารทิศที่วางไว้ตามจุดต่างๆ ทุกหัวมุมเมือง ขณะที่จางหานเฟิ่งคลี่กระดาษออกอ่าน หลงจู๊ก็เอ่ยขึ้นอีกสีหน้าเป็นกังวลระคนตกใจ“ศึกภายในแคว้นเหอ...ได้เกิดขึ้นแล้ว”จางหานเฟิ่งกับโอวหยางไป๋ย่นหัวคิ้ววูบหนึ่ง ดวงตาหงส์กวาดมองไปตามตัวอักษร ทั้งสองเพิ่งจะพูดเรื่องนี้ไปอยู่หยกๆ ยามนี้ในแคว้นเหอได้เกิดศึกสงครามขึ้นแล้ว ในจดหมายระบุเอาไว้ว่าเชวียนอ๋องไม่ได้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงตามกำหนด หลังจากนั้นเพียงเจ็ดวันฮ่องเต้เชวียนตี้ก็ส่งกองทัพไปปราบปราม สาเหตุของการยกทัพไปปราบปรามในครั้งนี้ก็คือ...เกรงกลัวว่าทางแคว้นจ้าวจะยกทัพมาโจมตีแคว้นเหอ เพราะเชวียนอ๋องได้ลอบพาองค์หญิงยวิ๋นซูจินที่กลายเป็นสนมของฮ่องเต้แห่งแคว้นจ้าวกลับมา...เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ชายาเอกจินอ๋องอ่านแล้วแทบจะขยำกระดาษในมือทิ้ง นางนึกเย้ยหยันฮ่องเต้เชวียนตี้ ด้วยว่าข้ออ้างในการยกทัพโจมตีเชวียนอ๋องบ้าบอสิ้นดี แล้วกระดาษที่อยู่ในมือของนางก็ถูกโอวหยางไป๋ดึงไปอ่าน“แคว้นจ้าว แคว้นเหอ และแคว้นเป่ย...ระยะทางจากที่ตั้งของเมืองหลวงห่างไกลกันอยู่ไม่น้อย กว่าข่าวสารพวกนี้จะมาถึงมือ ทางโน้นก็คงเกิดศึกสงครามขึ้นแล้ว” โอวหยางไป๋พึมพำ“ท่านรีบไปทูลต่อฝ่าบาทเถิด” นางหันไปมองหน้าพี่ชายบุญธรรม“อืม...หลังจากทูลต่อฝ่าบาทแล้ว ข้าจะไปพบกับหยวนฟางในทันที” โอวหยางไป๋ลุกขึ้นยืน และจากไปอย่างรวดเร็วภายในห้องหมายเลขหนึ่งยามนี้เหลือเพียงแค่สามคน...จางหานเฟิ่ง ตันตัน และหลงจู๊ ตันตันที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ โดยไม่ปริปากสักคำมีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ไม่น้อย“สำนักคุ้มกันหมาป่าดำเดินทางถึงไหนแล้ว” จางหานเฟิ่งเงยหน้าถามหลงจู๊“ยังมาไม่ถึงเมืองหลวง” หลงจู๊ตอบกลับมา“เช่นนั้น...ข้าให้ท่านน้าตงเดินทางไปหาเองดีกว่า หลังจากยืนยันตัวตนรับของแล้ว ท่านน้าตงจะได้ออกเดินทางไปเลย!”ตันตันเดินเข้าไปหยิบกล่องไม้หลังจากที่จางหานเฟิ่งลุกขึ้นยืน สองนายบ่าวมีสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อลงมายังชั้นล่าง บรรดาขันทีและนางกำนัลต่างลุกขึ้นแล้วก้มหน้า ถึงเวลาเดินทางกลับตำหนักพยัคฆ์หมอกแล้ว“ไป กลับกันได้แล้ว”ภายในรถม้าที่กำลังแล่นไปตามทาง ตันตันถามขึ้นเสียงเบาขณะยังมีสีหน้าเคร่งเครียด“ทางแคว้นเหอเกิดศึกสงครามขึ้นแล้ว ทางแคว้นจ้าวจะเป็นเช่นไรเพคะ”“ไฟสงครามมาไม่ถึงเมืองหลวงหรอก เพียงแต่ฝ่าบาทจะเลือกหนทางใด”จางหานเฟิ่งภาวนาอยู่ในใจ ขอให้แคว้นจ้าวเลือกหนทางที่ฉลาดด้วยเถิด ในท้องพระโรงวันพรุ่งนี้ โอรสสวรรค์ต้องนำเรื่องนี้มาปรึกษากับขุนนางต่างๆ ตามธรรมเนียมประเพณี แต่ยามนี้จินอ๋องไม่อยู่ในเมืองหลวง นางไม่รู้ว่าการพูดคุยจะออกมาเช่นไร นางหวังอย่างยิ่งว่า...จะทรงรักษาสัญญาที่ให้ไว้ก่อนที่รถม้าจะแล่นผ่านหน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ตระกูลจาง จางหานเฟิ่งสั่งผู้ควบคุมรถม้าเอาไว้ เพราะนางมีเรื่องที่จะพูดคุยกับตงตี้“ข้าจะแวะหาท่านพ่อท่านแม่”“พ่ะย่ะค่ะ”“พวกเจ้ากลับตำหนักพยัคฆ์หมอกไปก่อน!”“พ่ะย่ะค่ะ”ข้ารับใช้หรือบ่าวไพร่ในตำหนักพยัคฆ์หมอกต่างรู้กันว่ามีทางเชื่อมด้านหลังผ่านป่าไผ่ ชายาเอกของพวกเขาใช้ทางลับนี้ไปหาครอบครัวอยู่บ่อยครั้ง จินเยี่ยหยางจึงสั่งให้ทหารที่คอยรักษาความปลอดภัยขยายอาณาเขตคุ้มครองคฤหาสน์สกุลจางไปด้วยคุณหนูใหญ่สกุลจางลงจากรถม้า นางเดินนำหน้าตันตันเข้าไป ทหารรักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่หน้าคฤหาสน์สกุลจางประสานหมัดทำการคารวะต่อนางทันใด“คารวะชายาเอก”นางรับการคารวะนั้นทางสายตา จากนั้นก็ก้าวข้ามผ่านธรณีประตูเข้าไป ฮูหยินจางคนปัจจุบันกับแม่บ้านเจิ่นเห็นนางแล้ว ต่างรีบสาวเท้าออกมาต้อนรับถึงกลางทางที่ทอดยาวไปสู่ตัวเรือนห้องโถงด้านหน้า“คารวะชายาเอกจินอ๋อง”“ท่านแม่...” จางหานเฟิ่งยื่นมือหนึ่งออกไปประคองซูฮัวหวา ส่วนอีกมือของนางถือโส่วหลูเอาไว้หลัวจีหง จางอิงถิง และจางซานหลง หลังจากที่รู้ว่าจางหานเฟิ่งมาจากบ่าวไพร่ที่เข้าไปรายงานถึงเรือนทางด้านหลัง ทุกคนต่างโผล่หน้าออกมาพร้อมรอยยิ้มดีใจ“ท่านพี่...” จางอิงถิงส่งเสียงเรียกด้วยความดีใจเช่นทุกครั้ง“พี่ใหญ่...” จางซานหลงวิ่งดุกดิกๆ เข้ามาเกาะขา ใบหน้าขาวผ่องกลมดิกแหงนขึ้นเผยรอยยิ้มน่ารัก แก้มยุ้ยแดงน่าหยิกเพราะอากาศที่หนาวเย็น“คารวะฮูหยิน...คารวะหลัวอี๋เหนียง...” ตันตันยอบกายคารวะตามธรรมเนียมประเพณี โดยที่สองมือของนางประคองกล่องไม้เอาไว้“ท่านพ่อ?” จางหานเฟิ่งถามถึงบิดาเพราะไม่เห็นว่าบิดาออกมาต้อนรับนาง“ยังไม่กลับจากวังหลวงเลย”“ข้ามีเรื่องสำคัญบางอย่างจะพูดกับตงตี้...” นางเบนสายตาไปมองตงตี้ทันทีที่ปรากฏตัวออกมาให้เห็น แล้วก็หันมาคุยกับซูฮัวหวาสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย เพื่อฝากบอกไปถึงบิดาที่ยังไม่กลับมา “เกิดศึกสงครามภายในแคว้นเหอขึ้นแล้ว”“เกิดศึกสงครามภายในแคว้นเหอขึ้นแล้ว! แล้วแคว้นจ้าวเราจะเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่” ซูฮัวหวาถามกลับทันทีสีหน้าแตกตื่น“ข้าตอบไม่ได้ท่านแม่ มิรู้ว่าฝ่าบาทจะมีรับสั่งออกมาเช่นไร”“คงไม่เกี่ยวกับแคว้นจ้าวของเรา” หลัวจีหงพูดแทรกเพื่อให้ทุกคนที่ยืนฟังอยู่ที่นี่สบายใจ ที่ตั้งของเมืองหลวงห่างไกลจากชายแดนอยู่มาก“ไฟสงครามคงมาไม่ถึงเมืองหลวงของเรา” จางหานเฟิ่งช่วยปลอบประโลมใจอีกคน“พี่ใหญ่...พี่ใหญ่...” จางซานหลงที่แหงนใบหน้าขึ้นใช้มือกระตุกชายกระโปรง ดวงตากลมสีหมึกดุจเม็ดแตงมองตรงมาเป็นคำถาม “เกิดศึกสงครามขึ้น...ท่านพี่เขยก็ต้องไปออกรบใช่หรือไม่”จางหานเฟิ่งพยักหน้า นางมั่นใจว่าจินเยี่ยหยางจะต้องเป็นผู้นำทัพใหญ่ออกไป เพราะเกี่ยวพันถึงความเป็นอยู่ของแคว้นจ้าว แล้วนางก็หันไปบอกกับทุกคนด้วยท่าทางสุขุมอีกครั้ง จากนั้นก็เดินนำหน้าตันตันและตงตี้เข้าไปยังเรือนที่พักทางด้านหลัง จางซานหลงอ้าปากจะเรียกพี่สาวคนโต แต่ถูกมารดาห้ามเอาไว้เสียก่อน คนในครอบครัวสกุลจางรู้ตื้นลึกหนาบางของบ่าวร่างยักษ์ผู้นี้ดีอยู่ไม่น้อย“ข้าขอคุยกับตงตี้ตามลำพัง”ตงตี้เดินตามอยู่ทางด้านหลัง ฟังจางหานเฟิ่งเอ่ยสุ้มเสียงเบา“ท่านน้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่”“ข้าได้ยินแล้ว”“ข้านำยาพิษและยาถอนพิษมาให้ ท่านน้าสามารถออกเดินทางได้ในทันที”จางหานเฟิ่งเลือกผงพิษที่มีฤทธิ์ทำให้คนตาบอด เพียงแค่เผาไหม้ ควันที่ลอยขึ้นมานั้นจะกลายเป็นควันพิษทันที นางพยักหน้าให้ตันตัน ตันตันจึงเดินเข้ามาหาพร้อมกล่องไม้ ให้จางหานเฟิ่งหยิบขวดยาพิษกับยาถอนพิษไปอย่างละขวด“ข้าเก็บข้าวของเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว” ตงตี้มีสีหน้าพร้อมที่จะกลับสู่สมรภูมิแห่งการสู้รบเต็มตัว ยิ่งคิดว่าจะได้พบทหารที่รอดชีวิตก็ยิ่งมีความตั้งใจ“ตายอย่างสุนัข หรือว่าตายอย่างพยัคฆ์ ฟ้ารู้...ดินรู้...ตัวเรารู้!” นางปลุกปั่นความฮึกเหิมให้กับอดีตแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ เมื่อหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้า ประกายตาของจางหานเฟิ่งบ่งบอกถึงความเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย “ของที่เชวียนอ๋องให้สำนักคุ้มกันหมาป่าดำส่งมาให้ยังมาไม่ถึงเมืองหลวง ทว่าก็อยู่ห่างจากเมืองหลวงไม่ไกลแล้ว ท่านน้าจงเดินทางไปหา แล้วแจ้งรับของที่เชวียนอ๋องส่งมาให้”“องค์ชายแปดส่งสิ่งใดมาให้ข้า” ตงตี้สงสัยจริงๆ“ข้าไม่รู้ แต่น่าจะเป็นของสำคัญ”“อืม...”“ท่านน้าระวังตัวให้ดี ข้าเป็นห่วง” นางมีสีหน้าเศร้าหมองให้เห็น แต่แววตาเป็นประกายคมกริบ เพราะไม่ยินยอมให้แคว้นเหอและแคว้นเป่ยรุกรานแคว้นจ้าว“อืม...” ตงตี้ขานตอบรับความหวังดี และเร่งออกเดินทางไปให้ถึงชายแดนระหว่างแคว้นเร็วๆ

    คล้ายกับเรื่องจินหวังเฟย ที่คุณอ่าน