หนังสือเปลี่ยนชะตา

    บทที่ 74

    ผู้นำสำนักมังกรฟ้ากล่าวออกมาอย่างเดือดดัน ในฐานะที่เขาเป็นผู้แทนโลกพลังแห่งลมปราณมานานหลายปี แต่นี่เหมือนกับว่ามันเป็นครั้งแรกเลยที่มีสำนักอื่นๆไม่เชื่อฟังในคำพูดของเขา พวกเขาไม่แม้แต่เคารพในตัวของเขา และท่านปัญญารุ่นที่สองเลยแม้แต่น้อย แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงของผู้นำสำนักเต่าทมิฬดังออกมา“ฮ่าๆ.. บทละครปาหี่เช่นนี้.. ท่านนั่นแหละที่กำลังเล่นตลกอันใดกัน.. สำนักของข้านั้น สืบทอดกันมาอย่างช้านาน.. จากรุ่นสู่รุ่น ต้นตระกูลของข้านั้นใกล้ชิดกับท่านปัญญามากกว่าสำนักหรือตระกูลอื่น ในฐานะผู้คุ้มกันแล้ว.. ข้าสามารถบอกได้ทันทีเลยว่าท่านปัญญารุ่นที่สอง ไม่ได้เป็นตัวตลกอย่างที่ข้านั้นกำลังชมอยู่”เจ้าสำนักเต่าทมิฬกล่าวออกมา มันทำให้ทุกๆคนในงานมองไปทางเขาเพียงผู้เดียว และมันเป็นการแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ยอมรับว่าชายตรงหน้าคือท่านปัญญารุ่นที่สอง เขากล่าวออกมาอย่างดูถูกดูแคลน และเขาคือ ‘ต้าหู่กุ่ย’ แต่ในระหว่างนั้นก็มีเสียงดังมาอีกฝั่งหนึ่งออกมาสนับสนุนเขา“ข้าเองก็ไม่ได้ยอมรับในตัวของคนผู้นี้คือปัญญารุ่นที่สองหรอกนะเจ้าคะ.. แม้ว่าตระกูลของข้าจะไม่ได้สืบทอดผ่านกันจากสายเลือด เราคัดเลือกการเป็นเจ้าสำนักตามความเหมาะสม และเห็นควรตรงกันจากสมาชิก ข้ามีข้อมูลที่เชื่อว่าท่านปัญญานั้น ในระหว่างหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ปรากฏอยู่เกือบจะทั่วทั้งโลก.. คลื่นพลังแบบพิเศษเท่าที่เรารู้มา มันเป็นคลื่นพลังงานอันบริสุทธิ์ และคลื่นนั้นไม่ได้ปรากฏบนตัวของชายคนนี้เลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ” หญิงสาวสายเสน่ห์ เธอคือธิดาแห่งวงการการแสดงของจีน ใครก็ต่างยกย่องให้เธอเป็นสตรีจีนที่สวยงามที่สุดได้กล่าวออกมา ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสำนักหลักทั้งสี่ และเจ้าสำนักหลักที่อายุน้อยที่สุด เจ้าสำนักหงส์เพลิง ‘จ้าวอิงฮวา’ แน่นอนว่ามันทำให้เจ้าสำนักมังกรฟ้า ‘หลงจินเค่อ’ เริ่มที่จะหัวเสียออกมา แต่อีกสำนักหนึ่งก็เกิดความลังเลใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และนั่นก็คือเจ้าสำนักพยักฆ์ขาว ‘ถังฟง’“พวกเจ้ามีตาดีกันอยู่หรือไม่.. ท่านผู้นี้มีสติปัญญาที่เฉียบแหลม ไอคิวที่เขาวัดได้สูง 275 นั่นก็แปลว่าท่านมีไอคิวที่สูงที่สุดในโลกแล้วตอนนี้.. แล้วไหนจะเป็นพลังที่สามารถอ่านหนังสือแล้วจดจำได้อย่างรวดเร็วในตำนานอย่างที่ท่านรุ่นหนึ่งเคยกระทำนั้นอีก.. แล้วพวกเจ้าจะอธิบายมันยังไงล่ะข้อนี้”เจ้าสำนักมังกรฟ้าเริ่มออกน้ำเสียงที่ดูโมโห เขาอธิบายเหตุผล และการใช้พลังของท่านเสี่ยวปอให้ทุกคนได้ฟัง และเอ่ยถามกลับกับทุกเจ้าสำนัก และแน่นอนว่าก็เป็นเจ้าสำนักเต่าทมิฬที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ยืนเป็นคนแรก ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า“หากเป็นอย่างที่ท่านว่ามาจริงๆ ข้าเจ้าสำนักเต่าทมิฬก็ขออนุญาตทดสอบท่านเสี่ยวปอผู้นี้ดูเสียหน่อย ไม่ซิ.. หรือต้องเรียกว่าท่านปัญญาตัวปลอมดีล่ะ เอาอย่างไรดีล่ะ อยากจะให้ข้าลองทดสอบดูหน่อยหรือไม่” ต้าหู่กุ่ยกล่าวออกมา พร้อมกับหัวเราะอย่างตลกๆ มันทำให้เจ้าสำนักมังกรฟ้าขมวดคิ้ว และหันไปมองยังที่ท่านเสี่ยวปอในทันที และแน่นอนว่าเมื่อเสี่ยวปอโดนดูถูกขนาดนี้ มีหรือจะยอมให้ตัวเองเป็นที่น่าอับอาย“ได้อยู่แล้ว... แล้วไม่ทราบว่าท่านจะทดสอบหรือพิสูจน์ข้าอย่างไรดีล่ะ” เสี่ยวปอกล่าวด้วยความมั่นใจ เขาได้เตรียมตัวมาตลอดทั้งเดือนนี้ เขามั่นใจว่าไม่มีบททดสอบไหนที่เขาทำมันไม่ได้ เมื่อต้าหู่กุ่ยได้ยินอย่างนั้น เขาก็ยื่นออกมา ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องของเขานำกระเป๋าใบหนึ่งมาให้กับเขา“ข้าคิดอยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องพูดเยี่ยงนี้.. บททดสอบของข้านั้นง่ายดายนัก..” ก่อนที่เขาจะหยิบของที่อยู่ในกระเป๋าใส่รหัสที่ลูกน้องเป็นคนเปิดให้ออกมา มันเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ดูเก่าแก่เป็นอย่างมาก และเขาก็พูดต่อออกมาว่า“อย่างที่ทุกๆท่านในที่นี้เข้าใจ ตัวต้นตระกูลของข้านั้นเป็นคนที่สนิทชิดเชื้อกับท่านปัญญารุ่นแรก และสิ่งที่ท่านได้ฝากฝังไว้กับตระกูลของข้าคือหนังสือเล่มนี้.. แน่นอนว่ามันไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่เป็นหนังสือเช่นเดียวกับ ‘หลงเฮ้ง’ เก็บรักษาไว้ และท่านปัญญารุ่นที่สองได้ศึกษาเรียนรู้มันไปแล้ว.. แต่หนังสือเล่มมันมีไว้เพียงทดสอบเท่านั้น ไม่ได้มีพลังใดๆที่ผู้ที่เข้าใจมันจะได้รับไป .. ความลับของหนังสือเล่มนี้จะเป็นคำบางคำที่ตรงกับคำของท่านรุ่นแรกที่ได้กล่าวเอาไว้ ก่อนที่จะหายจากไปกับตระกูลของเรา” ต้าหู่กุ่ยยกหนังสือขึ้นมาโชว์ก่อนจะอธิบายที่มาของหนังสือ เขาเว้นวรรคไว้สักครู่ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า“ข้าต้าหู่กุ่ย เจ้าสำนักเต่าทมิฬรุ่นที่ 5 ข้าให้สัตย์ต่อหน้าทุกท่านในที่แห่งนี้ด้วยเกียรติทั้งหมดของสำนักเต่าทมิฬว่า สิ่งที่ข้าได้เอ่ยไปคือความจริงทั้งหมด.. และด้วยคำพูดนที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษนั้น ข้าสาบานต่อฟ้าดินว่า หากเสี่ยวปอผู้นี้รู้คำตอบ และกล่าวออกมาได้อย่างถูกต้อง ตัวข้า และทุกๆคนในสำนัก ยินดีที่จะติดตาม และให้การอารักขาด้วยชีวิต เหมือนกับท่านรุ่นที่หนึ่งในทันที..”สิ้นเสียงของต้าหู่กุ่ยแล้ว ก็ทำให้ทุกคนภายในงานเริ่มที่จะให้ความสนใจกันมากขึ้น คนที่กล้าสาบานด้วยเกียรติของสำนัก และชื่อเสียงของเหล่าบรรพชนผู้ล่วงลับไปนั้น แสดงว่าเขาจะต้องมั่นใจ และให้ความสำคัญมากเลยทีเดียว แต่สำหรับเรื่องนี้ เพราะมันก็แค่หนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น มันไม่ได้ยากจนเกินไปเลยสำหรับการจะหาคำตอบ“ข้ายอมรับข้อเสนอของท่าน.. โปรดส่งหนังสือเล่มนั้นมาให้กับข้า..” ต้าหู่กุ่ย เดินเข้ามาก่อนจะหยิบยื่นหนังสือเล่มนั้นให้กับเสี่ยวปอ เขาเพียงยื่นมันไปให้เสี่ยวปอแตะต้องเท่านั้น ด้วยที่ไม่ได้ยอมปล่อย ก่อนที่เสี่ยวปอจะรู้สึกผิดสังเกตที่รอยยิ้มของชายคนตรงหน้า และไม่ยอมปล่อยมือจากหนังสือเสียที“ทำไมท่านถึงไม่ยอมปล่อยมือออกจากหนังสือเสียทีล่ะ.. แล้วอย่างนั้นข้าจะอ่านมันได้อย่างไร” เสี่ยวปอกล่าวออกมาแต่ต้าหู่กุ่ยก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ชายคนนี้ไม่มีคุณสมบัติอะไรเลย เขาจึงหันมาพูดกับเสี่ยวปอให้ปล่อยหนังสือเล่มนี้ออก ซึ่งเสี่ยวปอที่ไม่รู้อะไรก็ทำตามอย่างงงๆ ก่อนที่ทุกคนในที่นี้จะตกตะลึงกับคำพูดของต้าหู่กุ่ย“ท่านหมดเวลาอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว.. แล้วท่านได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้บ้างล่ะ... ก็คงไม่ซินะ เจ้ามันก็แค่ตัวปลอม ที่ทำให้หนังสือที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราต้องแปดเปื้อน..” จากนั้นเขาก็เดินกลับไปยังที่ฝั่งของตัวเอง เสี่ยวปอที่งงๆอยู่ก่อนกล่าวกลับออกมาว่า“เจ้าจะบ้าแล้วหรือยังไง .. ใครกันที่แค่แตะหนังสือโดยที่ไม่ได้ดูเนื้อหาภายในแล้วจะรู้เรื่องกัน..ไม่มีใครทำได้หรอก.. อย่าว่าแต่อ่านเลย แตะยังไม่ถึง 5 วินาที จะรู้ได้อย่างไรกัน..” เสี่ยวปอกล่าวออกมาอย่างหัวเสีย เพราะมันไม่สมเหตุผลเอาได้เลย เจ้าสำนักคนอื่นก็เริ่มคิดตาม แต่ไม่ได้เป็นไปตามเสี่ยวปอ และทั้งหมดนั้นเขาไปอยู่ข้างต้าหุ่กุ่ยในทันที ก่อนที่จ้าวอิงฮวา เจ้าสำนักหงส์เพลิงจะพูดออกมาว่า“หนังสือเล่มนั้น... ของจริงหรือเปล่าท่านต้าหู่กุ่ย..” เธอกล่าวถามออกไป เมื่อได้ยินอย่างนั้นเขาก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบออกไป“เจ้าไม่เชื่อเกียรติอันสูงทรงของตระกูลข้าอย่างนั้นหรือ อิงฮวา.. ทำไมเจ้าไม่ลองนำหนังสือของสำนักเจ้ามาให้กับเขาผู้นี้ลองบ้างล่ะ แล้วเจ้าก็จะได้รู้ความจริงเอง... ส่วนข้า และสำนักเต่าทมิฬต้องขอตัวลาเพียงเท่านี้” จากนั้นเขาก็หันหลังกลับไป เตรียมตัวที่จะออกจากงาน ด้วยบรรยากาศที่เงียบเฉียบ
    error loadedได้ไก่ทอดกับข้าวเหนียวร้อนๆมา มันคงจะดีนะ