การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป เพียงไม่นานหน่วยพิสูจน์หลักฐานก็กลับมาพร้อมกับผ้าชิ้นหนึ่ง รวมถึงช้อนส้อมจำนวนมากที่ตอนแรกไม่รู้ว่าหายไปไหน พวกมันถูกพบในห่อกระดาษหนังสือพิมพ์จนดูเหมือนมีคนขยำ (ขะ-หยำ) มันเป็นก้อนใหญ่ ๆ เท่านั้น
“จากการตรวจสอบ เราพบลายนิ้วมือ และพิษไซยาไนด์ด้วย คาดว่าตอนนั้นคนร้ายคงยังไม่ได้ล้างมือ อีกอย่างคือผ้าที่มีพิษไซยาไนด์อยู่ เราพบเส้นผมที่น่าจะเป็นของคนร้ายด้วยครับ” หน่วยพิสูจน์หลักฐานรายงาน
“งั้นผมขอความร่วมมือหน่อยนะครับ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ ผมขอเก็บตัวอย่าง DNA ของพวกคุณทั้งหมดด้วย” ตำรวจที่รับผิดชอบคดีกล่าว
ไม่นานพวกเขาคุมตัวพิธีกรร่วมที่เป็นคู่กรณีกับผู้ตายไปสอบปากคำต่อที่สถานีตำรวจ ซึ่งระหว่างที่เจ้าหน้าสอบปากคำออกเดินไปข้างนอก มีซองกระดาษซองหนึ่งหล่นลงมาจากเพดาน ต่อหน้าพิธีกรร่วมคนนั้น
เมื่อเขาหยิบออกมาดูก็พบว่ามันเป็นหลักฐานการกระทำความผิดของคู่กรณีที่เขาเพิ่งฆ่าไปนั่นเอง เขาได้แต่พูดออกมาว่า ทำไมเอกสารถึงไม่อยู่ในมือเขาก่อนที่เขาจะฆ่ามันทิ้ง และแน่นอนว่าพิธีกรร่วมได้ฝากทางตำรวจส่งเอกสารนี้ให้อัยการที่รับผิดชอบคดีของเขากับผู้ตายด้วย ซ้ำยังรับสารภาพว่าตนเองเป็นคนฆ่าผู้ตายเอง เพราะความคับแค้นใจ
รายการล่มไม่เป็นท่าเพราะเกิดเหตุฆาตกรรม แต่ไป่ฉีก็ได้รับเงินตามสัญญาว่าจ้าง ขณะที่ไป่ฉีกำลังจะกลับ มีเด็กใส่แว่นคนหนึ่งเดินมาดึงขากางเกงเขา
“นี่ ๆ พี่ชาย ทำไมถึงคิดว่าเป็นคดีฆาตกรรมตั้งแต่แรกล่ะครับ” เด็กแว่นถาม
“เดี๋ยวเถอะ พี่เขามีงานต้องไปทำต่อนะ ซี ขอโทษแทนเขาด้วยนะคะ” หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาเตือนเด็กแว่นที่เข้ามาคุยกับไป่ฉี
“ไม่เป็นไรหรอกครับ น้องชายพี่จะตอบให้นะ พี่น่ะมีลางสังหรณ์ที่แม่นมาก” ไป่ฉียกยิ้มขึ้นก่อนจะก้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของเด็กแว่นคนนั้น
“ถ้าอยากกลับคืนร่างเดิม รับสิ่งที่อยู่ในห่อลูกอมนี้ไปซะ จากนี้ถ้าอยากตามหาตัวพวกนั้นก็แล้วแต่นะ แต่ขอเตือนว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัวอีกจะดีกว่า พวกชายชุดดำนั่นน่ะไม่ใช่คนธรรมดาหรอก” ไป่ฉีกล่าวจบก็รีบจากไป ส่วนเด็กแว่นก็เอาแต่มองลูกอมในมือที่ไป่ฉียัดใส่มือเขามาเมื่อครู่
'เขาเป็นใครกัน เขาพูดเหมือนกับรู้จักองค์กรนั่นเลย' เด็กแว่นมองแผ่นหลังของไป่ฉีจนเขาหายไปจากสายตา ก่อนจะรีบเก็บลูกอมนั้นเข้ากระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็ว ราวกับมันเป็นของสำคัญมากและจะหายไม่ได้ เพื่อให้เขาได้กลับเป็นผู้ใหญ่อีกครั้ง เพื่อสารภาพรักกับหญิงสาวที่อยู่ข้างกายเขา
ด้านไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงกลับบ้านไป พ่อกับแม่ของเขากำลังดูข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นที่สตูดิโอรายการนี้พอดี กว่าพวกนักข่าวจะมา ดาราหลายคนต่างก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว ที่ให้สัมภาษณ์มีแต่ทีมงาน ผู้กำกับ และ PD ของรายการเท่านั้น
หลี่ซีหยานถามไป่ฉีถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไป่ฉีเล่ารายละเอียดให้หลี่ซีหยานฟัง ก่อนจะถามถึงไป๋หู่ว่าทำอะไรอยู่ ปกติถ้าอยู่บ้าน ไป๋หู่มักจะนั่งอยู่กับหลี่ซีหยาน
“หมอนั่นกำลังอาบน้ำอยู่ ดูเหมือนจะได้รับการสั่งสอนจากเจ๊สุ่ยมาดีพอสมควรล่ะนะ กลับมาเก็บของเป็นที่เป็นทางดี แต่จะได้สักกี่วันเถอะ” หลี่ซีหยานกล่าว
“จะว่าไปเจ๊สุ่ยก็มีส่วนคล้ายพี่กุ้ยอิงเหมือนกันนะ” ไป่ฉีกล่าว
“ก็น่าจะ ว่าแต่ตั้งแต่เปิดเทอม นายได้เจอพี่หลี่ไป๋รึยัง ฉันมัวแต่ยุ่ง ๆ เรื่องของตัวเอง เลยไม่ได้ติดต่อกับเขาเลย ที่โรงเรียนก็มีแต่พวกสาว ๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง ไปไหนก็ไม่สะดวก” หลี่ซีหยานกล่าว
“ยังเลย จะว่าไปเขาอายุมากกว่านาย 1 ปีนี่” ไป่ฉีกล่าว ก่อนจะกดสมาร์ทโฟนเหมือนหาอะไรบางอย่าง
“รู้สึกเขาจะเข้าชมรมกรีฑานะ ลงประเภทลู่ วิ่งระยะสั้น 100 เมตร แต่ฉันอยู่ชมรมตลอดไม่ได้ไปไหนเลย” หลี่ซีหยานกล่าว
“อืม ที่ไม่เจอก็ไม่แปลกหรอก นี่ไง” ไป่ฉียื่นสมาร์ทโฟนให้ดู ในนั้นเป็นเนื้อหาข่าวการทำลายสถิติโลกวิ่งระยะสั้น 100 เมตรของหลี่ไป๋ ที่เป็นนักกีฬาวิ่งระยะสั้นทีมชาติที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถทำลายสถิติโลกได้
“เห่อ ๆ ดูท่าทางพี่หลี่ไป๋ยังไม่ได้ใช้แรงเต็มที่ซะด้วยซ้ำ” หลี่ซีหยานหัวเราะแห้ง ๆ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายชนะเพราะใช้พลังปราณช่วย
“หากจะให้เร็วสุด ระยะทางแค่นั้น 2-3 วินาทีก็น่าจะเข้าเส้นชัยไปแล้ว” ไป่ฉีกล่าว
“แบบนั้นมันจะถูกมองเป็นพวกอมนุษย์ไปน่ะสิ” หลี่ซีหยานกล่าว
“ก็นะ การอยู่ในวงการกีฬามันยากกว่า เพราะนายไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพร่างกายของนายได้เต็มร้อยไงล่ะ ลองนึกสภาพนายสู้กับอีกฝ่ายโดยใช้พลังปราณต่อยอีกฝ่ายดูสิ” ไป่ฉีกล่าว
“นั่นมันจะกลายเป็นการฆาตกรรมเลยนะนั่น” หลี่ซีหยานยิ้มแหยง ๆ
“คุยอะไรกันน่ะ” ไป๋หู่ถามขณะกำลังเดินลงมาจากชั้น 2
“กำลังคุยเรื่องการทำลายสถิติโลกของหลี่ไป๋น่ะ” ไป่ฉีกล่าว
“อ้อ แต่พี่ฉี เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ผมมีเรื่องจะปรึกษา” ไป๋หู่มีสีหน้าลังเล
“ว่ามา” ไป่ฉียกยิ้ม เขารู้ว่าไป๋หู่ต้องการปรึกษาเรื่องอะไร
“คือช่วงเย็นหลังจากผมคอยระวังพวกถ้ำมองให้เจ๊สุ่ยแล้ว เจ๊เขาชวนผมไปดูหนังกับซื้อของเสาร์นี้น่ะ หรือว่านี่จะเป็นเดทรึเปล่า” ไป๋หู่ถาม
“ไม่น่าใช่ ดูจากโรคต่อต้านการสัมผัสขั้นรุนแรงแบบนั้น ฉันว่าเขาจะให้นายไปเป็นคนซื้อตั๋ว กับถือของที่เธอซื้อมากกว่า ถ้าเจ๊แกไปเอง พวกพนักงานห้างกับพนักงานโรงหนังคงเจ็บตัวกันแน่” ไป่ฉีกล่าว
“งั้นเหรอ ที่แท้เป็นแบนนี้นี่เอง” ไป๋หู่พยักหน้า
“สรุปนายจะไปไหม” หลี่ซีหยานถาม
“ไปสิ เจ๊สุ่ยน่าสงสารออก ถ้าเป็นแบบที่พี่ฉีพูด เจ๊คงไม่ได้ไปเที่ยวไหนนานแล้ว” ไป๋หู่ตอบ
ขณะนั้นมีสายโทรเข้ามาที่สมาร์ทโฟนของไป่ฉี เบอร์นี้เขาจำได้ดี แต่ที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยได้ติดต่อฝ่ายนั้นสักเท่าไหร่ ไป่ฉีกดรับสายทันที
[โอ้ รับแล้ว ว่ายังไงเสี่ยวไป่] เฉียนม่อ ที่เป็นประธานสมาคมนักเขียนแห่งชาติกล่าวทักทายไป่ฉี
“สบายดีครับ อาจารย์เฉียนเป็นยังไงบ้างครับ” ไป่ฉีถามกลับตามมารยาท
[ฉันเหรอ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันสบายดี ตอนนี้กำลังอยากได้นิยายดี ๆ มาอ่านสักเรื่องน่ะ] เฉียนม่อกล่าว
“ผมกำลังเขียนอยู่ครับ ถ้าเสร็จเมื่อไหร่จะให้ทางสำนักพิมพ์จัดส่งไปให้ 1 ชุดก่อนนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
[ดี ดี ดี อย่าลืมเชียวล่ะ อะ...แฮ่ม เกือบลืมไปเลย มีเรื่องอยากจะขอให้ช่วยหน่อย ไม่รู้ว่าเธอจะให้ความร่วมมือรึเปล่า] เฉียนม่อถาม
“เรื่องอะไรล่ะครับ ถ้าผมช่วยได้ผมยินดี ช่วงนี้ผมยังมีงานไม่มาก เพราะละครเรื่องใหม่ยังไม่เริ่มการถ่ายทำ” ไป่ฉีกล่าว
[คือว่าจะมีงานประมูลเพื่อหาทุนสำหรับการเก็บรักษาภาพอักษรโบราณ และบูรณะเอกสารโบราณน่ะ เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลปีนี้จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้สักเท่าไหร่ ซ้ำยังลดงบประมาณลงอีกด้วย ฉันก็เลยต้องหาเงินมาช่วยอุดงบประมาณที่หายไป เธอคงรู้ใช่ไหมว่าสิ่งเหล่านี้มันคือมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญานี้อาจหมายรวมถึงตำรับยาโบราณ ที่อาจรักษาโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ในปัจจุบันให้หายขาดได้ แต่พวกนักการเมืองต่างบอกว่า พวกมันเป็นเพียงแค่เศษกระดาษที่ผ่านกาลเวลามานานเท่านั้น ไอ้ลูกหลานบัดซบพวกนั้นไม่เคยคิดถึงเลยว่าที่ประเทศชาติเจริญมาได้จนถึงทุกวันนี้เพราะมีการส่งต่อภูมิปัญญาความรู้ผ่านเอกสารโบราณเหล่านี้] เฉียนม่อระบายความคับข้องใจในเรื่องนี้ออกมาให้ไป่ฉีได้ฟัง
“งั้นให้ผมหาชิ้นงานไปประมูลสินะครับ” ไป่ฉีถาม
[ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช่แล้ว งานคุณภาพของเธอคงทำให้การประมูลมีสีสันมากขึ้น และอยากให้เธอช่วยพูดกระตุ้นเรื่องการเก็บรักษากับฟื้นฟูเอกสารด้วย ยังไงเธอก็มีชื่อเสียงในประเทศนี้ เกือบทุกคนรู้จักเธอ ฉันเลยอยากขอความช่วยเหลือ เธอพอจะรับงานจากตาแก่คนนี้ได้รึเปล่า ฉันกับเพื่อน ๆ พอจะมีงบอยู่บ้าง] เฉียนม่อกล่าว
“ผมทำให้ไม่คิดเงินครับ พวกท่านเป็นผู้สนับสนุนละครที่มาจากนิยายของผม นอกจากนี้ยังช่วยเขียนบทวิจารณ์นิยายที่ทำให้นิยายของผมมีชื่อเสียง ดังนั้นเรื่องนี้ผมไม่ขอรับค่าจ้างอะไรครับ” ไป่ฉีกล่าว
[ขอบใจมาก งานจะจัดวันเสาร์นี้ เธอพอจะว่างมาบ้างไหม] เฉียนม่อถาม
“ว่างช่วงบ่ายครับ ตอนเช้ามีงานถ่ายแบบให้กับนิตยสาร ไม่นานคงเสร็จครับ” ไป่ฉีกล่าว
[ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดังใหญ่แล้วนะเธอเนี่ย ตกลง เดี๋ยวฉันจะบอกพวกเพื่อน ๆ ให้ แล้วพบกัน] เฉียนม่อวางสายไปเรียบร้อย
ไป่ฉีกำลังนั่งคิดอยู่ว่าจะทำยังไงดี เขารีบโพสลงในโปรแกรม T ของเขา เพื่อบอกกับแฟนคลับของเขาว่าเขาจะไปร่วมงานของสมาคมนักเขียนแห่งชาติวันเสาร์นี้ สำหรับไป่ฉี เขาไม่คิดจะจ้างสื่อไปทำข่าว แต่จะใช้ฐานแฟนคลับของเขาเป็นตัวกระจายข่าวแทน
อีกอย่างแม้เขาจะเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท LSA ที่เป็นบริษัททรงอิทธิพลในวงการบันเทิงของโลก แต่อำนาจนั้นก็เป็นอำนาจทางธุรกิจเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจทางการเมืองหรืออำนาจการบริหารประเทศ รวมถึงอำนาจทางกฎหมายด้วย สิ่งที่เฉียนม่อระบายให้ฟัง ทำให้เขาคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ถึงตอนนี้งานสายพิธีกรของเขายังไม่ถือว่ามีชื่อเสียงมากนัก แต่ใครจะรู้ว่าพวกนักการเมืองพวกนี้อาจจะใช้เขาเป็นเครื่องมือ หรือบังคับเขาให้ยอมก้มหัวและทำตามคำสั่งพวกเขาเมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ ดังนั้นเขาต้องหาทางให้ตนเองมีอำนาจในด้านนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เริ่มด้วยการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ไป่ฉีสามารถทำได้ในตอนนี้ ดูท่างานใหญ่นี้คงจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ คิดได้ดังนั้นไป่ฉีก็ส่งปราณสั่งงานทันที
'เตรียมรับคำสั่ง' ไป่ฉีกล่าว
'นายท่านมีอะไรจะสั่งครับ' หน่วยสอดแนมที่อยู่ใกล้ที่สุดตอบกลับมา
'มีงานชิ้นใหม่ให้ทำ ฉันต้องการหลักฐาน จะวิดีโอ เอกสาร ทุกอย่างที่บ่งบอกถึงการทุจริตงบประมาณของบุคคลในกระทรวงวัฒนธรรม เน้นหนักที่ตัวรัฐมนตรีที่เป็นเจ้ากระทรวง ถ้าขุดของพวกกระทรวงอื่นมาได้ยิ่งดี อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเล่นงานรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมภายในวันเสาร์นี้ อ้อ ระวังพวกผู้ฝึกยุทธ์ที่คุ้มกันคนพวกนี้อย่างลับ ๆ ด้วยล่ะ เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับพวกตระกูลใหญ่ในยุทธภพด้วย' ไป่ฉีกล่าว
'ได้ครับ จะให้หน่วยข่าวกรองจัดการให้ และจะสั่งให้พวกเขาระวังเป็นพิเศษครับ' หน่วยสอดแนมรับคำสั่งและตัดการติดต่อไป
“ไป่ฉี” เมิ่งชิงชิงที่ลงมาจากชั้น 2 สีหน้าไม่สู้ดีนัก
“มีอะไรเหรอครับ” ไป่ฉีถาม
“คุณแม่ กับคุณพ่อนัดฉันทานข้าว วันพรุ่งนี้ ทำยังไงดี” เมิ่งชิงชิงถาม
“บอกปู่เมิ่งตงรึยังครับ” ไป่ฉีถาม
“บอกแล้ว ปู่บอกว่าจะไปด้วย” เมิ่งชิงชิงตอบ
“งั้นก็ไม่ต้องกลัวหรอก แต่ว่าถ้าผมทำอะไรกับแม่พี่ไป พี่จะโกรธผมรึเปล่า” ไป่ฉีถาม
“นายจะฆ่าแม่ฉันรึไง” เมิ่งชิงชิงถาม
“งั้นพี่ตามผมมา” ไป่ฉีไม่รอให้เมิ่งชิงชิงได้ตอบโต้อะไร เขาพาเธอเข้าไปในห้องนอน จากนั้นก็มีเสียงของเธอดังเป็นระยะ ๆ หากแต่เสียงนั้นเป็นเสียงของความตกใจกับบางอย่าง
ไม่นานประตูถูกเปิดออก เมิ่งชิงชิงเดินเหม่อลอยลงมาจากชั้น 2 ไป่ฉีเดินตามลงมาประคองเธอไปนั่งที่โซฟา เขากอดเธอไว้แนบอกเพื่อปลอบเธอ
“พี่ชิงชิง ไหวไหมครับ” ไป่ฉีถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันยังทำใจไม่ได้” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“แต่ถ้าปล่อยไว้ คุณพ่อของพี่กับบริษัทจะยิ่งเสียหายนะครับ ถ้าเป็นแบบนั้นคุณปู่เมิ่งต้องลำบากไปด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“แต่นั่นแม่ฉันนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“งั้นพี่ไม่ต้องไปก็ได้ครับ เดี๋ยวผมกับปู่เมิ่งจัดการกันเอง แม่ของพี่จะได้ไม่คิดว่าพี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” ไป่ฉีกล่าว
“ก็ได้” เมิ่งชิงชิงตอบตกลง ความผิดที่แม่เธอทำ เธอไม่รู้จะทำยังไง เพราะสิ่งที่แม่เธอทำนั้นผิดต่อคุณพ่อของเธอ ผิดต่อคุณปู่ของเธอ ผิดต่อบริษัท วิธีที่ไป่ฉีเสนอมาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด นั่นคือเธอต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
“ไปอาบน้ำนอนเถอะครับ พรุ่งนี้ผมจะลากิจช่วงบ่าย พี่ไม่ต้องมารับผมก็ได้ครับ เข้าไปทำงานที่บริษัทแล้วปิดสมาร์ทโฟนส่วนตัวไปซะ” ไป่ฉีกล่าว
เมิ่งชิงชิงพยักหน้าก่อนจะเดินกลับขึ้นไปเข้าห้องนอน คาดว่าเธอคงนอนเลยทันที ส่วนไป่ฉีโทรหาเมิ่งตง เพื่อนัดกันคุยเรื่องความผิดของเมิ่งเสวี่ยไป๋ก่อน
____________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
