ในถ้ำอันเงียบสงบ เทียนฉินนั่งหลับตานิ่งไม่ไหวติง แต่ภายในจิตใต้สำนึกนั้นเขากำลังปรับสมดุลของพลังปราณที่เพิ่มขึ้นมาอย่างช้าๆ ทะเลปราณที่เคยคลุ้มคลั่งเมื่อตอนเขาบรรลุระดับก่อกำเนิดขั้นต้นนั้น ตอนนี้กลับมีบรรยากาศที่ดูร่มรื่นพาให้เบิกบานใจยิ่งนัก
คลื่นทะเลเล็กๆถูกพัดพาโดยสายลมที่โชยมาอ่อนๆ แสงตะวันที่ส่องลงมากระทบกับหินแร่เม็ดเล็กๆส่องประกายแวววาวสีสันงามตา มีต้นไม้ต้นหนึ่งตั้งตรงยืนเด่นเป็นสง่า ซึ่งเทียนฉินไม่อาจรู้ได้เลยว่าต้นไม้ต้นนี้มันเป็นต้นอะไรกันแน่ แต่เขามีความรู้สึกได้ว่ามันจะต้องมีประโยชน์กับเขาในอนาคตอย่างแน่นอน
จนกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยามเทียนฉินจึงปรับระดับพลังจนมีความสมดุลเสร็จ จากนั้นเขาไม่รอช้ารีบเรียกเสี่ยวถ่งเพื่อตรวจสอบของรางวัลที่เขาได้รับมาทันที
"เสี่ยวถ่ง! ดอกบัวเพลิงหิมะนี่มันคืออะไรกัน!"
"ดอกบัวเพลิงหิมะ คือดอกบัวที่เกิดอยู่ท่ามกลางทะเลน้ำแข็งที่มีความหนาวเย็นสุดขั้ว ซึ่งในการที่จะเกิดเป็นดอกบัวนี้ขึ้นมาได้นั้น จะต้องได้รับการหล่อหลอมจากธาตุหยินมานานหลายหมื่นปี ถึงจะก่อเกิดเป็นเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาเม็ดหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆเริ่มดูดซับพลังงานความเย็นจากธาตุหยิน เพื่อให้เจริญเติบโตจนกลายเป็นดอกบัวแบบนี้ขึ้นมาได้!"เสี่ยวถ่งตอบกลับมาตามข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ
"แล้วข้าต้องทำอย่างไรถึงจะใช้ประโยชน์จากดอกบัวเพลิงหิมะนี้ได้กัน!"
เทียนฉินถามออกไปอย่างสนใจ เพราะสิ่งที่เสี่ยวถ่งบอกแก่เขานั้น ทำให้รู้ได้เลยว่าดอกบัวเพลิงหิมะดอกนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถหามาครอบครองได้อย่างง่ายๆแน่ และยิ่งไม่ต้องคาดเดาไปเลยว่ามันจะมีประโยชน์กับเขามหาศาลเพียงใด
"ระบบจะทำการหล่อหลอมให้กับนายท่านเองค่ะ!"เสี่ยงถ่งตอบกลับมาเสียงเรียบ
"ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มกันเลยเถอะ!"เทียนฉินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยิ่งนัก
"ได้ค่ะนายท่าน!"
ติ๊ง!
"ระบบกำลังทำการหล่อหลอมดอกบัวเพลิงหิมะ!"
ติ๊ง!
"ในขณะนี้ระบบได้เริ่มทำการหล่อหลอมดอกบัวเพลิงหิมะแล้ว กรุณารอสักครู่!" เสียงเสี่ยวถ่งแจ้งเตือนเทียนฉินมาเป็นระยะๆ
และในทันใดนั้นเองเทียนฉินพลันพบว่า ร่างกายของเขาเริ่มสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่ถูกส่งออกมา จากดอกบัวเพลิงหิมะที่เสี่ยงถ่งกำลังหล่อหลอมอยู่ ในขณะที่ตัวเขาเองก็เริ่มขับเคลื่อนเคล็ดวิชาจิตมังกรอัคคีผสมผสานไปด้วย เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายได้ซึมซับสิ่งที่ดอกบัวเพลิงหิมะนั้นหลอมละลายออกมา
และในทันทีที่เทียนฉินได้ซึมซับของเหลวที่ถูกหล่อหลอมออกมานั้น โครงร่างของดอกบัวเพลิงหิมะก็เริ่มปรากฏขึ้นมาท่ามกลางทะเลปราณภายในตันเถียนของเขา ระลอกคลื่นปราณที่หนาวเหน็บและรุนแรงค่อยๆแผ่กระจายออกมาผสานกับปราณบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ภายในนั้น
ส่วนบรรยากาศภายในถ้ำ ชั้นน้ำแข็งได้เกาะกุมไปตามผนังมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นถ้ำน้ำแข็งสีฟ้าที่แผ่ขยายความหนาวเหน็บไปทุกอณู จนตาเฒ่าหม่าที่กำลังนั่งตรวจสอบทรัพย์สินในแหวนมิติอยู่นั้น ต้องขับเคลื่อนพลังแก่นแท้ธาตุไฟออกมาปกคลุมร่างกาย ถึงจะช่วยบรรเทาความหนาวเย็นลงได้
"นี่มันพลังอะไรกัน! ทำไมถึงได้เย็นยะเยือกขนาดนี้ แม้แต่จิตวิญญาณก็สั่นไหวเพราะรู้สึกถึงความหนาวเหน็บได้!"
"สงสัยเจ้าหมอนี่จะได้พบเจอกับวาสนาอันใดอีกแล้วเป็นแน่!"
ตาเฒ่าหม่ากล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง ก่อนจะค่อยๆถอนหายใจออกมาอย่างปลงในโชคชะตา เพราะการได้อยู่ร่วมกันกับเทียนฉินมานาน ทำให้เขาได้พบเจอความเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงจากตัวของเทียนฉินบ่อยมาก จึงคิดไปว่าเด็กหนุ่มคนนี้คงมีทั้งพรสวรรค์และโชควาสนา ไม่อย่างนั้นคงไม่อาจก้าวหน้าได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
และในทะเลปราณตอนนี้ ดอกบัวเพลิงหิมะเริ่มจะค่อยๆกลายเป็นจริงและเปล่งแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ ชั้นน้ำแข็งบางๆปรากฏขึ้นซ้อนกันทีละชั้น มีลักษณะเป็นรูปวงรีปลายแหลมห้อมล้อมกันเป็นวงกลมราวกลับกลีบดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน มีเพียงกลีบน้ำแข็งที่ตั้งอยู่กลางดอกบัวเพลิงหิมะนี้เท่านั้นที่ยังไม่เบ่งบานออกมา
ในขณะที่ดอกบัวเพลิงหิมะยังคงบานสะพรั่งด้วยความหนาวเย็น ไม่นานนักมันจึงเริ่มหมุนวนช้าๆเพื่อดูดกลืนแก่นแท้ธาตุน้ำ ภายในทะเลปราณแห่งนี้
ถึงแม้ว่าการเบ่งบานของดอกบัวเพลิงหิมะที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ จะอาศัยการหล่อหลอมของเสี่ยวถ่งถึงจะปรากฎขึ้นมาได้ แต่เมื่อมันผลิบานออกมาแล้ว มันก็จะเชื่อมโยงกับทะเลปราณเพื่อดูดซับพลังปราณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายใน โดยเฉพาะแก่นแท้ธาตุน้ำที่เป็นธาตุเดียวกัน และนี่คือความงดงามและพลังของดอกบัวเพลิงหิมะดอกนี้
ติ๊ง!
"ระบบได้ทำการหล่อหลอมดอกบัวเพลิงหิมะเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ!"ผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูปเสียงของเสี่ยวถ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เทียนฉินที่นั่งซึมซับพลังของดอกบัวเพลิงหิมะอยู่นั้น พลันลืมตาขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนของเสี่ยวถ่ง ในทุกขั้นตอนของการเกิดดอกบัวเพลิงหิมะในทะเลปราณของเขานั้น เทียนฉินที่เฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา พลันค้นพบว่านี่ยังไม่ใช่พลังที่แท้จริงของมัน
เพียงแต่ตอนนี้ดอกบัวเพลิงหิมะกำลังดูดซึมพลังปราณและแก่นแท้ธาตุน้ำ เพื่อให้มันได้สร้างกลีบใบของมันจนผลิบานออกมาให้เต็มที่เสียก่อน เขาจึงจะรู้ได้ว่าดอกบัวเพลิงหิมะดอกนี้ จะมาช่วยเพิ่มความสามารถทางด้านไหนให้แก่เขา
ณ นิกายเมฆอนันต์
บนภูเขาลูกหนึ่งมีตำหนักเก่าแก่หลังใหญ่ตั้งอยู่มาอย่างยาวนาน ภายในมีห้องโถงที่กว้างขวางถูกประดับตกแต่งไปด้วยเพชรนิลจินดาอย่างสวยงาม ตรงกลางมีโต๊ะประชุมตัวใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งตอนนี้ล้วนเต็มไปด้วยชายชราที่นั่งล้อมรอบอยู่ด้วยกันสิบคน
ซึ่งแต่ละคนล้วนกำลังจ้องมองลงมาทางด้านล่าง ส่วนถัดขึ้นไปมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างภูมิฐาน กลิ่นอายที่แผ่ออกมาดูทรงพลังอย่างมาก สองตาของชายคนนี้กำลังจ้องมองกระดาษที่ถืออยู่ในมือ พลางเอ่ยปากถามออกมาอย่างสงสัย
"เรื่องที่เจ้ากล่าวมาเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นรึ?"
ชายชราคนหนึ่งนั่งคุกเข่าก้มหัวอยู่ด้านล่างได้ยินดังนั้นก็แหงนหน้าขึ้นมา หากลองสังเกตุดูจะพบว่าชายชราคนนี้แท้ที่จริงแล้วคือ อาวุโสมุ่ยอาจารย์ของกังลู่คนนั้นนั่นเอง
อันที่จริงตั้งแต่อาวุโสมุ่ยได้กลับมาถึงนิกายก็ได้แจ้งข่าว เรื่องที่กัวห่านจินและลูกศิษย์ถูกเทียนฉินและตาเฒ่าหม่าสังหาร แก่อาวุโสหลักที่ดูแลเรื่องภายในนิกายอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่เรื่องนี้อาวุโสหลักเองก็ไม่อาจจะกล้าตัดสินใจโดยพละการ จึงได้ติดต่อไปที่ประมุขนิกายเพื่อให้เขาเป็นคนตัดสินใจอีกที
"เรื่องที่ข้าน้อยได้กล่าวออกมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องจริงทุกประการ!"อาวุโสมุ่ยกล่าวตอบไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"แล้วพวกท่านมีความคิดเห็นว่าอย่างไรกันบ้าง?"ประมุขนิกายเมฆอนันต์หันมาเอ่ยถามอาวุโสหลักทั้งสิบคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า
"ไม่ว่าสองคนนั่นจะเป็นใครก็ตาม แต่พวกมันกล้ามาลบหลู่นิกายเมฆอนันต์ของเรา พวกเราต้องจัดการสั่งสอนคนทั้งคู่ เพื่อแสดงให้คนภายนอกได้รู้ว่านิกายเมฆอนันต์ของเรา ไม่อาจจะมาดูหมิ่นเหยียดหยามได้!"
ชายชราที่หนวดเครารกรุงรังกล่าวออกมา พร้อมกับแผ่จิตสังหารออกมาอย่างแค้นเคือง ส่วนอาวุโสบางคนก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับความคิดของเขา
"แต่ข้าว่าเราควรจะสืบรู้ให้แน่ชัดเสียก่อน ว่าชายทั้งสองคนนั้นเป็นคนของแคว้นใดกันแน่!"
ชายชราฝั่งตรงข้ามเอ่ยทักท้วงออกมาอย่างไม่เห็นด้วย เพราะมันกังวลว่าหากเทียนฉินกับตาเฒ่าไม่ใช่แค่คนของนิกาย แต่เป็นคนของกษัตริย์ที่ปกครองแคว้นขึ้นมา ทางนิกายจะเดือดร้อนเอาได้ ซึ่งก็มีอาวุโสบางคนพยักหน้าสนับสนุนกับความคิดเห็นนี้เช่นกัน
"อาวุโสล้ง! เสียดายที่เจ้าเป็นถึงอาวุโสหลัก แต่กลับไม่นึกถึงศักดิ์ศรีของนิกายเมฆอนันต์เลยรึไง!"อาวุโสอีกคนได้ยินก็กล่าวออกมาอย่างหงุดหงิดในความขลาดเขลาของอาวุโสที่ชื่อล้งคนนี้
"เจ้าต่างหากที่ไม่นึกถึงความปลอดภัยของนิกาย หากเรื่องลุกลามจนเกิดสงครามขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือไงห่ะ!"อาวุโสอีกคนตะคอกกลับไปอย่างมีโมโห
"เจ้านั่นแหละที่เอาแต่หวาดกลัวไม่เข้าเรื่อง!"
เพียงพริบตาจากการประชุมที่เงียบสงบก็เกิดการโต้เถียงกันขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พากันหาข้ออ้างที่เกี่ยวของกับนิกายมาโต้เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนทำให้ประมุขนิกายทน
ไม่ไหวลืมตาขึ้นมา พร้อมสั่งให้ทุกคนเงียบเสียงกันทันที
"พอได้แล้ว!!"
จบตอนที่ 124