บทที่ 36 ความคลุมเครือ
เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน ซ่งเจี้ยนกั๋วและภรรยาก็กำลังก่อไฟหุงข้าวกันอยู่ สามีภรรยาคู่นี้ชอบกินข้าวมากกว่าแป้งหรือบะหมี่เสียอีก
"พี่ชาย ทำไมปล่อยให้พี่สะใภ้ทำงานล่ะ" ซ่งเฉียวเห็นดังนั้นก็รีบจูงมือหลินเชี่ยนออกมาจากครัวเพื่อพาไปนั่งพักที่ห้องรับแขก ปากก็บ่นพี่ชายไปด้วย หลินเชี่ยนยิ้มอย่างเกรงใจ ยังไม่ทันตอบอะไร ซ่งเจี้ยนกั๋วก็บ่นซ่งเฉียวว่าชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
"พี่สะใภ้ของเธอยังอยากไปหาหอยที่ชายหาดเลยนะ!"
"เกาะนี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางทหาร อย่าพาพี่สะใภ้เดินไปมาส่งเดชเลย" ซ่งเฉียวเป็นห่วงว่าพวกเขาที่เพิ่งมาใหม่จะยังไม่รู้กฎระเบียบ เกรงว่าจะฝ่าฝืนกฎเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
กระนั้นซ่งเจี้ยนกั๋วกลับหัวเราะเบา ๆ ราวกับต้องการเยาะเย้ยน้องสาวว่า พวกเขาที่เพิ่งมาถึงวันแรกยังรู้เรื่องมากกว่าน้องสาวที่อยู่บนเกาะมาได้หนึ่งเดือนเสียอีก เขาวางซึ้งนึ่งในมือลง แล้วเดินออกมายืนพิงผนังห้องรับแขก พลางพูดล้อเลียนอย่างอารมณ์ดี
"เธออยู่บนเกาะมานานขนาดนี้ ไม่เคยคุยกับพี่สะใภ้คนอื่นเลยเหรอ"
ซ่งเฉียวชะงัก คิดดูดี ๆ ตั้งแต่ตามซูจงจวินมาอยู่บนเกาะ เธอก็รู้จักแค่หลิวเยว่กับพี่สะใภ้ต้วนเท่านั้น สาเหตุอาจเป็นเพราะเธอยังปรับตัวกับการข้ามมิติไม่ได้ จึงอยากอยู่แต่ในโลกของตัวเอง
หลินเชี่ยนเห็นสีหน้าลำบากใจของน้องสาว จึงหันไปพูดกับสามี "น้องสาวมาอยู่บนเกาะได้ไม่นานก็ยุ่งอยู่กับเรื่องของโรงงานประปา แค่ดูแลบ้านได้ก็ดีมากแล้ว"
พูดถึงโรงงานประปา ซ่งเจี้ยนกั๋วคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่าทำไมน้องสาวที่ไม่ใช่คนเรียนมหาวิทยาลัยถึงเข้าใจเรื่องงานวิศวกรรม เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของเขา ซ่งเฉียวก็ใจหายวาบ ขณะที่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร พี่สะใภ้หลินเชี่ยนก็ช่วยพูดแทน
"ฉันได้ยินมาจากเสี่ยวจางว่าน้องสาวชอบอ่านหนังสือมากเลย"
ซ่งเจี้ยนกั๋วรับฟังคำพูดของภรรยา เหลือบมองไปที่ซ่งเฉียวแล้วพูดติดตลกว่า
"ถ้าอย่างนั้นต่อไปก็จะเป็นวิศวกรซ่งแล้วสินะ"
เมื่อเห็นว่าพี่ชายกลับมาพูดจาเหมือนปกติ ทั้งยังไม่มีท่าทีสงสัย ซ่งเฉียวก็รู้สึกโล่งใจ แล้วก็มองไปทางหลินเชี่ยนโดยไม่รู้ตัว หลินเชี่ยนยิ้มน้อย ๆ พลางพยักหน้าให้เธอ
"แล้วพี่รู้จักกับพี่สะใภ้บนเกาะด้วยเหรอ?" ตอนนี้ซ่งเฉียวรู้สึกผ่อนคลายแล้ว จึงถามกลับไปที่ซ่งเจี้ยนกั๋ว
ซ่งเจี้ยนกั๋วยกคิ้วอย่างภาคภูมิใจ เชิดคางพูดกับน้องสาวว่า "พรุ่งนี้เช้าตอนตีห้า พวกเราจะไปเจอกับพวกพี่สะใภ้ที่หน้าเขตที่พักอาศัย"
"ฉันไปด้วย!" แค่เธอคิดถึงคลิปวิดีโอการหาหอยที่เคยดูในชีวิตก่อน น้ำลายของเธอก็จะไหลแล้ว
ตอนนี้น้ำในครัวเดือดแล้ว ซ่งเจี้ยนกั๋วจึงหันหลังเดินเข้าห้องครัวไป หลินเชี่ยนจึงบอกให้ซ่งเฉียวนั่งลง
ตั้งแต่พี่ชายและครอบครัวย้ายมาอยู่บนเกาะ เธอก็ดีใจมากและรู้สึกว่าบ้านคึกคักขึ้นมากด้วย มองดูพี่ชายที่กำลังยุ่งอยู่ในครัวแล้วจึงถามพี่สะใภ้ว่า "พี่ชายเขาไปรู้จักกับพวกพี่สะใภ้บนเกาะได้ยังไงเหรอคะ?"
พูดถึงเรื่องนี้ หลินเชี่ยนก็หัวเราะออกมา "เขาน่ะ ตอนให้อาหารไก่อยู่ในลานบ้านก็มีคนเข้ามาคุยด้วย คนคนนั้นชมเธอเรื่องน้ำประปามาก พอคุยไปคุยมาก็เลยสนิทกัน"
ซ่งเจี้ยนกั๋วปกติก็เป็นที่รักใคร่ของพี่สาวและคุณป้าในที่ทำงานอยู่แล้ว พอได้มาคุยกันกับพี่สะใภ้ที่นี่ก็เหมือนเปิดวงสนทนาขึ้นมา
เขารู้ว่าหลังจากที่พวกเขามาที่เกาะ ก็ทำให้ซูจงจวินต้องเสียค่าใช้จ่ายไปไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องเนื้อสัตว์ บนเกาะมีการจำกัดปริมาณเนื้อสัตว์อยู่แล้ว แต่ทุกครั้งที่พวกเขาไปร้านค้าสวัสดิการก็จะได้เนื้อมาหนึ่งในสามของแผงเสมอ จึงรู้สึกไม่สบายใจเท่าไรนัก คิดว่าจะตามพี่สะใภ้บนเกาะขึ้นเขาลงทะเล ประหยัดได้เท่าไหนก็เท่านั้น
พอถึงตอนเย็นซูจงจวินก็กลับมาพอดีกับเวลาอาหารเย็น วันนี้เขาประชุมมาทั้งวันเพราะฝั่งตรงข้ามเริ่มมีความเคลื่อนไหวอีกแล้ว แค่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอเมริกาก็มากพอแล้ว ยังได้รับข่าวว่ามีเรือรบและเครื่องบินมาเพิ่มอีกหลายลำด้วย
ระหว่างการประชุม เขารู้สึกหนักใจ ครุ่นคิดว่าต้องรีบขออนุญาตขึ้นเกาะหลูเหวยเพื่อทำการรบอีกครั้ง
ตอนนี้ที่โต๊ะอาหารกำลังคุยกันเรื่องอะไร เขาก็ไม่ได้ยินเลยสักคำ ซ่งเฉียวเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดอะไรเลย จึงเอ่ยปากถาม "มีอะไรหรือเปล่า?"
ซูจงจวินได้สติแล้วส่ายหัว เขาไม่อยากบอกความคิดในใจให้ซ่งเฉียวรู้ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เขาอาจจะบอกซ่งเฉียวสักคำ แต่ตอนนี้ครอบครัวของซ่งเฉียวอยู่ด้วย เขาจึงไม่กล้าพูดออกมา
"จงจวินจะไปหาหอยกับพวกเราไหม?" ซ่งเจี้ยนกั๋วคิดว่าช่วงตีห้ายังเช้าอยู่มาก คงไม่รบกวนเวลาทำงานของซูจงจวิน
แต่หลินเชี่ยนกลับมองสามีด้วยสายตาตำหนิ สื่อความหมายว่าทำไมถึงจะให้น้องเขยไปด้วยกัน แต่ซ่งเจี้ยนกั๋วไม่ได้นึกถึงข้อนั้น เขาเพียงแต่ต้องการให้น้องเขยกับน้องสาวได้อยู่ด้วยกันนานขึ้นเท่านั้น
ซ่งเฉียวมองไปที่ซูจงจวิน คิดในใจว่าไม่เคยเห็นเขาได้ผ่อนคลายเลย ช่วงนี้แม้ทั้งสองคนจะคุยกันมากขึ้น แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขายังคงเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังจากมาที่เกาะ เขาก็ดูไม่ผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย
"ไปด้วยกันไหม?" ซ่งเฉียวถาม
ซูจงจวินเอียงหน้ามองเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเธอ จึงคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า
"นอกจากตอนที่ต้องตื่นมาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ผมก็ไม่ได้ตื่นตีห้ามานานมากแล้ว"
...
และแล้วก็ถึงช่วงเวลากระอักกระอ่วนยามค่ำคืนของสามีภรรยาอีกครั้ง
วันนี้ทั้งสองคนดูใจเย็นเป็นพิเศษ คนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง อีกคนยืนอยู่ที่ตู้เสื้อผ้า ไม่กล้าสบตากันแม้แต่น้อย
"ฉันขอนอนก่อนนะ?" ซ่งเฉียวกอดอกแล้วค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปที่ขอบเตียง ซูจงจวินมองตามเสียงนั้นด้วยใบหน้าที่แดงเรื่อ ว่าแต่ทำไมถึงไม่ใส่เสื้อชั้นในอีกแล้วล่ะ? เขากระแอมไอด้วยความเขินอายสองสามครั้ง พยายามบังคับสายตาให้จับจ้องที่หน้าต่าง ถามด้วยน้ำเสียงจนปัญญา
"ทำไมคุณถึงไม่ใส่เสื้อชั้นในล่ะ"
ซ่งเฉียวที่กำลังกางผ้าห่มปกปิดหน้าอกตัวเองอยู่ถึงกับชะงัก ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเริ่มพูดอย่างช้า ๆ "นอนใส่เสื้อชั้นในมันไม่สบาย อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ตอนอยู่คนเดียวฉันก็นอนแบบนี้มาตลอด"
ประโยคสุดท้าย ซ่งเฉียวพึมพำแผ่วเบา ทั้ง ๆ ที่ซูจงจวินเป็นคนมารบกวนคืนอันสงบของเธอเองแท้ ๆ แล้วทำไมถึงมาสั่งสอนเธอแบบนี้
ทั้งสองคนต่างเงียบลง ซูจงจวินกระแอมไอด้วยความเขินอาย แล้วเริ่มถอดเสื้อคลุมของตัวเองอย่างคล่องแคล่ว ซ่งเฉียวได้ยินเสียงเนื้อผ้าที่เสียดสีกัน ก็รีบพลิกตัวหันหลังให้ซูจงจวินทันที
ราวกับเวลาได้ผ่านไปช้าเหลือเกิน รอบกายของซ่งเฉียวเงียบสนิทลง มีเพียงเสียงของเสื้อผ้าที่เสียดสีอยู่ข้างหู ตอนนี้เธอแทบจะรู้สึกว่าตนแยกแยะเสียงของผ้าแต่ละชนิดได้แล้ว ทันใดความอยากรู้อยากเห็นค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความเขินอาย
เธอค่อย ๆ เอี้ยวตัว พยายามไม่ให้เกิดเสียงดังแล้วชำเลืองตามอง เห็นซูจงจวินกำลังปลดเข็มขัด เธอก็เผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว เมื่อเหลือบไปเห็นแผงอกกำยำของเขา แถมยังเริ่มรู้สึกตื่นเต้นปนคาดหวังเล็กน้อย
ด้วยท่าทางของเธอในตอนนี้ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดนัก เธอจึงค่อย ๆ ขยับตัวยื่นหัวไปจนถึงหมอนของซูจงจวิน ในตอนนั้นเอง ซูจงจวินก็หยุดมือลงที่ขอบกางเกง ยืดตัวตรง พลางเท้าเอวถามอย่างจนใจ
"คุณอยากดูอะไร?"
ซ่งเฉียวที่ถูกจับได้ก็ตกใจ รีบพลิกตัวแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซูจงจวินสวมชุดนอนแล้วเดินมาหยุดตรงหน้าซ่งเฉียว เห็นเธอแกล้งหลับก็หัวเราะในลำคอ ก่อนจะเย้าแหย่เธอว่า
"คุณอยากเห็นอะไรหรือ?"
เสียงนุ่มนวลของเขาสั่นสะเทือนหัวใจของซ่งเฉียวจนมันเต้นแทบหลุดออกจากอก เธอหลับตาแน่นไม่กล้าลืมตามาดู ความรู้สึกของการโดนจับได้ว่าแอบมองมันช่างน่าอับอายเหลือเกิน
น่าอายจริง ๆ !
ซูจงจวินหัวเราะเบา ๆ "คนที่แกล้งหลับน่ะ ไม่มีทางปลุกให้ตื่นได้หรอกนะ" เขาว่าแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นหมุนตัวเดินอ้อมกลับไปฝั่งของตนเอง เดินไปได้ครึ่งทางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเดินกลับมา
ชายหนุ่มนั่งลงที่ขอบเตียงของซ่งเฉียว เธอเกร็งตัวด้วยความตื่นเต้น ด้วยไม่รู้ว่าซูจงจวินจะทำอะไรกับเธอ เวลากลับมาไหลช้าลงอีกครั้ง เธอหลับตาแน่นตั้งใจฟังเสียงความเคลื่อนไหวของซูจงจวิน
ไม่นานนัก เธอก็รู้สึกได้ว่าซูจงจวินกำลังถอดรองเท้า พื้นที่ข้าง ๆ เธอยุบตัวลง หัวใจของเธอเต้นเร็วราวกับเสียงกลอง หมอนี้จะขึ้นเตียงจากทางนี้งั้นหรือ? เสียงเคลื่อนไหวข้าง ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
ซ่งเฉียวทนความอึดอัดไม่ไหว เธอแอบลืมตาขึ้นมาดู แล้วก็ต้องตกใจจนร้องออกมา เพราะใบหน้าของชายคนนี้กำลังอยู่ตรงหน้าเธอ ใกล้จนราวกับจะแลกเปลี่ยนลมหายใจกันได้
เมื่อได้ยินเสียงร้อง ซูจงจวินก็รีบปิดปากเธอทันที พลางใช้สายตาส่งสัญญาณอย่างร้อนรนว่ายังมีคนอยู่ห้องข้าง ๆ เขาถามอย่างตกใจเช่นเดียวกัน "คุณจะร้องทำไม?"
ซ่งเฉียวเบิกตากว้าง ส่งสัญญาณให้เขาปล่อยมือ เธอบ่นเสียงต่ำอย่างไม่พอใจ
"คุณคิดจะทำอะไร?" เธอมองสำรวจท่าทางของเขา คนคนนี้กำลังโน้มตัวอยู่เหนือเธอ เขาเข้าใจหรือเปล่าว่านี่หมายความว่าอะไร?
เมื่อซูจงจวินรู้สึกตัวว่าท่าทางของเขาไม่เหมาะสม จึงรีบพลิกตัวไปนอนอีกด้านหนึ่งทันที เมื่อครู่เขาเผลอใจลอยไปหน่อยเพราะอยากแกล้งเธอ
ภายในห้องตอนนี้มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นถี่รัวเพราะความตื่นเต้นของทั้งสอง ต่างร่างกายร้อนผ่าวไปหมดทั้งตัว ผ่านไปสักพัก ซูจงจวินก็พูดเสียงแหบพร่า
"ปิดไฟเถอะ"
ซ่งเฉียวงุนงงจึงได้แต่ส่งเสียงอืมออกมา เธอพลิกตัวไปปิดสวิตช์ไฟด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ทันใดนั้น ห้องทั้งห้องก็จมอยู่ในความมืด เมื่อดวงตาค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับความมืดได้แล้ว ซ่งเฉียวก็เหลือบมองแสงจันทร์ที่ส่องผ่านระเบียง ก่อนจะหันไปมองซูจงจวินที่นอนอยู่ข้าง ๆ เขาหลับตาสนิท ขนตายาวขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
"ซูจงจวิน คุณจะไม่ถอดกางเกงหรือ" ซ่งเฉียวพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศอันแสนอบอุ่นนั้นลง เธอคิดเพียงแค่ว่าเขาจะนอนทั้ง ๆ ที่ใส่กางเกงทหารได้ยังไงกัน ส่วนซูจงจวินก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ลืมตาขึ้นจ้องมองเพดานเหนือเตียง แล้วถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจ