ฉินซื่อไม่ได้ขยายความต่อแต่เป็ซ่งซื่อที่กลับสังหรณ์ใจ
เหลือบตามองสาวใช้ข้างกายของบุตรสาวคนที่ห้า
แต่หม่าเจาเยว่ยังไม่รู้ตัวเด็กสาวไม่สามารถเก็บสายตาไม่พอใจที่มองมาที่เจี้ยนหนิงได้เลยยิ่งเห็นอีกฝ่ายยังนิ่งสงบกลับเป็ตนเองที่กลืนความไม่พอใจเอาไว้ไม่ไหว
ยามเมื่อพวกตระกูลมู่หรงเข้ามาั้แ่รถม้าไปจนถึงการแต่งกาย เสื้อผ้า เครื่องประดับที่อยู่บนตัวของพวกเขาล้วนแต่มีราคามีค่าควรเมืองคราวก่อนที่ไปหาเื่นังสารเลวนั่นที่เหมืองหินก่อกำเนิดสภาพคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงแต่วันนี้เมื่อถูกรับกลับมาแค่่ระยะเวลาสั้น ๆ ก็เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้
ทั้งผิวพรรณและหน้านวลใสและสิ่งที่พวกนางสามแม่ลูกสวมใส่ยังไม่มีราคาเทียบกับปิ่นทองคำแท้ประดับทับทิมสีแดงสดบนหัวนังนั่นด้วยซ้ำ
“ข้าก็แค่ไปเยี่ยมในฐานะพี่สาวน้องสาว”
“โอ้ คุณหนูห้าเกียรติที่ท่านให้มานั้นพวกข้าคงไม่อาจรับ” เจี้ยนอี้รีบปฏิเสธทั้งที่ยิ้มเต็มหน้าน้ำเสียงทีเล่นทีจริงแต่ทำทั้งห้องเงียบสงัด“น้องสาวของข้าไม่มีพี่สาวน้องสาวที่ไหนทั้งนั้นนางมีแค่พี่ชายสามคนและจะไม่มีพี่น้องคนอื่นอีก”
การนับสายตระกูลนั้นสำคัญมากมู่หรงเจี้ยนหนิงคือว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขตระกูลที่ถูกต้องโดยกฎและหลักการทันทีที่ถือกำเนิดนางจะเป็เพียงหลานสาวสายตรงเพียงคนเดียวที่สามารถรับหน้าที่นั้นไม่ใช่หมาแมวที่ไหนจะมานับญาติแล้วทำให้ลำดับสายสกุลต้องด่างพร้อย
ซ่งซื่อหัวเราะกลบเกลื่อนสีหน้าดูไม่ดี“ดูสิ เ้าหนูห้า อาเหยียน ฉินซื่อ เ้าอย่าถือสานางซึ่งยังไม่รู้ความเลยนะ”
“ตกลงเกิดเื่อะไรขึ้น?” แต่เมื่อผู้ถามคือมู่หรงเหยียนเื่ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะถูกยกระดับขึ้น
เจี้ยนหนิงลอบมองมารดาที่บนใบหน้ายังคงประดับยิ้มไม่มากไม่น้อยสมฐานะฮูหยินตระกูลใหญ่ แต่ในแววตากลับตามอกตามใจบุตรสาวอย่างที่สุดนางกลับมาอยู่กับความคิดตัวเองอย่างไม่รีบร้อน หมุนแหวนที่นิ้วเล่นความรู้สึกที่เหมือนไฟช็อตเบา ๆ จากแหวน ทำให้รู้สึกจั๊กจี้อยู่บ้างแต่การกระทำทั้งหมด ก็ไม่เพียงทำให้หม่าเจาเยว่เหมือนจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ทั้งหม่าเจาฉวี่และซ่งซื่อเองก็มองท่าทีของเด็กสาวที่พวกเขาเพิ่งพบเจอครั้งแรกด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี
เจี้ยนหนิงถอนหายใจเบา ๆถ้าจะโทษก็โทษครอบครัวของนางเถอะนะ ที่ตามใจเด็กสาวผู้นี้มาถึงขั้นนี้
“ผู้เยาว์ขอคำชี้แนะจากฮูหยินซ่งไม่ทราบว่าจะเมตตาให้ความกระจ่างแก่ผู้เยาว์ได้หรือไม่?”
ซ่งจูอิงปั้นยิ้มยินดีแต่มือเผลอกำผ้าเช็ดหน้าแน่น “แน่นอน แม่หนูน้อย เชิญกล่าว”
“หากในวันที่กำลังพักรักษาตัวมีสตรีผู้หนึ่งถือกระบี่ ข่มขวัญผู้ป่วยและสาวใช้แถมยังให้บ่าวรับใช้ข้างกายลงมือทำร้ายร่างกาย สิ่งนี้เป็สิ่งที่ควรทำหรือไม่?”
ซ่งซื่อชะงัก แต่ก็ตอบออกมาอย่างฝืนๆ“แน่นอนว่าไม่ควร”
“และหากผู้ถูกกระทำเป็สตรีชั้นสูงคุณหนูผู้สูงศักดิ์ รวมถึงสาวใช้ขั้นหนึ่งของฮูหยินตระกูลใหญ่?” เจี้ยนหนิงไม่หลบตาแต่ดวงตาของนางกระจ่างใส ราวกับคนที่กำลังขอความรู้ แต่ไม่ถ่อมตัวเลยสักนิด
“เื่นี้... เื่นี้ก็ไม่ควร”
“แล้วผู้กระทำควรมีโทษสถานใดตามกฎหมาย?”
ซ่งจูอิงกลืนน้ำลายลงคอ“หากเป็ชาวบ้านทั่วไป โทษคือส่งทางการ โบยหกสิบถึงแปดสิบไม้หาก...สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นเกิดแผลเป็ตลอดชีวิตโทษคือเนรเทศ”
“ผู้เยาว์เข้าใจแล้วขอบคุณฮูหยินซ่งที่ชี้แนะ” เด็กสาวลุกขึ้นเคารพอย่างนอบน้อมรอยยิ้มแต่งแต้มดูไร้เดียงสาขัดกับบรรยากาศรอบข้างที่เงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจต่อให้นางไม่ได้บอกว่าเกิดอะไรขึ้น ก็มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่ไม่เข้าใจ
ในโลกนี้มีมาตรฐานอยู่หลายแบบขนบของชาวบ้านที่ไม่มีวรยุทธ์ ก็คือการแต่งงานและใช้ชีวิตให้ดีทำมาหากินร่ำรวยเงินทอง สืบต่อสายสกุลแต่หากเื่การข่มเหงรังแกคนอ่อนแอกว่าเช่นนี้ เกิดในยุทธภพคนก็คงบอกว่าเป็เ้าเองที่ไม่มีน้ำยา
ในยามนี้เจี้ยนหนิงจึงเลือกใช้มาตรฐานของศาลพิพากษาขบถธรรมเนียมของประชาชนทั่วไป หาใช่ขนบในยุทธภพซึ่งหากเื่ราวเหล่านี้หลุดออกไปแม้เพียงครึ่งคำการแต่งงานที่ดีชาตินี้หม่าเจาเยว่ก็อย่าแม้แต่คิดว่าจะสมหวัง
หม่าเจาเยว่กัดฟันมือใต้แขนเสื้อกำแน่น แต่ที่นางยังไม่อาละวาดเพราะสายตาของมารดาและมือของพี่สาวที่กดข้อมือนางเอาไว้แน่นหม่าเจาฉวี่มองมู่หรงเจี้ยนหนิงด้วยแววตาลึกล้ำขึ้นแต่อีกด้านกลับรู้สึกว่ามีสายตาที่เปี่ยมไปด้วยการเฝ้าระวังกดพลังของนางเอาไว้เมื่อมองไปยังสาเหตุ กลับพบว่ามู่หรงเจี้ยนหยางกำลังมองมาอย่างไม่วางตาเป็เพียงสายตาไม่สื่อความหมาย ไม่มีอารมณ์เพียงจับจ้องอย่างคาดเดาไม่ได้จนลมปราณติดขัดไปหมด
ราวกับว่าขอเพียงหม่าเจาฉวี่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยเขาจะพุ่งเข้ามาหักนางเป็สองท่อนในทันที
ฉินซื่อมองบรรยากาศโดยรอบแล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน ทำทีเป็สรุปเื่ราว “ลูกรัก สำหรับประชาชนกฎการทำร้ายสตรีสูงศักดิ์นั้นอาจจะรุนแรงได้มากกว่านั้น พิจารณาตามความเสียหายเช่นถ้าใบหน้าเป็แผลเป็อาจลงโทษได้ถึงหนึ่งร้อยไม้แล้วยังต้องมีการบันทึกประวัติไว้ที่สำนักทะเบียน” นางวางถ้วยชาลงอย่างเบามือท่วงท่าสง่างาม “การมีบันทึกประวัติทำร้ายร่างกายในสำนักทะเบียนสำหรับชาวบ้านอาจไม่ใช่เื่ใหญ่โตนัก แต่สำหรับตระกูลใหญ่ ก็จะดูไม่ดี”
“ลูกเข้าใจแล้วค่ะท่านแม่”เจี้ยนหนิงรับคำ “ทางคุณหนูห้าวันนั้นคงไปเดินเล่นที่เหมืองเลยได้เคยพบเจอกันครั้งหนึ่งยามนั้นชุ่ยจูเจี่ยกับชิงอวิ๋นเจี่ยก็อยู่กับลูกด้วยเ้าค่ะ”
หม่าเจาเยว่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากทางหนึ่งก็อยากตบโต๊ะลุกขึ้นชี้หน้ามู่หรงเจี้ยนหนิงตลอดหลายปีที่ผ่านมานางไม่เคยได้รับการประชดประชันเช่นนี้ ในฐานะบุตรสาวคนเล็กก็ถูกประคบประหงมไม่แพ้บุตรสาวบ้านไหน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนพวกนี้โดยเฉพาะนังคนไร้ค่าที่ผลาญทรัพยากรตระกูลไปอย่างมหาศาล เหตุใดนางถึงต้องยอม
และเป็อีกครั้งก่อนที่หม่าเจาเยว่จะออกมาเต้นแร้งเต้นกาซ่งซื่อก็เอ่ยขัดออกมาอย่างรวดเร็ว “เช่นนั้นก็นับว่าหนิงเอ๋อร์ กับ เยว่เอ๋อร์มีวาสนาต่อกันจริง ๆ เช่นนี้จึงดี สนิทกันเอาไว้ย่อมไม่มีอะไรเสียหาย”
“โอ้ มีเื่เช่นนั้นด้วยหรือ?”น้ำเสียงกังวานที่ดังมาจากทางเข้าปรากฏร่างของมู่หรงโหรวเจี้ยนที่มีชายคนหนึ่งเดินตามมาทางด้านหลัง
ชายคนนั้นมีกลิ่นอายของบัณฑิตรูปร่างหน้าตาสะอาดสะอ้านหมดจดงดงาม ถ้าเทียบซ่งจูอิงเป็ความงามที่บาดตาชายคนนี้ก็มีความงามที่สูงส่งราวกับยืนอยู่เหนือผู้คนโดยส่วนลึกมือของเขาถือพัดที่มีลักษณะงดงาม ยามคลี่ออกยังมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของไม้จันทน์หอมนางพิศมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบลุกขึ้นคารวะตามพี่ชาย
“คารวะท่านปู่” คนนี้ คือ หม่าเฉิงยวน
ชายคนนั้นเดินตรงมาหานางในขณะที่ซ่งซื่อและบิดาต้องลุกจากที่นั่งหลบให้โหรวเจี้ยน “นี่คือหนิงหนิงหรือเนี่ย” รอยยิ้มของเขาแฝงความยินดีไปถึงดวงตา ไม่คล้ายว่าจะเสแสร้งจนเจี้ยนอี้เดินเข้ามายืนข้างเขา
“แน่นอนอยู่แล้วท่านปู่เป็เพราะสายเืของท่าน นางเลยงามได้ถึงเพียงนี้”
“เ้าเด็กสอพอ”เขาตีหัวมู่หรงเจี้ยนอี้ด้วยก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไท่อี้ข้างมู่หรงโหรวเจี้ยน“ให้หินพลังงานระดับกลางพันก้อนเป็รางวัล”
“เอ่า ท่านปู่ แล้วข้าอ่ะ?” มู่หรงเจี้ยนหลีไม่ยอมแพ้
“เ้าพูดไม่ทันเขา แล้วยังจะมาขออะไร?”
“ไม่รู้ละข้าต้องหินพลังงานพันสองร้อยก้อน!”
“ดี หน้าด้านดี ให้!”
มู่หรงเจี้ยนหลีหัวเราะเสียงดังกับเหตุผลที่ไร้เหตุผลพอเจี้ยนอี้กับเจี้ยนหลีทำท่าจะวางมวยกัน แต่หม่าเฉิงยวนชิงพูดขึ้นเสียก่อน“ส่วนอาหยางเ้าคารวะได้แข็งแรงและไม่ทำให้ข้าหนวกหู เอาหินพลังงานระดับดีไปพันห้าร้อยก้อนส่วนหลานสาวของข้าหน้าตาน่ารัก สงบเสงี่ยมเรียบร้อย ให้หินพลังงานระดับดีมากแก่นางสองพันก้อน”
“โอ้ ตาเฒ่า เ้าจะแข่งกับข้าหรือ?”มู่หรงโหรวเจี้ยนเลิกคิ้ว
เจี้ยนหนิงที่อ้าปากค้างถูกเจี้ยนหลีที่ยังหัวเราะร่วนดันคางขึ้นให้นางยกมือขึ้นปิดหน้าท่าทีอับอาย ให้ตายเถอะ นางไม่เข้าใจครอบครัวนี้เอาซะเลย!
“ยัง ยัง ยายเฒ่าข้ายังไม่ได้ให้ของขวัญวันพบหน้ากับหลานสาวของข้าเลย” ท่าทางอวดเบ่งนั้นทำคนถูกเรียกยายเฒ่าหรี่ตามอง หน้าประตูพลางมีคนยกหีบสองใบตามกันมา “หนิงเอ๋อร์นี่เป็ของที่ปู่บังเอิญเจอตอนไปติดต่อค้าขายกับพวกทางเหนือที่นั่นนอกจากหนังสัตว์ก็อาจไม่มีอะไรดีมากนักแต่สิ่งนี้ที่ปู่ได้มานับได้ว่าเป็วาสนา”
ใบหนึ่งดูธรรมดาแต่เมื่อเปิดออกมาก็พบกับหินพลังงานระดับดีมากอยู่เต็มหีบดวงตาของมู่หรงเจี้ยนหนิงพร่าไปด้วยแสงระยิบระยับสีม่วงจนเกือบดำผลึกใสสว่างเช่นนี้ ทำเอาใจนางเต้นจนแทบจะหลุดทั้งชีวิตจะเห็นสักก้อนยังเป็เพียงของที่เอื้อมไม่ถึง บัดนี้กลับเป็ของพบหน้าวางตรงหน้าอย่างกับเป็ของเล่น!
“ส่วนอีกหีบที่เหลือนั่นเ้านำกลับไปเปิดเป็การส่วนตัวเถิด” เขาพูดแล้วก็หัวเราะเสียงดังอย่างได้อกได้ใจราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่มีใครชนะเขาได้อีกแล้วมู่หรงโหรวเจี้ยนปรือตาจากความเอือมระอาส่วนมู่หรงเหยียนก็มองตาเฒ่าที่ไม่ได้ยังดูไม่แก่ด้วยสายตาเหมือนมองปลาตาย
“ของย่าเดี๋ยวเ้ากลับไปดูที่จวนแล้วกัน แล้วตอนวันเกิดเ้าค่อยมาบอกข้าว่าของใครดีกว่ากัน” ท่านย่าพูดกับเจี้ยนหนิงเรียบ ๆฉินซื่อมองบุตรสาวที่นั่งสติหลุดอยู่ตรงเก้าอี้กับบุตรชายสองคนที่ลุกขึ้นไปมองสำรวจของ พลางพูดคุยกับหม่าเฉิงยวนไม่หยุดในห้องบรรยากาศฝั่งตระกูลมู่หรงนับว่าครึกครื้นเป็อย่างยิ่ง
แต่เมื่อมองไปที่สามแม่ลูกที่นั่งฝั่งตรงข้ามซ่งจูอิงฝืนยิ้มจนลำคอขึ้นเป็เอ็น เจาฉวี่มองหินพลังงานเ่าั้ด้วยสายตาอดกลั้นส่วนเจาเยว่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว!
“ท่านพ่อท่านให้ของล้ำค่าขนาดนี้กับนางได้ยังไง!” บรรยากาศยินดีเหมือนลูกโป่งน้ำที่ถูกเจาะแตก“คนที่เป็ขยะไร้ค่ามานับสิบปีอาศัยอะไรที่แค่ตื่นขึ้นมาถึงได้สมบัติชั้นดีพวกนี้ไป”
“หุบปาก” ซ่งซื่อหน้าซีดเผือดตบโต๊ะหยุดปากลูกสาวเอาไว้ “เ้าพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า!”
คราวนี้เจาฉวี่ไม่ได้รั้งน้องสาวเอาไว้อีกแล้วนางปล่อยมือจากเจาเยว่แล้วมองการเคลื่อนไหวของน้องสาวนิ่ง ๆ แทน
“ข้าจะไม่รู้ตัวได้อย่างไร!นางไม่คู่ควร”
“แล้วใครคู่ควร เ้าหรือ?” เจี้ยนหลีเอียงหน้ามองหม่าเจาเยว่ยิ้มๆ
“ใช่ ต่อให้ข้าไม่คู่ควรแล้วพี่หญิงสี่ของข้าไม่คู่ควรหรือยังไง!? หินพลังงานระดับดีมากในหีบนั้นมีไม่รู้กี่พันก้อน”นางหันไปหาหม่าเฉิงยวนด้วยความน้อยใจ “ท่านพ่อท่านเคยให้พี่หญิงเยอะขนาดนี้หรือเปล่า? ส่วนของขวัญที่อยู่ในหีบอีกใบนั่นก็มีค่าไม่ใช่น้อยๆ ข้าเป็ลูกสาวของท่านนะแต่ท่านกลับให้สิ่งมีค่ากับพวกตระกูลมู่หรงเป็กองขนาดนี้ท่านเอาลูกสาวกับท่านแม่ของข้าไปไว้ที่ไหน!”
“เ้าไม่มีวรยุทธ์จะเอาหินพลังงานไปทำไม?” หม่าเฉิงยวนมองบุตรสาวของตนยิ้มถามอย่างอารี
“ข้าไม่ได้หมายถึงแค่หินพลังงาน!แต่ของล้ำค่าทั้งหมดของพวกเราทำไมต้องไปอยู่ที่ตระกูลมู่หรงทั้งหมดด้วย!”
“เยว่เอ๋อร์ ไม่มีอะไรเป็ของพวกเรา”หม่าเจาเยว่เบิกตาโพลง “ถ้าคำว่าพวกเราของเ้า ไม่รวมตระกูลมู่หรง”