ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 เจ้าแพ้แล้ว


            พลังฝ่ามือแผ่ปกคลุมฟ้าดิน คลื่นทำลายล้างพวยพุ่งไปหาเย่เฟิงที่อยู่บนแท่นหินใต้น้ำตก

            “ตูม!!!” เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว พลังฝ่ามือของเฟิงเฉียนปะทะกับม่านแสงประหลาดที่สร้างขึ้นจากกระแสน้ำตก พลอยทำให้ห้วงอากาศสั่นไหวไปด้วย ส่วนคลื่นทำลายล้างแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทำให้น้ำตกเทียนเชี้ยนเกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อย

            ด้วยคลื่นกระแทกจากพลังโจมตีของฝ่ามือนั่น ทำให้แสงที่รายล้อมร่างเย่เฟิงเกิดการบิดเบี้ยวจนเขาโอดครวญ ตัวสั่นสะท้านเล็กน้อย และมีเลือดไหลตรงมุมปาก

            “ยังยืนหยัดได้อยู่เหรอ?” เฟิงเฉียนรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย การโจมตีของเขาทำอะไรเย่เฟิงไม่ได้

            “ไสหัวลงมาเดี๋ยวนี้!” เฟิงเฉียนแผดเสียงคำราม ก่อนจะมีพลังโจมตีแห่งการทำลายล้างเข้าจู่โจมกระแสน้ำตกอีกครั้งแล้วไปเยือนเย่เฟิง คลื่นสั่นสะเทือนแผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนเย่เฟิงก็ตัวสั่นแรงกว่าเดิม กระอักเลือด คิ้วขมวดแน่น ทว่าเขายังคงไม่ขยับเขยื้อน

            ผู้คนด้านล่างต่างตกตะลึง การกระทำของเฟิงเฉียนทำให้พวกเขารู้สึกละอายใจ เฟิงเฉียนเป็นใคร แล้วใครเล่าจะยอมลุยน้ำโคลนที่สกปรกนี้?

            “เฟิงเฉียน เจ้าบ้าไปแล้วรึไง? หยุดนะ!” ฉินเยียนหรานตวาดใส่เฟิงเฉียน แต่เฟิงเฉียนกลับไม่สนใจฉินเยียนหราน

            “หยุดเหรอ?” เฟิงเฉียนกล่าวเสียงเบา ก่อนเขาจะตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมไอชั่วร้ายปะทุออกจากร่าง “ตายซะเถอะ!”

            การโจมตีที่สามถูกปล่อย ซึ่งการโจมตีสองครั้งทำอะไรเย่เฟิงไม่ได้ เฟิงเฉียนจึงรู้สึกขายหน้ามาก เขาคิดว่าการโจมตีนี้ต้องปลิดชีวิตของเย่เฟิงได้

            “เฟิงเฉียน เจ้ามันเลวจริง ๆ!” ฉินเยียนหรานด่าทอเฟิงเฉียนพลางคิ้วขมวดแน่น นางยอมรับกับการกระทำของเฟิงเฉียนไม่ได้

            ฉู่หานและเฉิงเฟยตาแดงก่ำ พวกเขาดูโกรธอย่างเห็นได้ชัด แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้พวกเขากลับช่วยอะไรเย่เฟิงไม่ได้

            การโจมตีของเฟิงเฉียนสร้างภัยคุกคามให้กับเย่เฟิงอย่างใหญ่หลวง ถึงอย่างนั้นก็มิอาจทำร้ายเย่เฟิงได้ แต่ว่ากลับรบกวนการเรียนรู้ของเย่เฟิงได้

            ผลลัพธ์ที่อาจตามมาคือ ทำให้เย่เฟิงได้รับบาดเจ็บสาหัส วิถีมารเข้าแทรก และอาจถึงแก่ชีวิตได้!

            ทว่าเฟิงเฉียนไม่สนใจฉินเยียนหราน ในสายตาเขาเฟิงเฉียน ชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 6 ไม่ต่างจากมดแมลงตัวน้อย ๆ ที่สามารถฆ่าตอนไหนก็ได้

            จากนั้นเฟิงเฉียนปล่อยพลังฝ่ามืออีกครั้ง การโจมตีนี้เขาใช้เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุด เขาเชื่อว่าการโจมตีนี้ฆ่าเย่เฟิงได้แน่นอน ในตอนนั้นเองมีม่านแสงโคจรบนกระแสน้ำตก เมื่อการโจมตีของเฟิงเฉียนไปเยือนม่านแสงนั่น ม่านแสงก็เกิดการบิดเบี้ยวพร้อมมีพลังมหาศาลมาบรรจบกัน

            เฟิงเฉียนเห็นฉากนี้ก็ต้องนิ่งงันราวกับเพิ่งตระหนักได้และต้องการถอยหนีไป ทว่าเฟิงเฉียนยังไม่ทันขยับตัว พลังที่ไปบรรจบบนม่านแสงก็ถูกปล่อยออกมาด้วยความเร็วแสง หนำซ้ำพลังเช่นนั้นยังแข็งแกร่งกว่าการโจมตีของเฟิงเฉียนหลายเท่า

            “นี่...” ผู้คนต่างตกตะลึง ส่วนเฟิงเฉียนที่รับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของพลังนั่นก็อดใจสั่นรัวไม่ได้

            “ปัง!” นาทีต่อมาพวกเขาได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นสั่นสะเทือนแก้วหูของพวกเขา แต่ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวน ก่อนจะเห็นร่างของเฟิงเฉียนกระเด็นออกไป ร่างเขายังไม่แตะพื้นดินก็กระอักเลือดออกมา จากนั้นกระแทกกับพื้นอย่างแรง

            “พลังนี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก แม้แต่เฟิงเฉียนผู้อยู่อันดับที่ 5 ในรายนามขั้นบ่มเพาะกายาก็ยังถูกทำร้ายจนสาหัส ดูท่าลำพังพรสวรรค์ของเฟิงเฉียนยังไม่พอที่จะขึ้นไปบนแท่นหินลำดับห้า” ผู้คนพึมพำในใจ เฟิงเฉียนถูกซัดจนกระเด็นปลิวไปไกล หรือนี่เป็นการพิสูจน์แล้วว่าพรสวรรค์ของเฟิงเฉียนด้อยกว่าเย่เฟิง?

            ผู้คนไม่น้อยต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา และอดสนใจเย่เฟิงมากกว่าเก่าขึ้นมาไม่ได้

            ทันทีที่เฟิงเฉียนดีดตัวลุกขึ้น เขาก็กินยาเม็ดเพื่อฟื้นฟูร่างกาย จากนั้นเขามองไปที่เย่เฟิงตรงนั้นด้วยสายตาอาฆาตเยือกเย็น

            เขาเฟิงเฉียนพ่ายแพ้แล้ว ทั้งยังถูกพลังแห่งกระแสน้ำตกโจมตีจนสาหัส สำหรับเฟิงเฉียนแล้ว มันคือความอัปยศอดสู เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเคียดแค้นเย่เฟิงยิ่งกว่าเก่า

            “เจ้าแพ้แล้ว!” ฉินเยียนหรานกล่าวเสียงเย็นขณะเดินมาที่ด้านข้างเฟิงเฉียน เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ฉินเยียนหรานก็พบว่าตัวเองชิงชังเฟิงเฉียนมากเพียงใด

            “แพ้แล้วอย่างไรเล่า? คนบนแท่นหินนั่นคงเทียบเคียงข้าได้หรอก?” เฟิงเฉียนกล่าวอย่างโอหัง เขาเชื่อมั่นว่าตัวเองคือคนที่เย่เฟิงมิอาจเทียบเคียงด้วยได้

            “เจ้ามั่นใจมากไปแล้ว” ฉินเยียนหรานปรายตามองเฟิงเฉียนแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

            ขณะมองฉินเยียนหราน เฟิงเฉียนก็กัดฟันกรอดพลางคิดในใจว่าต้องได้ตัวผู้หญิงคนนี้มาให้ได้

            ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มตระกูลเฉินที่อยู่บนแท่นหินลำดับหกก็สิ้นสุดการเรียนรู้แล้ว เขาลงจากแท่นหินด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ เห็นชัดว่าเขาได้รับผลประโยชน์และพลังก็ยกระดับขึ้นไม่น้อย

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ชายหนุ่มตระกูลเฉินหันกลับไปมองที่น้ำตก แวบแรกก็เห็นเย่เฟิงอยู่บนแท่นหินลำดับห้า จึงอดใจเต้นระรัวไม่ได้ และกล่าวถามกุ่ยเตาเช่นนั้น

            สีหน้าของกุ่ยเตาดูไม่ดีตลอดเวลา แต่ก็ตอบกลับไป “เขาขึ้นไปเอง”

            “หือ?” ชายหนุ่มตระกูลเฉินย่อมรู้ว่าการขึ้นไปบนแท่นหินลำดับห้ามันหมายความเช่นไร จากนั้นเขาก็ถามกุ่ยเตาต่อ “คนผู้นี้ฆ่าคนของตระกูลเฉินข้า ข้าว่าจัดการสหายสองคนนั้นก่อน พอเขาลงมาแล้วก็ค่อยจัดการ”

            “ได้” กุ่ยเตาตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เพราะเขาไม่เคยเกลียดใครเข้าไส้อย่างเย่เฟิงมาก่อน

            เมื่อกล่าวจบ ทั้งสองเดินไปหาฉู่หานและเฉิงเฟยทันที เมื่อพวกเขาเห็นพวกกุ่ยเตาเดินมาทางนี้ ฉู่หานและเฉิงเฟยก็ขมวดคิ้ว เหมือนรู้ว่าอีกฝ่ายมาด้วยเจตนาไม่ดี

            “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร?” ฉู่หานกล่าวถามเสียงเย็น เขารู้ความสามารถของกุ่ยเตา ส่วนชายหนุ่มตระกูลเฉินคนนั้นเพิ่งผ่านการเรียนรู้ จึงดูถูกพลังไม่ได้

            “ก็มาจัดการพวกเจ้าสองคนน่ะสิ” ชายหนุ่มตระกูลเฉินกล่าวด้วยความมั่นใจ ราวกับมีมันมาตั้งแต่เกิด

            “ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าสองคนจะลงมือตอนกลางวันแสก ๆ แบบนี้” ฉู่หานกล่าวเสียงเย็นชา ถึงแม้จะรู้ว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ แต่น้ำเสียงก็ยังคงแข็งกร้าว

            “น่าขัน สำนักยุทธ์เทียนเสวียนไม่เคยห้ามปรามศิษย์ในการแข่งขัน ตราบใดที่ข้าไม่สังหารเจ้าสองคน ข้าจะทำอะไรก็ย่อมทำได้หมด” กุ่ยเตาเย้ยหยัน

             “ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ศิษย์น้องเย่เพิ่งเข้าสำนัก แล้วไปล่วงเกินเจ้ากุ่ยเตาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงกับทำให้เจ้ากัดศิษย์ใหม่ไม่ปล่อยเหมือนหมาแบบนี้?” ฉู่หานกล่าว เขารู้ว่ากุ่ยเตาหมายหัวเย่เฟิงไว้

            “เพราะว่าเขาอยู่ใกล้ฉินเยียนหรานมากเกินไป ข้าก็เลยอยากฆ่าเขา ส่วนพวกเจ้าสองคน หากคุกเข่าขอโทษข้าตอนนี้และรับปากว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับไอ้สวะนั่นอีก ข้าจะพิจารณาปล่อยพวกเจ้าไป หาไม่แล้วผลที่จะตามมาพวกเจ้าคงรู้ดี” กุ่ยเตากล่าวด้วยท่าทียโสโอหัง เพียงเพราะเย่เฟิงใกล้ชิดฉินเยียนหรานมากเกินไป กุ่ยเตาจึงต้องการฆ่าเย่เฟิง ซ้ำยังให้ฉู่หานและเฉิงเฟยคุกเข่าขอโทษเขา

            ท่าทีเย่อหยิ่งวางอำนาจ นี่แหละกุ่ยเตาตัวจริงเสียงจริง มีเพียงเกียรติยศของผู้ฝึกยุทธ์แห่งรายนามขั้นบ่มเพาะกายา และคำพูดของเขาราวกับตัดสินชะตากรรมของเย่เฟิง ฉู่หาน และเฉิงเฟยได้ แต่ขณะพูดกุ่ยเตาก็ไม่ลืมที่จะเหลือบมองฉินเยียนหราน

            “คุกเข่าขอโทษเจ้าเนี่ยนะ?” ฉู่หานคิ้วขมวดแน่น ก่อนกล่าวต่อ “เจ้าอย่าสำคัญตัวเองเกินไป ฉินเยียนหรานคือผู้หญิงของศิษย์น้องเย่ข้า อยู่ใกล้ชิดกันแล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”

            คำพูดของฉู่หานดึงดูดให้คนรอบข้างสนใจ ฉินเยียนหรานมีความสัมพันธ์ระดับนั้นกับชายหนุ่มที่อยู่บนแท่นหินลำดับห้างั้นหรือ?

            ฉินเยียนหรานย่อมได้ยินเช่นเดียวกัน นางไปเป็นผู้หญิงของคนหน้าไม่อายนั่นตั้งแต่เมื่อใดกัน? คำพูดของฉู่หานส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของนางเป็นอย่างมาก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้นางอยากอธิบายก็สรรหาคำมาอธิบายไม่ได้

            “ในเมื่อเจ้าดื้อดึงไม่ยอมรับผิด งั้นก็อย่าหาว่าข้าลงมือโหดเหี้ยมแล้วกัน!” คำพูดของฉู่หานทำให้กุ่ยเตาบันดาลโทสะ ตอนนั้นเองกุ่ยเตาปลดปล่อยพลังปราณ ก่อนจะใช้ฝ่ามือเงาพรายโจมตีฉู่หาน

            ในขณะเดียวกันชายหนุ่มตระกูลเฉินคนนั้นก็เดินไปหาเฉิงเฟย เขาเหยียดยิ้มชั่วร้ายพลางกล่าว “รูปร่างไม่เลว อีกเดี๋ยวมาทำให้ข้าสนุกสักรอบสิ!”

            เมื่อกล่าวจบ ชายหนุ่มตระกูลเฉินคนนั้นก็เริ่มรุกรานเฉิงเฟย

            “หน้าไม่อาย!” เฉิงเฟยเผยสีหน้าเย็นเยียบ ในฐานะผู้หญิง นางจะยอมโดนดูถูกได้อย่างไร นางจึงปล่อยพลังฝ่ามือเข้าสู้กับชายหนุ่มตระกูลเฉินคนนั้น

            ทั้งสองฝ่ายเกิดศึกต่อสู้ใหญ่ เหล่าผู้คนต่างถอยหลังไปห่าง ๆ ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นโล่งมากขึ้น

            การโจมตีของกุ่ยเตาช่างเผด็จการ พอศึกเริ่มก็เป็นฝ่ายได้เปรียบ และเข้ากดดันฉู่หาน

            “ตอนนี้เจ้ารู้หรือไม่ ว่าการที่เจ้าต่อต้านข้ามันโง่เง่าแค่ไหน?” กุ่ยเตากล่าว ก่อนจะปลดปล่อยพลังโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวไม่ปล่อยให้ฉู่หานมีโอกาส

            ฉู่หานเผยสีหน้าบูดเบี้ยว พลันมีแสงส่องระยิบระยับรอบกาย จากนั้นเงาเสือขาวทะยานขึ้นฟ้าพร้อมความน่าเกรงขามที่น่าหวาดกลัว

            “วิญญาณสงครามเสือขาวขั้นเหลือง!”

            ศิษย์ทุกคนในสำนักยุทธ์เทียนเสวียนจำต้องปลุกวิญญาณสงครามขั้นเหลืองเป็นอย่างต่ำ ฉู่หานก็ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งวิญญาณสงครามเสือขาวขั้นเหลืองที่เขาปลุกถือว่าค่อนข้างแข็งแกร่งในหมู่วิญญาณสงครามขั้นเหลือง

            “โฮก!” เสือขาวแผดเสียงคำราม พร้อมพลังอันน่าเกรงขามเข้ารายล้อมตัวของเสือขาว

            กุ่ยเตาอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็เหยียดยิ้มอย่างเย็นยะเยือกพร้อมพลังภูตพรายแผ่ออกจากร่าง เงาพรายขนาดยักษ์พลันปรากฏ ประหนึ่งราชาภูตพรายสูงสุดก็ไม่ปาน ซึ่งก็คือวิญญาณสงครามของกุ่ยเตา อยู่ขั้นเหลืองเช่นเดียวกัน เงาพรายนั่นก้าวออกมาพร้อมพลังภูตพรายอันแกร่งกล้า ห้วงอากาศราวกับแข็งตัว จากนั้นกรงเล็บภูตพรายขนาดใหญ่เข้าตะปบเสือขาว

            “ตูม” เสียงระเบิดดังขึ้น พลอยทำให้กระแสอากาศสั่นไหวไปด้วย การโจมตีของวิญญาณสงครามทั้งสองตนเข้าปะทะกัน คลื่นทำลายล้างแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ฉู่หานเซถอยหลังหลายก้าวพร้อมมีเลือดไหลออกที่มุมปาก สีหน้าก็ยังซีดลง

            วิญญาณสงครามเสือขาวของเขาถูกวิญญาณสงครามราชาภูตพรายของกุ่ยเตากำราบในหนึ่งการโจมตี ช่องว่างของทั้งสองฝ่ายห่างชั้นอย่างเห็นได้ชัด

            “รีบมาจับข้าเร็ว ๆ สิ หากปรนนิบัติข้า ข้าอาจปล่อยเจ้าไปก็ได้!”

            อีกด้านหนึ่ง ชายหนุ่มตระกูลเฉินบีบบังคับจนเฉิงเฟยถอยหลังไม่หยุด เขาเหยียดยิ้มชั่วร้ายขณะกวาดมองเรือนร่างน่าเย้ายวนของเฉิงเฟย หากเขาได้ตัวหญิงสาวผู้งดงามเช่นนี้มาครอบครองก็คงคุ้มค่ากับการมาครั้งนี้

            “หน้าด้านไร้ยางอาย!” เฉิงเฟยตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ สีหน้ามีแต่ความเย็นยะเยือก ทว่านางมิอาจต่อต้านพลังของชายหนุ่มผู้นี้ได้