คนที่ไม่ใช่แฟน...ทำแทนทุกเื่ไม่ได้ เหนื่อยก็รู้ เหงาก็เข้าใจ แต่ไม่อาจให้ยืมอ้อมแขน...1”
เสียงร้องเพลงของแม่บ้านดังขึ้นเพื่อกลบความเงียบงันในโรงภาพยนตร์ที่เจ็ดขณะที่กำลังทำความสะอาดแต่เพียงลำพัง แม้กระนั้นเธอก็ยังคอยแอบหันไปมองข้างหลังอยู่ตลอดเวลา ด้วยกลัวว่าจะเจออะไรที่ไม่น่าเจอแบบที่พนักงานคนอื่นๆชอบพูดกันว่าโรงภาพยนตร์ที่เจ็ดนั้นผีเฮี้ยนถึงขนาดเห็นผีสาวผมยาวนั่งอยู่ตรงพนักเก้าอี้แล้วโยกตัวไปมายามที่ไม่มีใครอยู่ ...แค่นึกภาพตามก็เสียววาบไปจนจับขั้วหัวใจเสียแล้ว
เมื่อความกลัวเริ่มมาเยือน มือไม้ก็เร่งปัดกวาดอย่างเต็มที่ หากมัวแต่ชักช้ากว่าจะได้ออกจากที่นี่คงดึกไปกว่านี้ ที่สำคัญ...เธอเองยังไม่อยากเจอผีจนหัวโกร๋น
“ฮือ....ฮือ”
อยู่ๆ เสียงครวญครางของบางสิ่งก็ดังขึ้นมาจนแม่บ้านสะดุ้งโหยง เธอหันไปมองตามเสียง จึ งพบว่ามันดังมากจากทางเก้าอี้แถวหนึ่งทางด้านหลังสุดของโรงภาพยนตร์
เสียงบ้าอะไร ?
ความอยากรู้ชนะความกลัว แม่บ้านร่างอ้วนเดินอย่างระแวดระวังตรงไปยังที่มาของเสียงเสียงนั้น เหงื่อแตกซิกด้วยความตื่นเต้น หากเจอผีจะทำอย่างไรดี...จะขอหวยดีไหม ?
เมื่อเดินไปถึงเก้าอี้นั่งชมภาพยนตร์แถวสุดท้าย เสียงครวญครางนั้นยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง เท่านั้นยังไม่พอ...มันยังปรากฏแสงวูบวาบออกมาอีก
ผีกระสือ...ผีกระสือแน่ๆ แต่ผีกระสือที่ไหนจะมาถอดหัวในโรงหนัง...บ้าไปแล้ว!
แม่บ้านยกมือพนมขึ้นแล้วเอามาลูบหัวเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง พลางพูดเบาๆ กับสิ่งรอบตัวที่มองไม่เห็น
“เ้าพระคู้ณ...คุณพระคุณเ้าช่วยคุ้มครองลูกช้างด้วยเถิด ถ้าเป็ผีจริงขอให้เป็ผีดี อย่าได้มาหลอกหลอนกันเลย ถ้าจะมาให้หวย ขอตรงๆ สามตัวบนแล้วลูกช้างจะทำบุญชุดใหญ่ไปให้…สาธุ”
ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นมอง เธอกลับไม่พบผีอย่างที่หวัง หวยสามตัวบนที่ฝันไว้มลายหายไปในอากาศ เสียงครวญครางที่ได้ยินคือเสียงริงโทนของโทรศัพท์มือถือที่กำลังสั่นอยู่บนพื้นโรงภาพยนตร์โดยมีแสงไฟกะพริบตามจังหวะ แม่บ้านถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ก่อนจะหยิบมันขึ้นมา ลูกค้าคงทำตกไว้อีกตามเคย ทำไมถึงไม่ตรวจข้าวของของตัวเองให้ดีก่อนออกจากโรงหนังนะ แล้วเดี๋ยวพอรู้ตัวว่าของหายก็มาโวยวายได้ทุกทีสิน่า
ว่าแต่...ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ นี่มันมือถือแบบที่ดารากำลังฮิตกันนี่นา บลูเบอร์ลง...บลูเบอร์รี่อะไรนี่แหละ...เธอจำได้ เพราะพนักงานหลายคนก็ใช้รุ่นนี้ ได้ข่าวว่าราคาร่วมหมื่น นั่นมันเงินเดือนทั้งเดือนของเธอเลยนะ!
ความคิดชั่วร้ายบังเกิดขึ้น แม่บ้านร่างท้วมกำลังจะจับมันยัดใส่ในชุดชั้นใน แต่แล้วเสียงกระแอมของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นจนต้องสะดุ้งโหยง เธอหันไปดูเห็น ‘เอก’ หรือที่พนักงานเรียกกันติดปากว่า ‘แอสซิส2 เอก’ ของโรงภาพยนตร์ยืนจ้องเขม็งอยู่
“ป้าแช่มครับ จำได้ไหมว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วน้าเล็กถูกไล่ออกเพราะอะไร เพราะจับได้ว่าขโมยของลูกค้าออกไปนี่แหละ เอาเป็ว่าผมจะแกล้งไม่รู้ไม่เห็นแล้วกัน แต่ป้าแช่มต้องส่งมือถือเครื่องนั้นคืนให้ผม มีลูกค้าโทรมาให้ช่วยหามือถือให้เพราะคิดว่าลืมไว้ที่โรงเจ็ด พรุ่งนี้ถ้าเขามาผมจะคืนให้เขา เราทำงานบริการนะครับ ลูกค้าคือพระเ้า เพราะฉะนั้นเราจะทรยศพระเ้าไม่ได้” แอสซิสเอกพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบกับแม่บ้าน เธอยิ้มหน้าแหยๆก่อนจะเดินมาส่งมือถือคืนให้กับอีกฝ่ายพร้อมทั้งยกมือไหว้ท่วมหัว
“ป้าขอโทษ...ป้าผิดไปแล้ว แอสซิสเอกอย่าเอาเื่นี้ไปบอกเมเนเจอร์3 กรณ์เลยนะคะ” เธอทำเสียงเว้าวอนดูน่าเวทนา ชายหนุ่มพยักหน้ารับแต่ยังไม่วายตักเตือน
“ครั้งนี้ผมจะไม่บอกเมเนอเจอร์กรณ์ แต่ถ้าคราวหน้าทำอีก ผมคงต้องรายงานนะป้า”
“สัญญา...ป้าสัญญาจะไม่ทำอีก” เธอละล่ำละลักบอก แอสซิสเอกพยักหน้ารับแล้วเดินออกไป แม่บ้านร่างอ้วนจึงถอนหายใจโล่งอก...เกือบโดนไล่ออกแล้วไหมล่ะ!
ยังไม่ทันที่แอสซิสเอกจะเดินออกไปพ้นประตูดี เขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้เสียก่อน ชายหนุ่มหันมาหาแม่บ้านที่กำลังยืนบ่นกระปอดกระแปดอยู่ไม่ไกลกันนัก
“ป้าแช่ม โรงเจ็ดนี่ฟอร์เป็ใคร ใช่อรอรินทร์ไหม ?”
“ใช่ค่ะ หนูอรอรินทร์เป็ฟอร์แต่ออกไปแล้ว ป่านนี้คงกลับบ้านไปแล้วมั้งคะ”
“เอ...แต่ผมเดินตรวจอยู่แถวหน้าบ็อกซ์ตลอด ยังไม่เห็นอรอรินทร์ออกมาเลย ไม่รู้มัวไปทำอะไรอยู่ ยังไงรบกวนป้าแช่มไปดูด้วยนะครับ”
“ได้ค่ะแอสซิสเอก” แม่บ้านรับคำ แอสซิสเอกพยักหน้ารับแล้วเดินออกไปจากโรงภาพยนตร์ที่เจ็ด เธอจึงเร่งมือทำความสะอาดก่อนจะเดินออกไปดูอรอรินทร์ที่ห้องล็อคเกอร์ตามคำสั่งของเ้านาย
ตามทางเดินที่ทอดยาวนั้นยังเปิดไฟสว่างจ้าแต่ทว่าเงียบสนิท แม่บ้านยังบ่นกระปอดกระแปดน้อยใจในโชคชะตาไม่ขาดปากว่าถ้าเธอไม่มัวแต่กลัวผี รีบคว้าโทรศัพท์มือถือมาเก็บไว้ซะเอง ป่านนี้ก็สบายไปแล้ว
“ซวยจริงจริ๊ง...แอสซิสเอกจะเข้ามาทำไมนะ อดได้ของดีเลยฉัน”
ในที่สุดเธอก็เดินมาถึงที่หน้าห้องล็อคเกอร์ชายหญิงซึ่งอยู่ติดกัน ภายในห้องล็อคเกอร์ชายนั้นปิดไฟมืด...คงจะไม่มีใครอยู่แล้ว แต่ครั้นเมื่อมองออกไปที่ห้องล็อคเกอร์หญิงกลับพบว่าเปิดไฟสว่างจ้า อรอรินทร์คงกำลังเอื่อยเฉื่อยอยู่ในนั้นเป็แน่ ดึกดื่นป่านนี้มัวทำอะไรอยู่นะ ทำไมไม่รีบกลับบ้านกลับช่อง มัวแต่อุดอู้อยู่ในห้องล็อคเกอร์อยู่ได้...ประสาท!
“น้องอรอรินทร์อยู่ข้างในหรือเปล่าจ๊ะ?” แม่บ้านเคาะประตูเบาๆ เป็มารยาท เผื่อว่าอีกฝ่ายอาจกำลังโป๊เพราะเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ แต่แล้วสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบ ไม่มีเสียงตอบจากใครในนั้น
หรือจะไม่มีใครอยู่ ? แล้วทำไมคนสุดท้ายที่อยู่ไม่ปิดไฟก่อนออกไปล่ะยะ! บ้านเปิดโรงไฟฟ้าเองหรือยังไง!
“มีใครอยู่ข้างไหนไหมจ๊ะ?”
เมื่อไม่มีใครตอบ เธอจึงบิดลูกบิดประตูเข้าไปข้างในห้องล็อคเกอร์ หากยังไม่ทันจะได้คิดอะไร สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างของอรอรินทร์นอนตาเหลือกขึ้นจนเห็นตาขาว รอบคอมีรอยเขียวช้ำจากการถูกบีบอย่างแรงจนขาดอากาศหายใจ กระโปรงถูกถอดออกมากองอยู่ที่ต้นขา เผยให้เห็นว่าร่างกายของเธอถูกกระทำชำเราจากุ์ที่ไร้ซึ่งศีลธรรมแห่งความเป็คน!
แม่บ้านร่างท้วมตาเหลือกด้วยความใก่อนจะแผดเสียงร้องลั่น...ดังที่สุดในชีวิตที่เคยร้องมา
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...”
ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ตำรวจมาถึงสถานที่เกิดเหตุ เพื่อนพนักงานหลายคนที่ยังไม่ได้กลับบ้านถูกกักตัวไว้สอบปากคำกันถ้วนหน้า รวมไปถึงคนที่กลับบ้านไปแล้วก็ถูกโทรตามตัวมาสอบสวนเช่นกัน เ้าหน้าที่มูลนิธิเดินทางมายังห้องล็อคเกอร์ของโรงภาพยนตร์มาสเตอร์เธียร์เตอร์ เตรียมตัวที่จะห่อศพกลับเมื่อตำรวจทำการถ่ายรูปและตรวจสอบที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว นักข่าวอาชญากรรมต่างพากันรัวกล้องใส่ศพของอรอรินทร์ราวกับว่าเธอเป็ดาราดัง...ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันคือศพดีๆ นี่เอง!
แอสซิสเอกโทรไปตาม ‘เมเนเจอร์กรณ์’ ผู้จัดการสาขาให้เดินทางกลับมายังสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เวลารอเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเขาก็มาถึง เมเนเจอร์กรณ์หน้าซีดเป็ไก่ต้มไหว้เ้า ชายร่างค่อนข้างท้วมอายุสามสิบต้นๆ เดินตรงดิ่งไปมองสภาพศพพนักงานสาวแล้วทำหน้าสยดสยองจนเกินทนรับไหว นายตำรวจหนุ่มนามว่า ‘อาเขต’ เ้าของคดีเดินเข้ามาทักทายเมเนเจอร์กรณ์ที่ยืนนิ่งอยู่ด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“สวัสดีครับ ผมชื่อ ‘อาเขต’ เป็ผู้รับผิดชอบคดีนี้ครับ” ชายหนุ่มแนะนำตัว เมเนเจอร์กรณ์พยักหน้ารับ ท่าทางยังอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ “จากการดูคร่าวๆ นะครับ ผู้เสียชีวิตถูกข่มขืนแน่ๆ เพราะมีร่องรอยของอวัยวะเพศฉีกขาด มีเืไหลออกมา กระโปรงถูกถกลงมาจนถึงโคนขาอ่อน ที่รอบคอมีรอยบีบคอเขียวช้ำ ถ้าเดาไม่ผิดคงเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ แต่คงต้องส่งไปให้ทางนิติเวชผ่าพิสูจน์เพื่อยืนยันอีกทีนะครับ แต่เื่นั้นผมว่าเอาไว้ก่อนดีกว่า ปล่อยให้เป็หน้าที่ของทางการแพทย์ ตอนนี้ที่น่าสงสัยที่สุดคือใครเป็ฆาตกร ? แล้วเหตุใดฆาตกรถึงเข้ามาในเขตของพนักงานได้ หรือว่า...จะเป็พนักงานด้วยกันเอง ยังไงต้องรบกวนคุณ...” นายตำรวจหนุ่มร่ายยาวจนมาจบที่การถามชื่อคนที่กำลังสนทนาด้วย เมเนเจอร์กรณ์สะดุ้ง รีบตอบคำถามของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา
“เรียกผม ‘กรณ์’ ก็ได้ครับ”
“โอเคครับ...คุณกรณ์ ยังไงผมต้องรบกวนเวลาสอบสวนพนักงานทุกคนที่โรงภาพยนตร์แห่งนี้ อาจวุ่นวายสักหน่อย แต่ก็ต้องขอความร่วมมือด้วยนะครับ ยังไงคุณกรณ์ช่วยไปตามพนักงานที่เข้าทำงานวันนี้ทั้งหมดมาที่นี่คืนนี้เลยนะครับ เพื่อกันตัวคนร้ายหนี”
“ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเลยหรือเปล่าคุณตำรวจ”
“แน่นอนครับ ทั้งชาย ญิง กระเทย เก้ง กวาง ตามมาให้หมดเลยครับ ผู้ชายนี่เราคงต้องซักละเอียดหน่อย เพราะผู้เสียชีวิตโดยข่มขืน คนร้ายน่าจะต้องเป็ผู้ชายแน่ๆ แต่ผู้หญิงนี่เราอาจจะต้องถามถึงเื่ของผู้เสียชีวิตว่ามีใครได้คุยกับผู้เสียชีวิตก่อนตายหรือไม่ แล้วผู้เสียชีวิตมีแฟนเป็ใคร หรือมีเื่กับใครมาก่อนหรือเปล่า ทุกอย่างมีผลต่อรูปคดีทั้งนั้นครับ อ้อ...ขอเทปวงจรปิดทางเดินเข้ามาในห้องล็อคเกอร์ด้วยได้ไหมครับ?” นายตำรวจหนุ่มนึกขึ้นได้ถึงหลักฐานสำคัญ เมเนเจอร์กรณ์หน้าเจื่อนทันที
“ตลกดีนะครับ เวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ทีไร กล้องวงจรปิดต้องเสียทุกที ไม่รู้หนูที่ไหนไปกัดสายไฟขาด” เขายิ้มหน้าเจื่อนๆ ให้คู่สนทนา นายตำรวจหนุ่มอาเขตพยักหน้ารับ...ชินเสียแล้วกับเื่แบบนี้
ยังไม่ทันจะได้พูดกันต่อ...นายตำรวจอีกนายก็วิ่งเข้ามาทำท่าตะเบ๊ะใส่นายตำรวจอาเขตที่กำลังคุยกับเมเนเจอร์กรณ์อยู่ เมเนเจอร์กรณ์สังเกตดูจากดาวบนบ่าแล้วก็พอจะรู้ว่าใครเป็เ้านาย...ใครเป็ลูกน้อง
“นายครับ ตรวจสอบที่เกิดเหตุจนละเอียดแล้ว ไม่พบร่องรอยของฆาตกรเลยครับ ไม่พบลายนิ้วมือแอบแฝง คาดว่าคนร้ายคงสวมถุงมือ ไม่พบขนเพชรหรือน้ำอสุจิภายนอก ต้องให้ทางนิติเวชตรวจดูภายในช่องคลอดของผู้ตายอีกทีครับ นอกนั้นก็ไม่มีอะไร อ้อ...แต่มีอย่างหนึ่งที่ผิดปกติครับ”
“อะไรหรือ ?”
“นี่ครับ” เขาชูถุงพลาสติกใส่ดอกโป๊ยเซียน4 สีแดงสามดอกอยู่ข้างใน พร้อมกับมวนยาเส้น5 หนึ่งมวนอยู่ในนั้น นายตำรวจอาเขตขมวดคิ้วเข้มทันที
“อะไรน่ะ ?”
“ดอกโป๊ยเซียนกับมวนยาเส้นครับ พบมันวางไว้บนหน้าผากของผู้เสียชีวิต ซึ่งผมคิดว่ามันคงเป็พิธีกรรมอะไรสักอย่าง” ลูกน้องบอก นายตำรวจอาเขตพยักหน้ารับ บ่อยครั้งที่เขาเจอหลักฐานแปลกๆ ในที่เกิดเหตุจนพลั้งเผลอคิดว่ามันไม่เกี่ยวข้อง หากพอกลับมาทบทวนใหม่อีกทีมันกลับเป็หลักฐานชิ้นสำคัญในการดำเนินคดีกับคนร้ายที่แฝงตัวเงียบๆอยู่รอบกาย แต่ก็นั่นแหละ...บางครั้งคิดว่ามันเป็หลักฐานสำคัญ แต่พอตรวจกันเข้าจริงๆ กลับไม่มีผลต่อรูปคดีเลยสักนิด เพราะฉะนั้นการสอบสวนจึงเป็วิธีการที่ดีที่สุด
“ที่นี่ได้ปลูกดอกโป๊ยเซียนไหมครับคุณกรณ์?”
“โอ๊ย...คุณตำรวจครับ นี่โรงหนังนะครับ ไม่ใช่สถานที่จัดนิทรรศการพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวงจะได้มีดอกโป๊ยเซียนได้ ไม่มีหรอกครับคุณ มีแต่ต้นไม้ปลอมๆ ตรงโถงทางเข้าโรงหนัง ลองไปดูไหมครับ เผื่อมันอาจจะงอกดอกโป๊ยเซียนออกมา” เมเนเจอร์กรณ์ยังมีอารมณ์ขัน แต่พอรู้ว่าไม่มีใครขำด้วยจึงหยุดหัวเราะแล้วยืดตัวขึ้น ทำท่าสุขุมเหมือนเดิม
“แล้วมีคนสูบยาสูบไหมครับ?”
เมเนเจอร์กรณ์ทำหน้าเซ็งโลกกับคำถามปัญญาอ่อนของนายตำรวจหนุ่ม นี่มัน พ.ศ. ไหนกันแล้วพ่อคุณ ไม่มีใครเค้ามานั่งมวนยาสูบกันหรอก ถ้าเป็บุหรี่ก็ว่าไปอย่าง...ถามอะไรไม่คิด!
“ไม่มีหรอกครับคุณตำรวจ ทางโรงภาพยนตร์ของเราเคร่งครัดเื่การสูบบุหรี่หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในเวลาทำงานมาก เราไม่อนุญาตให้พนักงานหรือผู้ชมสูบบุหรี่หรือยาสูบในโรงภาพยนตร์แน่ๆเพราะมันอาจก่อให้เกิดอัคคีภัยได้ แต่นอกเวลางาน ผมไม่ทราบหรอกครับว่าใครสูบไม่สูบ ไม่ได้ตามพนักงานไปนอนที่ห้องทุกคนด้วย เลยไม่รู้”
คำตอบของเมเนเจอร์กรณ์ยังกวนประสาทนายตำรวจอาเขตอย่างเดิม เขาถอนหายใจอย่างเซ็งๆ แล้วพยักหน้ารับ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับอีกฝ่าย กลัวจะมีข่าวนายตำรวจหนุ่มชกเมเนเจอร์ของโรงภาพยนตร์ขึ้นหน้าหนึ่งแทนข่าวอาชญากรรม!
“โอเคครับ...งั้นผมรบกวนให้คุณกรณ์ช่วยจัดสถานที่เงียบๆให้ผมสอบปากคำพนักงานทุกคนหน่อย หวังว่าคงไม่เป็การทำให้ลำบากมากไปนะครับ”
“ถึงผมจะบอกว่าลำบากแต่ก็ต้องทำใช่ไหมครับ เชิญครับเชิญ...ไปสอบปากคำที่ห้องทำงานของผมก็ได้” เมเนเจอร์กรณ์ทำทีท่ากระตือรือร้นอย่างประชดประชัน เขาผายมือออกไปทางหนึ่งเป็เชิงเชื้อเชิญราวกับกำลังต้อนรับลูกค้าที่กำลังเข้าโรงภาพยนตร์แบบV.I.P6 นายตำรวจอาเขตพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องที่แอบอมยิ้มขำอยู่ข้างๆ
“เดี๋ยวจัดการให้เ้าหน้าที่เก็บศพผู้เสียชีวิตส่งไปนิติเวช บอกว่าผม้าผลการชันสูตรด่วนที่สุด อ้อ...ติดต่อญาติผู้เสียชีวิตให้รับทราบด้วย เข้าใจไหม” เขาทำเสียงเข้มใส่ลูกน้อง อีกฝ่ายยืดอกรับแล้วทำท่าตะเบ๊ะ
“ครับนาย”
เมื่อสั่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เมเนเจอร์กรณ์ก็เดินนำหน้านายตำรวจอาเขตออกไปอีกทาง พนักงานคนอื่นๆ ที่ยืนมุงดุเหตุการณ์ต่างพากันซุบซิบถึงสาเหตุการตายของอรอรินทร์ หลายคนหันมองไปทางแอดซิสเอกที่ยืนทำหน้านิ่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ห่างๆ เพราะ่หลังๆมานี้มีคนเห็นว่าอรอรินทร์กับแอดซิสเอกดูจะสนิทสนมกันจนเกินเหตุ ถึงขั้นมีคนแอบเห็นทั้งคู่พลอดรักกันในห้องทำงานของแอดซิสเอกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่เื่สำคัญนัก...หากแอดซิสเอกไม่ได้แต่งงานแล้ว!
ในกลุ่มของพนักงานที่กำลังมุงดูเ้าหน้าที่มูลนิธิกำลังจัดการกับศพของอรอรินทร์นั้น ‘รดา’ พนักงานสาวแผนกแสน็คบาร์7 กำลังยืนน้ำตาคลอ นึกไม่ถึงว่าชีวิตของเพื่อนร่วมงานจะสั้นขนาดนี้ เมื่อเย็นเธอกับอรอรินทร์ยังลงไปทานข้าวที่ฟู๊ดคอร์ทด้วยกันอยู่เลย ทำไมตกดึกอรอรินทร์จึงจากไปโดยที่ยังไม่ได้ร่ำลากัน มิหนำซ้ำยังตายในสภาพที่ ‘ไม่น่าดูเอาเสียเลย’ อีก...น่าเวทนายิ่งนัก
“ใครมันใจบาปขนาดนี้นะ” ชายหนุ่มที่ยืนข้างๆ รดาอดที่จะสบถออกสนไม่ได้ เขาคือ ‘บอส’ ชายหนุ่มหน้าตาจัดได้ว่าหล่อเหลาเอาการ ยืนทำหน้ามุ่ยอยู่จนเค้าความหล่อหดหาย เมื่อเขาหันมองมาทางแฟนสาวที่กำลังจะร้องไห้ก็รีบเปลี่ยนทีท่าอันเกรี้ยวโกรธให้เย็นลง
ไม่มีประโยชน์ที่จะโมโห...คนตายไม่มีวันฟื้นคืน
“อย่าร้องไห้เลยรดา ถือซะว่าอรได้ไปสบายแล้ว ไม่ต้องอยู่ทำงานงกๆ แบบเรา” บอสพยายามหาคำปลอบใจดีๆ มาใช้ แต่ทว่าดูมันจะเป็ประโยคปลอบใจที่แสนจะงี่เง่าเหลือเกินสำหรับคนฟัง รดาหันมาทำตาแดงใส่แฟนหนุ่มก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“ถ้าให้ฉันไปสบายด้วยการตายแบบทรมานแบบนั้น ฉันขอยอมอยู่ทำงานงกๆ แบบนี้ต่อไปดีกว่า” พูดจบรดาก็สะบัดหน้าเดินออกไปอีกทาง ทิ้งให้บอสเกาหัวแกรกๆ ไม่เข้าใจอารมณ์ของผู้หญิงข้างกายสักเท่าไหร่นัก
กว่าบอสจะกลับถึงบ้านก็เกือบเช้าตรู่แล้ว ชายหนุ่มเดินหาวหวอดๆ เข้าซอยที่คนกำลังพลุกพล่านในเช้าวันทำงาน เขาอยากจะะโขึ้นเตียงแล้วหลับให้เต็มอิ่ม แต่คงจะทำไม่ได้เพราะเช้านี้เขายังต้องเข้าไปทำงานที่โรงภาพยนตร์มาสเตอร์เธียร์เตอร์อีกตามเวรที่จัดไว้ แล้วไอ้ที่กักตัวไว้ทั้งคืนจนเลยเวลาทำงานจะได้โอทีหรือเปล่า ทีพอไปตอกบัตรสายล่ะ...หักเงินเดือน เฮ้อ...นี่มันโรงหนังหรือโรงงานนรกเนี่ย!
“อ้าวบอส...เพิ่งเลิกงานเหรอ ?”
เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยทักจนบอสที่กำลังง่วงเหงาหาวนอนต้องหันไปมองตามเสียง ชายหนุ่มเห็นสิปางเดินออกมาซื้อโจ๊กที่ร้านแถวคอนโดฯ ยืนยิ้มให้อยู่ จึงก้มหัวเล็กน้อยเป็เชิงทักทายแล้วเดินเข้าไปพูดคุยตามประสาคนคุ้นเคย
“เลิกั้แ่ตอนตีสองแล้วพี่ปาง แต่เกิดเื่ที่โรงหนังนิดหน่อยเลยถูกกักตัวไว้สอบปากคำ ง่วงจะแย่” บอสไม่พูดเปล่า เขาหาวฟอดใหญ่เพื่อยืนยันว่าง่วงจริงๆ
“สอบปากคำ ? แปลว่าต้องเป็เื่ใหญ่สิเนี่ย”
“ใหญ่สิพี่ปาง มีพนักงานหญิงถูกข่มขืนแล้วฆ่าตายในโรงหนัง ไม่รู้คนทำมันเป็ใคร แต่คงเป็คนใกล้ตัวนี่แหละ พวกผู้ชายอย่างผมเลยโดนซักไซ้หนักเลย งั้นผมขอตัวไปพักก่อนนะพี่ปาง เดี๋ยวสายๆ ต้องไปทำงานอีก นี่กลับไปบ้านผมก็รู้ชะตากรรมของตัวเองเลยว่าแม่ต้องใช้ให้ขึ้นไปส่งข้าวเช้าบนคอนโดฯ มีหวังตายคาโรงแน่ๆ วันนี้” ชายหนุ่มพูดติดตลก สิปางยิ้มน้อยๆ ให้เขาแล้วพูดขึ้น
“ตามสบายจ้าบอส...ไว้คุยกัน”
“ครับพี่ปาง” บอสพยักหน้ารับ แล้วเดินตรงดิ่งไปยังห้องแถวสามชั้นที่ข้างล่างเปิดเป็ร้านอาหารตามสั่ง ทันทีที่โผล่หน้าเข้าไป ‘เจ๊ไข่’ แม่ของบอสก็บ่นกระปอดกระแปดในขณะที่มือก็กำลังผัดข้าวผัดกะเพราอยู่
“โห...ไอ้บอส หายหัวไปทั้งคืนเลยนะ งานบ้างานบออะไรของแกเนี่ย ทำกันจนไม่ได้กลับบ้านกลับช่อง มาก็ดีแล้ว เดี๋ยวเอาข้าวผัดกะเพราขึ้นไปส่งที่ห้อง 223 กับห้อง 609 ด้วย”
“แม่...มาถึงก็ใช้งานทันทีเลยนะ ขอนอนสักแป๊บได้ไหม ผมง่วงจะตายอยู่แล้ว”
บอสทำเสียงเหมือนคนที่กำลังใกล้จะตาย เจ๊ไข่ได้ยินอย่างนั้นก็ใช้ตะหลิวกระแทกกระทะเสียงดังโครมใหญ่จนลูกค้าที่นั่งทานข้าวอยู่สะดุ้งโหยง บอสรู้ทันทีว่าไม่ควรต่อปากต่อคำกับผู้เป็แม่ เพราะนั่นอาจนำพาความหายนะมาสู่เขาได้ ชายหนุ่มรีบยกถาดที่มีข้าวผัดกะเพราวางเตรียมอยู่แล้วขึ้นมา ก่อนทวนคำสั่งของผู้เป็แม่
“ห้อง 223 กับห้อง 609 ใช่ไหมแม่ ได้ๆ เดี๋ยวผมจัดการส่งให้เลย ร้านเจ๊ไข่เดลิเวอรี่พร้อมให้บริการแล้วคร้าบบบ...” ชายหนุ่มลากเสียงยาวพลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังคอนโดฯ ฝั่งตรงข้าม เจ๊ไข่จ้องเขม็งไปที่ลูกชายแล้วส่ายหน้า ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้ลูกค้าราวกับเป็คนละคน
“ข้าวผัดหมูนะคะ...รอสักครู่ค่ะ”
ด้านพ่อแม่ของอรอรินทร์เมื่อรู้ข่าวว่าลูกสาวเสียชีวิตก็ตรงดิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลด้วยความเศร้าโศก แต่มีเื่สำคัญกว่าการเศร้าโศกคือทั้งคู่ไม่้าให้แพทย์ตรวจชันสูตรพลิกศพหรือทำการใดๆเกี่ยวกับศพลูกสาวของตัวเองทั้งนั้น เพราะทางครอบครัวของอรอรินทร์เป็ชาวมุสลิม8 ซึ่งเคร่งครัดในประเพณีการจัดการกับศพมาก
อย่างแรกคือต้องจัดการนำศพของผู้ตายไปฝังภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง9 เพราะตามหลักศาสนาอิสลาม10 นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานการให้เกียรติและคุ้มครองคุณค่าอันสูงส่งของความเป็มนุษย์ ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ใน่แห่งการมีชีวิตอยู่เท่านั้น แม้แต่ตอนที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว รวมถึงการที่ปล่อยให้เรือนร่างเปลือยเปล่าที่อาจดูไม่งามตานัก ทางศาสนาอิสลามจึงให้มีการจัดการกับศพอย่างน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
ด้วยความตื่นตระหนกและเร่งรีบทำให้ทั้งพ่อและแม่ของอรอรินทร์นั้นหาทางไปห้องชันสูตรไม่เจอ เมื่อนางพยาบาลก้อยเดินผ่านมาจึงตรงดิ่งเข้าไปถามอย่างร้อนใจ
“คุณพยาบาลคะ”
“ว่าไงคะ ?” นางพยาบาลก้อยหยุดเดินแล้วหันมามองตามเสียงที่ร้องเรียก ชายหญิงที่แต่งตัวแบบชาวมุสลิมรีบเอ่ยถามอีกฝ่ายทันที
“คือฉันจะไปห้องผ่าศพ ไม่ทราบว่าไปทางไหนคะ”
“ห้องผ่าศพ ?” นางพยาบาลก้อยทวนคำถามก่อนจะร้องอ๋อขึ้นมาทันที “ห้องชันสูตรศพน่ะเหรอคะ ตรงไปทางด้านในสุดของทางเดิน ห้องอยู่ทางด้านขวาค่ะ”
“ขอบคุณนะครับคุณพยาบาล”
พูดจบผู้เป็สามีก็ประคองภรรยากึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปตามทางที่นางพยาบาลก้อยบอก เธอมองตามแล้วส่ายหน้าอย่างเวทนา คงมารับศพหญิงสาวที่ถูกฆ่าข่มขืนแล้วส่งมาชันสูตรเมื่อคืนแหงๆ หัวอกผู้เป็พ่อเป็แม่คงใจสลายเหมือนตายทั้งเป็ที่อยู่ๆก็มาสูญเสียลูกในไส้ไป ขนาดเธอยังไม่เคยมีลูก แต่การที่หลานสาวอย่างยายเฟิร์นหายไปไม่ต่างกับคนตายก็ทำให้ใจสลายไม่น้อยไปกว่ากัน
นางพยาบาลก้อยถอนหายใจยาวๆแล้วเดินตรงดิ่งไปยังตึกสูติฯเพื่อขึ้นเวร...ชีวิตต้องดำเนินต่อไป
ที่หน้าห้องชันสูตรศพนั้น มีนายตำรวจคนหนึ่งนั่งรอผลการชันสูตรอยู่หน้าห้องแล้ว พ่อแม่ของอรอรินทร์ตรงดิ่งไปยังนายตำรวจผู้นั้นทันที
“คุณตำรวจ...ลูกสาวฉันอยู่ในนั้นใช่ไหม ?” ผู้เป็แม่ละล่ำละลักถาม นายตำรวจทำหน้าเหวอเล็กน้อย ยังตั้งตัวไม่ถูก ผู้เป็พ่อจึงอธิบายต่อ
“ผมเป็พ่อของยายอรที่คุณตำรวจโทรไปแจ้งข่าวการตายของลูกผมไงครับ”
“อ๋อ...พ่อแม่ของผู้เสียชีวิตนั่นเอง รอสักครู่นะครับ หมอเพิ่งเข้าเวรเลยเพิ่งได้ชันสูตร อีกสักแป๊บนึงคงเรียบร้อยครับ”
“ไม่ได้นะคะ! ทำอะไรกับศพไม่ได้! พวกเราเป็มุสลิม ทางประเพณีห้ามทำ!”
ผู้เป็แม่แผดเสียงใส่ทันทีจนนายตำรวจสะดุ้งโหยง ด้านผู้เป็พ่อรีบผลักประตูห้องชันสูตรศพเข้าไปก็พบว่านายแพทย์หนุ่มกำลังเริ่มที่จะตรวจร่างกายหาร่องรอยของการถูกข่มขืนจากร่างอันเปลือยเปล่าของอรอรินทร์แล้ว ซึ่งอย่างแรกที่จะทำก็คือการตรวจหาน้ำอสุจิภายในช่องคลอดของผู้เสียชีวิต โดยมีนักศึกษาแพทย์อีกคนกำลังถ่ายรูปเก็บไว้ทุกขั้นตอนเพื่อรวบรวมประกอบผลชันสูตรส่งให้ตำรวจนำไปเป็หลักฐานในดำเนินคดีต่อ
ผู้เป็แม่เมื่อเห็นดังนั้นก็ะโเสียงดังลั่นจนนายแพทย์ใถึงกับปล่อยเครื่องมือหล่นลงพื้นส่งเสียงดังแกร๊ง
“อย่าแตะต้องลูกฉันนะ!”
เชิงอรรถ
(1) เพลง “ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้” ขับร้องโดย ตั๊กแตน ชลดา
(2) แอสซิส หรือเรียกเต็มๆ ว่า Assistant Branch Manager ซึ่งก็คือรองผู้จัดการสาขานั่นเอง
(3) เมเนเจอร์ หรือเรียกเต็มๆ ว่า Branch Manager ซึ่งหมายถึงผู้จัดการสาขานั่นเอง
(4) โป๊ยเซียน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามงกุฎหนาม (Crown of Thorns) เนื่องจากลักษณะของลำต้นที่มีหนามอยู่รอบเหมือนมงกุฎ ต้นไม้แห่งโชคลาภตามความเชื่อถือแต่โบราณจัดเป็ไม้อวบน้ำอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae ซึ่งเป็วงศ์ใหญ่มากพบได้ทั่วไปในประเทศเขตร้อน พืชในวงศ์นี้มีมากกว่า 300 สกุล โป๊ยเซียนจัดเป็พืชที่อยู่ในสกุล Euphorbia ซึ่งพืชในสกุลนี้มีไม่ต่ำกว่า 2,500 ชนิด ได้แก่ คริสต์มาส สลัดได ส้มเช้า หญ้ายาง และกระบองเพชรบางชนิด
(5) ยาเส้นหรือบุหรี่ ในพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 หมายถึง ยาเส้นหรือยาเส้นปรุง ไม่ว่าจะมีใบยาแห้งหรือยาอัดเจือปนหรือไม่ ซึ่งมวนด้วยกระดาษหรือวัตถุที่ทำขึ้นใช้แทนกระดาษหรือใบยาแห้งหรือยาอัด หรือกล่าวได้ว่ายาเส้นคือบุหรี่ที่มวนเอง โดยใช้วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น อาจเป็กระดาษ ใบตอง ใบจาก ใบมะกา เป็ต้น
(6) V.I.P ย่อมากจาก VERY IMPORTANT PERSON ซึ่งก็หมายความว่า ‘คุณคือบุคคลที่สำคัญมาก’ นั่นเอง
(7) แสน็คบาร์ หรือ Snack bar หมายถึง พนักงานที่คอยบริการขายเครื่องดื่มและขนมที่จะนำเข้าไปรับประทานในโรงภาพยนตร์ (ความรู้เพิ่มเติ่ม : โดยพนักงานแต่ละแผนกจะสับเปลี่ยนเวียนวนกันไปในทุกแผนก แล้วแต่การจัดการของโรงภาพยนตร์แต่ละแห่ง)
(8) มุสลิม คือผู้นับถือศาสนาอิสลาม ตามศัพท์หมายถึง ผู้นอบน้อมตนเองโดยสิ้นเชิงยังพระประสงค์ของพระผู้เป็เ้าซึ่งมุ่งให้มนุษย์ทำความดีและละเว้นความชั่ว ตามหลักการที่พระองค์ได้ทรงตั้งขึ้นเทศนาแก่มนุษยชาติ หรืออีกนัยหนึ่ง มุสลิมคือผู้ใฝ่สันติ เพราะอิสลามคือศาสนาที่ให้ความหมายอยู่ในตัวเองว่า เพื่อสันติภาพ เพื่อความสันติสุขในสังคมของมนุษย์
(9) ตามหลักทางศาสนาอิสลาม พิธีศพของชาวมุสลิมจะใช้วิธีการฝัง โดยปกติแล้วจะต้องฝังภายใน 24 ชั่วโมง เพราะถือว่าถ้าไว้นานจะทำให้ผู้ที่มีชีวิตอยู่ต้องเสียใจเพิ่มมากขึ้น
(10) ศาสนาอิสลาม เป็ศาสนาสำคัญศาสนาหนึ่งของโลก เป็ศาสนาประเภทเอกเทวนิยม นับถือพระเ้าองค์เดียวคือ ‘พระอัลลอฮ์’ โดยมี ‘ท่านนบีมุฮัมมัด’ เป็ศาสดาและเป็ผู้ประกาศศาสนา ศาสนาอิสลามไม่มีพระหรือนักบวชเพื่อทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมและเผยแผ่ศาสนาโดยเฉพาะ เช่น อิหม่าม ก็เป็เพียงผู้นำในการนมัสการพระเ้าเท่านั้น มิใช่พระที่ทำหน้าที่เป็กลางระหว่างพระเ้ากับมนุษย์ ศาสนาอิสลาม เป็ศาสนาหนึ่งที่มีผู้นับถืออยู่หลายล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันออกกลาง ประชาชนส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในประเทศมาเลเซีย มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมาก สำหรับประเทศไทย มีประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ทั่วไป แต่บริเวณที่มากที่สุดคือในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้แก่ จังหวัดสงขลา ยะลา สตูล ปัตตานี และนราธิวาส