รุ่งสางของอีกวัน แสงสีทองอ่อนๆ สาดส่องเหนือขอบฟ้าแผนการปล่อยข่าวลือที่ฮวาเสี่ยวซีเสนอไว้ก็เริ่มขึ้นอย่างเงียบเชียบรองแม่ทัพหลี่หมิงสั่งการให้หน่วยข่าวกรองกระจายข่าวลือไปตามช่องทางต่างๆอย่างระมัดระวัง ข่าวลือเรื่องกองทัพเสริมที่กำลังเดินทางมาโรคระบาดในค่ายทหารต้าเหลียง และความขัดแย้งภายในกองทัพ ค่อยๆแทรกซึมเข้าไปในหมู่ทหารเป่ยหม่านและชาวบ้านตามแนวชายแดน
ในเงามืดของป่าละเมาะแห่งหนึ่งไม่ไกลจากค่ายทหารเป่ยหม่าน ชายชุดดำหลายนายซ่อนตัวอยู่พวกเขาสังเกตการณ์ความวุ่นวายเล็กน้อยที่เกิดขึ้นในค่ายศัตรูด้วยความพึงพอใจ
"ดูเหมือนแผนของเราจะได้ผลแล้ว"ชายชุดดำคนหนึ่งกระซิบกับพรรคพวกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ"พวกมันเริ่มหวาดระแวงและสับสนแล้ว"
ชายอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย"ข่าวเรื่องโรคระบาดน่าจะทำให้พวกมันไม่กล้าเข้าประชิดมากนักส่วนข่าวเรื่องกองทัพเสริมก็น่าจะทำให้พวกมันชะลอการรุกคืบ"
หัวหน้ากลุ่มชายชุดดำยิ้มเยาะอย่างพอใจ "ดีมากในเมื่อพวกมันเริ่มระแวงแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการปล่อยข่าวลือเรื่องความขัดแย้งภายในกองทัพต้าเหลียงให้พวกมันคิดว่าพวกเดียวกันเองกำลังจะหักหลังกัน"
พวกเขามั่นใจว่าแผนการปล่อยข่าวลือของตนเองกำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับทัพต้าเหลียงตามที่คาดหวังโดยหารู้ไม่ว่าข่าวลือเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่ซับซ้อนกว่านั้นมากนัก
ขณะเดียวกัน ในความมืดมิดของยามค่ำคืนฮวาเสี่ยวซีนำหน่วยรบพิเศษกลุ่มแรก พร้อมด้วยองค์รักษ์เว่ยเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบมุ่งหน้าสู่แนวหลังของทัพเป่ยหม่านภารกิจเสี่ยงตายได้เริ่มต้นขึ้นแล้วโดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อมั่นในอุบายของตนเอง
ฮวาเสี่ยวซีนำหน่วยรบพิเศษเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบพวกเขาอาศัยความมืดและภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคยของศัตรูในการหลบหลีกการตรวจตราเป้าหมายแรกของพวกเขาคือค่ายพักชั่วคราวขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ห่างจากแนวรบหลักของเป่ยหม่านประมาณสองลี้ค่ายแห่งนี้เป็นที่พักของทหารที่คอยดูแลเส้นทางลำเลียงเสบียงและอาวุธหากพวกเขาสามารถสร้างความเสียหายที่นี่ได้ก็จะส่งผลกระทบต่อการส่งกำลังบำรุงของทัพเป่ยหม่านได้ไม่น้อย
"จำแผนที่ที่ข้าให้ไว้ให้ดี"ฮวาเสี่ยวซีกระซิบกับทหารในหน่วย "เราจะแบ่งออกเป็นสามกลุ่มกลุ่มแรกโจมตีคอกม้าและเผาเสบียง กลุ่มที่สองจัดการทหารที่อยู่ในค่ายส่วนข้าและอีกสองคนจะเข้าไปจัดการห้องบัญชาการ"
ทหารทุกคนพยักหน้าเข้าใจพวกเขาได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและรู้ถึงความสำคัญของภารกิจนี้ภายใต้การนำของฮวาเสี่ยวซีพวกเขาเคลื่อนที่เข้าใกล้ค่ายเป้าหมายอย่างเงียบเชียบราวกับเงา
ในขณะเดียวกัน องค์รักษ์เว่ยที่ติดตามมาในระยะห่างก็สังเกตการณ์ทุกการเคลื่อนไหวของฮวาเสี่ยวซีอย่างระมัดระวังเขายังคงมีความสงสัยในตัวนางแต่ก็ต้องยอมรับในความสามารถในการนำทัพและการวางแผนที่เฉียบคมของนาง
เมื่อทุกอย่างพร้อม ฮวาเสี่ยวซีให้สัญญาณ ทันใดนั้นความเงียบก็ถูกทำลายด้วยเสียงกรีดร้อง เสียงอาวุธปะทะกันและเปลวไฟที่ลุกโหมขึ้นจากคอกม้าและกองเสบียงทหารในค่ายเป่ยหม่านแตกตื่นและพยายามตอบโต้แต่ถูกหน่วยรบพิเศษของฮวาเสี่ยวซีโจมตีอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ฮวาเสี่ยวซีพร้อมด้วยทหารอีกสองนายบุกเข้าไปในห้องบัญชาการพวกเขาจัดการทหารยามที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็วและเข้าไปเผชิญหน้ากับนายทหารที่กำลังงัวเงียอยู่ในกระโจม
การต่อสู้เป็นไปอย่างรวดเร็วและดุเดือดฮวาเสี่ยวซีแสดงให้เห็นถึงทักษะการต่อสู้ที่เหนือกว่าที่ใครๆ คาดคิดนางเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและใช้ดาบสั้นได้อย่างแม่นยำ ไม่นานนัก นายทหารเป่ยหม่านก็ล้มลง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยฮวาเสี่ยวซีและหน่วยรบพิเศษก็รีบถอนตัวออกจากค่ายอย่างรวดเร็วก่อนที่กำลังเสริมของทัพเป่ยหม่านจะมาถึงพวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความวุ่นวายและความเสียหาย
องค์รักษ์เว่ยเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความประหลาดใจเขายอมรับว่าความสามารถของหมู่ซ่านนั้นน่าทึ่งเกินกว่าที่เขาเคยประเมินไว้มากนัก
ภารกิจแรกของฮวาเสี่ยวซีประสบความสำเร็จเกินคาดค่ายพักชั่วคราวของทัพเป่ยหม่านได้รับความเสียหายอย่างหนักเสบียงและม้าถูกเผาทำลาย ทหารยามถูกสังหาร และนายทหารผู้ควบคุมค่ายถูกจัดการอย่างรวดเร็วความวุ่นวายและความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อการลำเลียงเสบียงและอาวุธของทัพเป่ยหม่านอย่างแน่นอนพวกเขาจะต้องเสียเวลาและกำลังพลในการจัดการกับความเสียหายและอาจส่งผลต่อแผนการรบในภาพรวม
ครับ ถ้าเช่นนั้น เราจะปรับเปลี่ยนรายละเอียดการเดินทางกลับของฮวาเสี่ยวซีและหน่วยรบพิเศษดังนี้ครับ:
หลังจากภารกิจแรกที่ค่ายพักของทัพเป่ยหม่านสำเร็จลุล่วงฮวาเสี่ยวซีนำหน่วยรบพิเศษเดินทางกลับด้วยความระมัดระวังพวกเขาเคลื่อนที่ในเวลากลางคืน อาศัยความมืดและเส้นทางลับที่คุ้นเคยเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทหารเป่ยหม่านที่อาจลาดตระเวนอยู่ฮวาเสี่ยวซีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทุกคนจึงสั่งให้หยุดพักในที่ปลอดภัยในช่วงกลางวันเพื่อให้ทหารได้พักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายจากการเดินทางและภารกิจที่เสี่ยงอันตราย
การเดินทางกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้าแต่ปลอดภัยพวกเขาใช้เวลาตลอดทั้งคืนและอีกส่วนหนึ่งของวันรุ่งขึ้นในการเดินทางกลับเข้าใกล้เมืองเฉิงหยางเมื่อถึงช่วงสายของวันถัดมาพวกเขาก็สามารถเดินทางกลับถึงค่ายทหารในเมืองเฉิงหยางได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น
ฮวาเสี่ยวซีสั่งให้ทหารในหน่วยแยกย้ายกันกลับไปยังที่พักเพื่อพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกาย หลังจากนั้นในช่วงบ่ายของวันเดียวกันฮวาเสี่ยวซีได้เดินทางไปยังกระโจมบัญชาการเพื่อรายงานผลภารกิจต่อจิ้นอ๋องด้วยตนเอง
เมื่อเข้าเฝ้าจิ้นอ๋องทรงทอดพระเนตรมายังฮวาเสี่ยวซีด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความพอพระทัย
"เจ้ากลับมาแล้ว หมู่ซาน รายงานผลให้ข้ารู้ที"จิ้นอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงที่แสดงความพึงพอใจ
ฮวาเสี่ยวซีก้มหน้าลงเล็กน้อยมือทั้งสองประสานกันไว้ในระดับคำนับอย่างเคารพตามธรรมเนียม "ทูลท่านอ๋องภารกิจแรกสำเร็จลุล่วงด้วยดีตามพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะพวกข้าสามารถสร้างความเสียหายให้กับค่ายพักของทัพเป่ยหม่านได้ตามเป้าหมายและเดินทางกลับมาถึงเมืองอย่างปลอดภัยในช่วงสายของวันนี้"
จิ้นอ๋องทรงพยักพระพักตร์ "ดีมาก หมู่ซานเจ้าทำได้ดีมาก" พระองค์ทรงตรัสชมเชยอย่างตรงไปตรงมา
"ขอบพระทัยท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ"ฮวาเสี่ยวซีตอบรับ
"เจ้าจงไปพักผ่อนเสียก่อน"จิ้นอ๋องตรัส
ฮวาเสี่ยวซีคำนับลาและเดินออกจากกระโจมด้วยความรู้สึกโล่งใจและมีความหวังภารกิจแรกของนางได้สร้างความประทับใจให้กับจิ้นอ๋องและอาจเป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้พิสูจน์ความสามารถของตนเองมากขึ้น
หลังจากร่างเล็กของหมู่ซ่านลับหายไปจากประตูทางเข้ากระโจมรอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนพระพักตร์ของจิ้นอ๋องก็ค่อยๆ เลือนหายไปกลับคืนสู่สีหน้านิ่งเฉยดังเดิม คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยราวกับมีบางสิ่งรบกวนพระทัย
ภายในพระทัยของจิ้นอ๋องมีความรู้สึกขัดแย้งก่อตัวขึ้นความสำเร็จของหมู่ซานในภารกิจแรกสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับพระองค์อย่างมากแต่ในขณะเดียวกันความลับและภูมิหลังที่ไม่ชัดเจนของพลทหารผู้นี้ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ค้างคาอยู่ในพระทัย
พระองค์ทรงหันพระพักตร์ไปยังองค์รักษ์เว่ยที่เพิ่งกลับเข้ามาในกระโจมหลังจากส่งหมู่ซานไปยังที่พัก
"อาเว่ย"พระสุรเสียงทุ้มต่ำตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความใคร่รู้"เจ้าติดตามหมู่ซานไปปฏิบัติภารกิจแรกอย่างใกล้ชิดเจ้ามีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับนาง?"
องค์รักษ์เว่ย์คุกเข่าลงคำนับด้วยความเคารพ"ทูลฝ่าบาท หมู่ซานมีความสามารถในการวางแผนและนำทัพที่น่าทึ่งเกินกว่าที่กระหม่อมคาดคิดเขามีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และมีทักษะการต่อสู้ที่เป็นเลิศ"
องค์รักษ์เว่ยเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงไว้ด้วยความสงสัย "กระนั้นก็ตามกระหม่อมยังคงรู้สึกว่า หมู่ซานมิได้เป็นเพียงพลทหารธรรมดา ท่าทางและแววตาของเขาบางครั้งก็ดูเหมือนผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน"
จิ้นอ๋องทรงพยักพระพักตร์ช้าๆพระเนตรคมกริบจับจ้องไปยังจุดที่หมู่ซานเพิ่งยืนอยู่
"ข้ารู้สึกเช่นเดียวกับเจ้าอาเว่ย" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่ลึกล้ำ "มีบางสิ่งเกี่ยวกับตัวเจ้าหมู่ซานที่ข้ายังไม่อาจเข้าใจได้"
พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนทอดพระเนตรไปยังภายนอกกระโจมที่เริ่มมีแสงอาทิตย์สาดส่อง
"จงจับตาดู หมู่ซานต่อไปอย่างใกล้ชิดอาเว่ย" จิ้นอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "สังเกตทุกการกระทำของเขารายงานทุกความเคลื่อนไหวให้ข้าทราบโดยละเอียด แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่สุดก็ตามข้าต้องการรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าเด็กนั้น"
"น้อมรับพระบัญชาด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"องค์รักษ์เว่ยคำนับรับคำสั่งด้วยความเคารพ