บทที่59 สืบทอดวิถีมาร
ฮุ่ยจวินเบิกตาโพลงมองหยาดโลหิตของจางจวิ้นพร่าพรมลงตรงหน้าแต่โลหิตเหล่านั้นมิสูญเสียไปเปล่าประโยชน์ เพราะจางจวิ้นได้ฝืนร่างกายเฮือกสุดท้ายจุดเปลวเพลิงสีทองอันเรืองรองบนโลหิตทุกหยดของตนโลหิตทั้งหมดของมันจึงกลับกลายเป็นไฟอันโชติช่วง ผนึกรวมเป็นมังกรสีทองที่บิดเบี้ยวไม่สมบูรณ์ซึ่งมังกรเพลิงนี้คือพลังสุดท้ายแล้วที่มันจะเค้นออกมาได้
ก่อนตาย บุรุษชรามันจักต้องลากจอมคาถาอีกหนึ่งคนที่เหลือให้ลงปรโลกไปด้วยมีแต่วิธีนี้ฮุ่ยจวินบุตรชายบุญธรรมของมันจึงจะมีชีวิตรอดสืบไป!
เห็นความตั้งใจสุดท้ายของบุรุษชรา น้ำตาก็พันเอ่อล้นออกจากนัยน์ตาทั้งสองข้างอย่างมิอาจควบคุมเสมือนหนึ่งว่าฮุ่ยจวินกำลังจักเสียญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่รักไปอีกผู้ ชีวิตนี้มันสูญเสียมามากตอนนี้มันก็ยังพานพบกับความสูญเสียอีก จิตใจของมันจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมจนแทบไม่หลงเหลือช่องว่างสำหรับความสุขอีกต่อไปแล้ว
“พ่อบุญธรรม”
เสียงแผ่วเบาเจือสะอื้นหลุดจากปากของฮุ่ยจวินบุรุษชราที่กำลังจะตายกลับแย้มยิ้มราวกับว่ามันพานพบความสุขของชีวิตอีกเสี้ยวที่สูญหายไปจนความตายของมันในครานี้ไม่สำคัญเท่ากับรักษาชีวิตของคนที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว
ด้วยพลังเสี้ยวสุดท้ายหลงเหลือไม่มาก จางจวิ้นจึงเร่งฟาดฝ่ามือส่งเปลวเพลิงรูปมังกรอันบิดเบี้ยวออกไปเนื่องจากพลังของมันเหลือน้อยเต็มที เปลวเพลิงรูปมังกรจึงบิดเบี้ยวไม่ก่อรูปลักษณ์อันสมบูรณ์แต่หากนับเพียงอานุภาพการแผดเผาของเปลวเพลิงรูปมังกรอันบิดเบี้ยวนี้ ก็เพียงพอจะปลิดชีพร่างที่สาหัสของจอมคาถาผู้นั้นได้
จอมคาถาคนสุดท้าย แม้เจ็บปวดอย่างสุดแสนจนคลุ้มคลั่งแต่เมื่อความตายคืบคลานหา มันก็รีบที่จะบริกรรมคาถาเพื่อกลับมาป้องกันตนทันใด ทว่าด้วยความเจ็บปวดสมาธิที่มีจึงไม่เฉียบไวดังเดิม กว่าจะรีดเร้นลมปราณพิเศษ ผนึกอยู่ที่กล่องเสียงและท่องบทคาถาเพื่อบริกรรมออกมาเปลวเพลิงรูปมังกรสีทองเจิดจ้าก็บรรลุถึงตรงหน้าของมันแล้ว!
จอมคาถาเบิกตาค้าง มันร้องเสียงหลงเพราะเกรงกลัวที่จะตกตายมันยังมีอนาคตอันรุ่งโรจน์รออยู่ที่เบื้องหลัง การตกตายอย่างน่าอนาถตรงนี้จึงมิใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สำหรับพวกมันแต่พวกมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกผู้มิอาจหนีกรรมสุดท้ายของตน เช่นนั้นจอมคาถาผู้นี้แม้มันมิอยากตายมันก็ต้องตกตายอย่างไร้ทางเลือก
แต่ทว่าคราวตายของมันกลับมิใช่ตอนนี้ เมื่อเปลวเพลิงสุดท้ายของจางจวิ้นยังมิทันได้ถูกร่างของมันก็มอดดับลงในพริบตาพลังชีวิตที่บุรุษชราฝืนใช้ออกถึงขีดจำกัดแล้ว เลือดทุกหยดที่มันฝืนใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังธรรมชาติก็เหือดหายจนหมดสิ้นวิชาประจำสายเลือด วิชาที่ใช้คุณสมบัติพิเศษเฉพาะสายเลือดในการแปรเปลี่ยนให้เป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติเพื่อการลุกติดไฟบัดนี้กลับเหือดแห้งมิหลงเหลือ
เมื่อพลังชีวิตขาดห้วง การฉูบฉีดโลหิตก็ชะงักค้างพลังสืบทอดทางสายเลือดไม่เกิดการหมุนเวียนแลก่อเกิดพลังธรรมชาติ เปลวเพลิงสีทองจึงหายไป!
ถึงคราวที่จางจวิ้นต้องร้องย่ำแย่ในจิตใจแม้แต่จะช่วยบุตรบุญธรรมที่เบื้องหลัง มันกลับมิอาจที่จะกระทำได้ มันช่างเป็นบิดาที่มิได้เรื่องจริงๆหรือว่ามันจะต้องเสียใจตลอดชีวิต หรือว่ามันจะมิอาจตายตาหลับ หรือชั่วชีวิตนี้ของมันแม้แต่ความสุขเสี้ยวเล็กๆก็จะมิอาจปกป้อง!
ยิ่งใกล้ตายความกังวลก็ยิ่งเกาะกุม ก่อนหน้านั้นมันยังพอทำใจให้ปล่อยวางก่อนตายแต่ตอนนี้มันกลับร้อนลุ่มแลมีโทสะต่อตนเองเป็นอย่างมาก
หากมันไม่อ่อนแอลง หากพลังธรรมชาติบนโลกในยุคปัจจุบันไม่ลดน้อยอ่อนโทรมมันก็คงปกป้องคนที่รักของตนได้
“สวรรค์ ช่างอยุติธรรมต่อข้านัก!”
จางจวิ้นคำรามด้วยแรงฮึดสุดท้ายเพื่อตัดพ้อต่อสวรรค์ส่วนจอมคาถาผู้นั้นเมื่อรอดตายอย่างหวุดหวิดมันก็ไม่รีรอชักช้า มีแต่ต้องสังหารบุรุษชราโดยเร็วชีวิตที่ราวกับแขวนบนเส้นด้ายนี้ของมันจึงจะปลอดภัย
จอมคาถาผู้นั้นจึงเค้นเอาพลังทั้งหมดที่มีและทุ่มไปพร้อมกับการบริกรรมคาถาสังหารบทสุดท้าย!
เสียงครืนครั่นบิดเบี้ยวก่อตัวกลางอากาศเบื้องหน้าจอมคาถานำพานัยน์ตาที่เริ่มหม่นประกายแสงของจางจวิ้นต้องเบิกกว้าง นั่นคือคาถาสังหารสุดท้ายที่จอมคาถาสามารถใช้ออกและเป็นคาถาที่สามารถพรากชีวิตของตนและบุตรบุญธรรมได้ คาถานี้หาได้รุนแรงเทียบเท่ากับคาถาก่อนหน้านั้นไม่ทว่าเมื่อตนไร้ซึ่งพลังต่อต้าน วจนะคาถาที่อ่อนด้อยก็สามารถจะปลิดชีพของพวกมันได้เช่นเดียวกัน
จางจวิ้นยังคงยืนหยัดขวางอยู่เบื้องหน้าของฮุ่ยจวินแม้ฮุ่ยจวินจะพยายามฉุดร่างของบุรุษชราให้หลบทาง แต่ร่างที่สั่นพร่านั้นกลับยืนหยัดได้อย่างมั่นคงยิ่งราวกับว่ามันได้หยั่งรากฝังโคนตรงนั้นไปแล้ว
“รีบหนีไป"
เสียงชราแลแหบพร่ากล่าวออกมาอย่างยากลำบาก
ฮุ่ยจวินที่ยืนประคองร่างอันตระหง่านแข็งทื่อของบุรุษชราทางด้านหลังก็กล่าวตอบอย่างขมขื่น
“สภาพข้าในตอนนี้จะหลบหนีได้อย่างไร”
“ข้าเป็นต้นเหตุให้เจ้าตาย"
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“ท่านคือบิดาบุญธรรมของข้า ยังจะหาสาเหตุใดมาอ้างว่าเป็นความผิดของตนอีก"
“ข้าเสียบุตรไปแล้ว ข้ายังต้องมาเสียบุตรบุญธรรมอีกหรือนี่"
“ตอนนั้นท่านอาจสูญเสียอย่างโดดเดี่ยวแต่อย่าห่วงเลย อย่างน้อยตอนนี้ท่านก็ยังมีข้าไปเป็นเพื่อนในปรโลก"
จางจวิ้นได้ฟังคำนี้ของฮุ่ยจวินก็ฝืนส่ายศีรษะอย่างยากลำบากพลังใจที่มิน่าจะเหลืออยู่แล้วก็ถูกจุดประกายขึ้น เสี้ยวชีวิตมันที่เหลืออยู่ในตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องทำคือปกป้องบุตรบุญธรรมเช่นนั้นพลังเสี้ยวสุดท้ายซึ่งเป็นองค์ประกอบของประกายสุดท้ายแห่งชีวิตจึงถูกจุดขึ้นมาอวัยวะภายในส่วนสำคัญอย่างหัวใจฉูบฉีดโลหิตได้ช้าลงแล้ว เช่นนั้นมันจึงไม่มีโลหิตซึ่งกอปรรวมไปด้วยพลังธรรมชาติที่เพียงพอจะจุดเปลวเพลิงแห่งสายเลือดให้ลุกโหมได้แต่นี่คือสิ่งสุดท้ายที่มันจะทำได้ เช่นนั้นมันจึงเลือกที่จะลองกระทำ
จอมคาถาผู้นั้นยังคงบริกรรมคาถาสังหารสุดท้ายอย่างต่อเนื่องเป็นเพราะอาการของมันสาหัสมิน้อย การบริกรรมคาถาจึงขาดห้วงไม่ประติดประต่อและพลังจึงยังไม่บรรลุถึงเป้าหมายจางจวิ้นจึงอาศัยช่องว่างนี้ดึงพลังใจที่มีแล้วลองฝืนปลดปล่อยพลังทางสายเลือดของตนขึ้นมาอีกครา
เปลวเพลิงสีทองที่จางจวิ้นรู้ตัวว่าอาจจะไม่ถูกจุดติดก็พลันสว่างไสวโชติช่วงขึ้นอย่างไม่นึกฝันแต่แทนที่บุรุษชราซึ่งสามารถจุดติดเพลิงสีทองขึ้นมาได้จะบังเกิดความยินดี ใบหน้าที่เจ็บปวดของมันกลับเจือไปด้วยความแปลกใจ
พลังธรรมชาติในโลหิตของมันเหือดแห้งไปแล้วเหตุไฉนเปลวเพลิงจึงยังสว่างไสวโชติช่วงขึ้นมาได้ขนาดนี้!
ความสงสัยนี้คงอยู่ชั่วลมหายใจ จวบจนหางตาของมันพลันเหลือบไปเห็นหลังมือที่ประคองร่างของตนอยู่ทางเบื้องหลัง
หลังมือนี้มีหยาดโลหิตไหลอาบ เป็นโลหิตที่เกาะกุมจนเริ่มแข็งตัวและก็เป็นโลหิตที่เป็นต้นกำเนิดให้เกิดการเผาผลาญเพลิงสีทอง!
จางจวิ้นนัยน์ตาไหวระริก ร่างบังเกิดการสั่นพร่านั่นมิใช่โลหิตของมันแน่ เพราะโลหิตที่ไหลออกจากร่างทั้งหมดล้วนถูกมันแผดเผาแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงสีทองไปแล้วเช่นนั้นโลหิตดังกล่าวจึงเป็นโลหิตของบุตรบุญธรรมของมัน!
ร่างที่สั่นพร่าของจางจวิ้นหันหลังกลับมามองฮุ่ยจวินด้วยแววตาที่หลากหลายบ้างก็สับสน บ้างมิอาจเชื่อ บ้างก็ยินดีจนมิอาจจะสรรหาคำออกมาอธิบาย มันมองฮุ่ยจวินมองอยู่อย่างนั้นราวกับว่าอยากจะดูหน้าของชายหนุ่มให้ชัดๆ กว่านี้ ต้องการดูให้ถี่ถ้วนเผื่อไม่มีโอกาสได้ดูอีกต่อไปดูอยู่ชั่วอึดใจ น้ำตาของมันก็ไหลพราก สองมืออันเหี่ยวย่นสั่นพร่าโอบลงที่สองไหล่ของชายหนุ่มอย่างทนุถนอมความเจ็บปวดและความตื้นตันทำให้มันกล่าวสิ่งใดมิออกแล้ว
แน่นอนว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้าย่อมมิใช่บุตรชายของมันเพราะบุตรชายของมันมีอายุมากกว่านี้หลายสิบปีและตกตายไปแล้วหลายสิบปี แต่ถ้าให้เอ่ยถึงความคล้ายคลึงนอกจากนิสัยและลักษณะท่าทางแล้ว รูปร่างหน้าตาภายนอกก็มิได้คล้ายคลึงบุตรชายของมันเท่าใดนักทว่านัยน์ตาและรูปหน้าที่มันได้มองเห็นอย่างชัดเจนนี้ มันค่อยๆ ได้รู้สึกว่าคล้ายคลึงกับคนผู้หนึ่ง
ซึ่งคนผู้หนึ่งที่ว่าก็คือ บุตรสะใภ้ที่ไร้หัวนอนปลายเท้าคนนั้นของมัน!
ยิ่งตั้งใจมองฮุ่ยจวินอย่างชิดใกล้ น้ำตาของบุรุษชราก็ยิ่งไหลพรากด้วยความปิติยินดีก่อนตายบุรุษชรามันไม่เพียงแต่ได้เด็กที่ประเสริฐผู้นี้เป็นบุตรบุญธรรมเท่านั้น แต่มันได้พบพานเรื่องที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะพานพบ
แต่เวลาแห่งความสุขนั้นรวดเร็วนัก ความตายก็ค่อยๆเคลื่อนชิดที่แผ่นหลัง จางจวิ้นไม่มีเวลากล่าวสิ่งใดมากความ พลังชีวิตเสี้ยวสุดท้ายของมันพลังใจเฮือกสุดท้ายที่มันดึงออกมาได้ พลังที่มันค่อนขอดเร่งเร้าเพื่อหวังสังหารจอมคาถาในครานี้มันจึงได้แปรเปลี่ยนเป้าหมายในทันที
มันไม่ส่งพลังสุดท้ายเข้าใส่จอมคาถา
ไม่ส่งพลังสุดท้ายต้านรับพลังแห่งวจนะคาถาสังหารที่กำลังเคลื่อนมาถึง
แต่มันได้ใช้แผ่นหลังของตนรับพลังแห่งวจนะคาถาพร้อมส่งเสี้ยวพลังสุดท้ายที่ตนมีปะทะเข้าใส่ตำแหน่งหัวใจของฮุ่ยจวินอย่างเต็มแรง!
การกระทำนี้มิได้หวังสังหารชายหนุ่ม แต่บุรุษชราได้กระทำเพื่อหวังตกทอดมหาวิถีและกระตุ้นพลังทางสายเลือดในตัวของชายหนุ่มให้ตื่นขึ้น!
ฮุ่ยจวินเบิกตาโพลงพร้อมกับความเจ็บปวดที่ค่อยๆแผ่ลามจากตำแหน่งหัวใจไปยังอวัยวะต่างๆ ความเจ็บปวดนี้ราวกับมีดวงไฟที่แผดผลาญ ร่างของมันร้อนลวกสุดประมาณดั่งว่าตกอยู่ในห้วงแห่งอเวจีชายหนุ่มมิอาจฝืนยืนหยัด เพราะหัวใจที่ฉูบฉีดเลือดอย่างรุนแรงนี้ยิ่งทำให้มันเจ็บปวดร้อนลวกถึงขีดสุด
“ท่านทำอะไรข้า”
ร่างของฮุ่ยจวินคุกลงอยู่กับพื้น มันยกฝ่ามือมากุมจับที่อกซ้ายสัมผัสได้ถึงการเต้นของหัวใจที่ราวกับจะกระดอนออกมาจากอก ทุกหนึ่งการฉูบฉีดโลหิตราวกับมีเปลวเพลิงแผ่สยายไปทำให้มันได้นึกถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งขึ้นมา
“หรือท่าน…….."
บุรุษชรามิอาจกล่าววาจาได้อีก เพราะมหาวิถีแห่งวจนะคาถาได้แผ่พุ่งถึงแผ่นหลังของมันแล้วบุรุษชราจึงเบิกตาด้วยความเจ็บปวด มันพยายามจะใช้ตัวกันพลังแห่งวจนะคาถาให้ได้มากที่สุดเพื่อรอให้การกระตุ้นพลังสืบทอดทางสายเลือดของฮุ่ยจวินได้ตื่นขึ้น!
ฮุ่ยจวินยังคงคุกเข่าเพราะความเจ็บปวดสุดแสนประมาณแต่เมื่อเห็นบิดาบุญธรรมของตนใช้ร่างป้องกันอันตรายให้แก่ตน ความเจ็บปวดที่มีก็ดูเหมือนต้องการที่จะปะทุออกมามันมองร่างที่กำลังจะไม่หลงเหลือลมหายใจเบื้องหน้า มองร่างที่ใกล้มอดม้วยเพราะปกป้องตนเองนัยน์ตาจึงคล้ายมีเพลิงแห่งโทสะ นับแต่ที่มันเรียกตนว่าแพทย์ มันก็มิเคยต้องการจะพรากชีวิตของผู้ใดอีกทว่าจอมคาถาตรงหน้ากลับเป็นคนแรกที่ทำให้ชายหนุ่มปรากฏจิตสังหารแผ่พุ่งขึ้น
คล้ายกับร่างกายไร้การควบคุม เพราะความทนทรมานและความตายย่างใกล้บุรุษชราทำให้เพลิงแห่งโทสะที่อัดแน่นในร่างฮุ่ยจวินได้ปะทุออก
ฮุ่ยจวินมิอาจควบคุมจิตใจ เช่นเดียวกับที่มันมิอาจควบคุมร่างกายได้ยินแต่เสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปทั้งป่า พร้อมกับเปลวเพลิงรูปมังกรทองอันโชติช่วงชัชวาลที่แผ่พุ่งออกจากฝ่ามือขวาที่ฟาดออก
ชายหนุ่มกลับสามารถปลดปล่อยพลังญาณที่มีกฎเกณฑ์แห่งวิถีพลังเฉกเช่นเดียวกับบุรุษชราจางจวิ้นได้!
มังกรเพลิงสีทองเจิดจรัสนำพาโทสะอันอัดแน่นพุ่งทะยานมันเคลื่อนผ่านมหาวิถีวจนะคาถาจนแตกดับ พร้อมกับแผดผลาญร่างของจอมคาถาผู้นั้นจนมอดไหม้คืนกลับสู่เถ้าธุลี!
เมื่อปลดปล่อยพลังออกไปแล้ว อาการร้อนลวกในกายจึงทุเลาลงฮุ่ยจวินมองฝ่ามือของตนด้วยความนิ่งอึ้งมิอยากเชื่อ มันกระทำเช่นนี้ได้อย่างไร หรือมันได้รับการสืบทอดในพลังวิถีมารจริงๆ
ขณะที่มันนิ่งอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น บุรุษชราจางจวิ้นก็มิอาจทนพิษบาดแผลได้ไหวมันล้มคมำลงทั้งรอยยิ้ม ฮุ่ยจวินได้รีบเข้าไปรับร่างของมันไว้อย่างร้อนใจ คิดหาทางประคองอาการบุรุษชราให้มากกว่านี้ทว่าจางจวิ้นกลับเอื้อมมือที่สั่นพร่าขึ้นมาเกาะกุมมือของชายหนุ่มเป็นเชิงบอกว่าไม่มีประโยชน์
บุรุษชราในตอนนี้ นอกจากรอยยิ้มและน้ำตาอันปิติแล้วมันก็มิอาจกล่าววาจาอันใดออกมาได้มาก แม้จะมีวาจาที่มากมายต้องการเอ่ยก็ตาม มันเพียงใช้สายตาที่ไหวระริกจ้องมองฮุ่ยจวินด้วยความรักและความสุขอยู่อย่างนั้นเมื่อเห็นแววตาของบุรุษชรามองตนก็อดทำให้จิตใจของฮุ่ยจวินจมอยู่ในห้วงแห่งความเศร้ามิได้ชายหนุ่มจึงน้ำตาไหลอาบโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งมินาน วาระสุดท้ายของจางจวิ้นก็มาถึงบุรุษชรารวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่มี ยื่นสร้อยคอที่แขวนด้วยจี้รูปบัวอัคคีเส้นหนึ่งลงบนมือของฮุ่ยจวินและฝืนถ่ายทอดสิ่งสุดท้ายแก่ฮุ่ยจวินสามประโยค
“บึง ลี้ ลับ"
สิ้นเสียงอันแหบพร่าสั่นเครือ บุรุษชราก็สิ้นชีพลงพร้อมกับรอยยิ้มอันปิติที่ค้างอยู่บนใบหน้ารอยยิ้มนี้ไม่เหมือนคนที่ตายไปแล้วเลยซักนิด เป็นรอยยิ้มที่ราวกับคนได้พานพบความหวังและสิ่งที่ประเสริฐในชีวิตต่างหาก