ตู้ม!
เสียงกระทบน้ำดังขึ้นเมื่อร่างงามของมู่หรงมู่หลันตกกระแทกลงไปที่ธารน้ำเบื้องล่างอย่างแรง ภาพนิมิตเมื่อสักครู่คล้ายทวีความชัดเจน เรื่องราวที่นางฝันถึงมาตลอด... ไม่ใช่แค่ความฝัน หากแต่เป็นอดีตของนางเอง เมื่อร่างกายจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ เรื่องราวแต่กาลก่อนต่างประดังเข้ามาเป็นคำรบใหญ่ ป่าเหมันต์ สัตว์เวทย์ กระบี่เทพเสวียนปิง เทพบรรพกาล... นางคือเทพบรรพกาลมู่หลันแห่งป่าเหมันต์ เมื่อความทรงจำทั้งหมดกลับคืน ปานแดงรูปดอกมู่หลันที่เลือนหายไปกว่าสองเดือนก็กลับปรากฏขึ้นอีกครั้งที่กลางหน้าผากงาม หนึ่งลมหายใจให้หลังนางก็เห็นเงาตะคุ่มที่กำลังเคลื่อนตรงมาหานาง เป็นจู้หลง สัตว์เวทย์ของนาง ผู้ซึ่งเป็นราชันย์แห่งสัตว์เวทย์ธาตุน้ำแข็ง
มู่หรงมู่หลันที่ร่างกายเปียกโชกเนื่องจากตกลงไปในแม่น้ำด้วยแรงเหวี่ยงของซ่งเฉินยามนี้กำลังยืนอยู่บนหลังของมังกรหิมะสีขาวตัวใหญ่ ร่างงามยืนอย่างมั่นคง มือขวาถือกระบี่เทพ ท่าทีปราศจากอาการบาดเจ็บที่ประสบก่อนหน้า
“มังกร!” ซ่งเฉิน ไท่จื่อแห่งต้าเป่ยกล่าวออกมาด้วยความตกใจ ด้วยในโลกแห่งการฝึกตนแม้ปรากฏสัตว์เวทย์ แต่ไม่เคยมีมังกรปรากฏขึ้นมากว่าแสนปีแล้ว ยิ่งเป็นมังกรหิมะที่มีปราณธาตุแข็งแกร่งเช่นนี้ด้วยแล้วย่อมไม่เคยมีผู้ใดเคยพบเห็น
องค์หญิงเจ็ดแห่งต้าหลิงกระโดดลงจากหลังสัตว์เวทย์คู่กาย เมื่อสองเท้าเหยียบลงบนพื้นดิน ร่างกายที่เปียกปอนก็เหือดแห้งในบัดดล ระยะห่างระหว่างนางและซ่งเฉินนับได้สิบก้าวย่าง
“องค์หญิงน้อยแคว้นหลิง ดูแล้วเจ้าคงไม่ได้อ่อนแอเช่นที่ล่ำลือ แต่จะเก่งกาจปานใดกัน แม้แต่พี่ชายพี่สาวของเจ้าก็ด้อยกว่าองครักษ์ของข้า แล้วเจ้าจะนับว่ากระไรได้” เมื่อยามประหน้ากัน ซ่งเฉินแม้จะหวั่นเกรงแต่ก็ยังแสดงท่าทีโอหังเช่นเดิม
“ข้าได้บอกเจ้าไปแล้วอย่างไร ต้าเป่ยไม่มีทางเอาชนะต้าหลิงได้” มู่หรงมู่หลันหาได้สนใจถ้อยคำดูถูกของบุรุษร่างใหญ่ กลับกล่าวย้ำถ้อยคำที่เคยกล่าวไปแล้ว
“เจ้า!” ไท่จื่อแห่งต้าเป่ยคล้ายไม่ยอมรับด้วยคิดว่าตนมีผู้ฝึกตนระดับสวรรค์อยู่ในมือ พลันนั้นจึงสั่งให้อิงอิงเข้าสะกัดหญิงชุดขาวที่อาภรณ์ถูกย้อมไปด้วยสีแดงของโลหิต
องครักษ์หญิงเมื่อได้รับคำสั่งจึงพุ่งเข้าใส่พร้อมทั้งเหวี่ยงแส้อัคคีหมายให้เพลิงร้อนแผดเผาศัตรู มู่หรงมู่หลันยืนนิ่งไม่หลบหลีก เมื่อแส้อัคคีใกล้มาถึงตัว นางตวัดเสวียนปิงออกรับ เพียงพริบตาแส้อัคคีก็เต็มไปด้วยน้ำแข็งหนากอบกุมก่อนจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตกใจให้กับผู้ฝึกตนระดับสวรรค์และเจ้านาย ไม่ทันได้หายใจ เจ้าของกระบี่งามก็เคลื่อนกายผ่านสายลมมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผู้ทรยศ มือซ้ายยื่นออกไปกุมลำคอของคนตรงข้ามพร้อมปลดปล่อยปราณน้ำแข็ง อากาศรอบข้างก็เย็นอยู่แล้วด้วยยามนี้เป็นกลางเหมันตฤดู เมื่อถูกปราณน้ำแข็งเข้าจู่โจม ผู้ฝึกตนสังกัดธาตุไฟยามนี้คล้ายถูกฝังกลบลงใต้หิมะ
เมื่อเห็นว่าคนของตนใกล้จะพ่ายแพ้ ซ่งเฉินจึงเรียกองครักษ์เงาทั้ง 30 ออกมา แม้สถิตระดับต่ำกว่าแต่ด้วยจำนวนคนแล้วนับได้ว่าเหนือกว่า เซียนขั้น 6 ทั้ง 30 คนเข้าโจมตีมู่หรงมู่หลันพร้อมกัน นางจำต้องคลายมือออกจากอิงอิงเพื่อตั้งรับการโจมตีที่มาถึงอย่างกะทันหัน ครั้นรอดจากความตาย องครักษ์หญิงจึงรีบกลับไปหานายของตนเพื่อพาหลบออกไปจากที่ตรงนี้
ทางฟากของจู้หลง เมื่อเห็นนายของตนถูกโจมตีจึงรีบบินลงสู่ลานประลองที่บัดนี้จะกลายเป็นลานประหารของ 30 ทหารต้าเป่ยไม่เพียงเท่านั้นราชันย์สัตว์เวทย์อีกแปดตนก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน หนึ่งมังกรหิมะ หนึ่งหงส์เพลิง หนึ่งกิเลน หนึ่งอินทรี หนึ่งพยัคฆา หนึ่งหมาป่า หนึ่งหมีใหญ่ หนึ่งจิ้งจอกขาว หนึ่งอสรพิษดำ นับแล้วได้เก้า การปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันของสัตว์เวทย์เก้าตนสร้างความน่าหวาดเกรงให้กับองครักษ์ต้าเป่ยที่พบเห็น จิตใจของพวกเขายิ่งตระหนกขึ้นไปอีกเมื่อทราบว่าพวกมันมาเพื่อปกป้องคนเพียงคนเดียวคือสตรีที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของพวกเขา
หนึ่งสตรีเก้าสัตว์เวทย์เข้าโจมตีศัตรูไม่เว้นช่วงให้พวกมันได้ร้องขอชีวิต แม้จำนวนจะมากกว่าถึงสามเท่าแต่ด้วยระดับพลังปราณเหล่าองครักษ์เงานับว่าช่างต่ำต้อยนักเมื่อเทียบกับฝ่ายตรงข้ามและผ่านไปเพียงครึ่งถ้วยชาพื้นที่โดยรอบก็เต็มไปด้วยชาย 30 คนที่บัดนี้นอนบาดเจ็บอยู่ มองไม่รู้ว่าเคยเป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนขั้นสูงมาก่อน ไม่ผิด ยามนี้ในร่างกายของพวกเขาไม่ปรากฏหลักฐานที่ว่าสามารถดำเนินชีวิตในฐานะเดิมได้อีกต่อไป จำต้องเป็นผู้ไร้ค่าของแผ่นดิน
เมื่อจบสิ้นการฟาดฟันคำรบแรกและเห็นว่ามู่หรงมู่หลันปลอดภัย เหล่าสัตว์เวทย์ก็เปลี่ยนสู่ร่างมนุษย์คุกเข่าลงคำนับพร้อมกัน
“นายหญิง”
“ยินดีที่ได้พบกับพวกเจ้าอีกครั้ง” มู่หรงมู่หลันกล่าวกับสัตว์เวทย์ทั้งเก้าของตนก่อนที่จะสั่งให้กิเลนไห่หยาง อินทรีหวางซู่ และหมีใหญ่โหย่วสงแยกย้ายกันไปแจ้งข่าวกับพี่ชายพี่สาวของตนที่ตอนนี้คงแฝงตัวอยู่ที่ต้าเป่ยเพื่อตามหาตัวนาง รวมทั้งแจ้งพวกเขาว่านางจะกลับไปที่ต้าหลิงในคืนนี้ก่อนพิธีฉลองอายุครบ 15 ปีของนาง
เมื่อได้รับคำสั่ง กลุ่มหนึ่งแยกย้ายไปพบองค์ชายองค์หญิงแห่งต้าหลิง อีกกลุ่มเคียงข้างนายหญิงของตนสู่วังหลวงต้าเป่ยพร้อมคำกล่าว ‘ไม่ว่ากี่แสนปีผ่านไป ความโลภก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย’ ภาพเก้าสัตว์เวทย์บรรพกาลเคลื่อนตัวสู่ท้องนภาก่อนจะหายไปพร้อมป่าเหมันต์เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาชาวเมืองต้าเป่ย ทุกผู้คนต่างก็ตื่นตกใจกับการปรากฏตัวที่น่าสะพรึงกลัวในครั้งนี้เพราะสัตว์เวทย์เหล่านี้ไม่เคยมีบันทึกว่าปรากฏตัวใน 3 ดินแดนมนุษย์มาก่อน
หนึ่งกลุ่มสามราชันย์แห่งสัตว์เวทย์มุ่งหน้าค้นหาองค์ชายรอง องค์ชายสี่ และองค์หญิงหกเพื่อแจ้งข่าวของมู่หรงมู่หลัน คราพบองค์ชายรองที่แฝงตัวรวมอยู่กับชาวเมืองที่จัตุรัสเป่ยหมิง ไห่หยางก็ปรากฏตัวท่ามกลางสายตาของผู้คนถลาลงจากฟากฟ้าเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ยืนอยู่เบื้องหน้าของมู่หรงฉางหลิง
“แจ้งข่าวองค์ชายรองมู่หรงฉางหลิงแห่งต้าหลิง ยามนี้องค์หญิงเจ็ดปลอดภัยแล้ว ให้แจ้งท่านว่าจะกลับไปที่ต้าหลิงในคืนนี้ก่อนพิธีเฉลิมฉลอง ให้ท่านกลับไปรอที่นั่น” ไห่หยางกล่าวกับมู่หรงฉางหลิงตามคำสั่งของผู้เป็นนาย
“ท่านเป็นใคร แล้วน้องสาวของข้าอยู่ที่ใด” มู่หรงฉางหลิงมีทีท่าไม่ไว้วางใจ แม้ยืนนิ่งแต่ก็คอยตั้งรับหากเกิดเรื่องขึ้นด้วยเบื้องหน้าคือสัตว์เวทย์ระดับสูงสุดที่ปรากฏบันทึกว่า มีเพียงราชันย์แห่งสัตว์เวทย์บรรพกาลซึ่งเป็นสัตว์เวทย์ระดับสูงสุดเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนร่างและพูดภาษาของมนุษย์ได้
“ท่านอย่าได้กังวล ข้ามีนามว่าไห่หยาง องค์หญิงมู่หรงมู่หลันเป็นนายหญิงของข้า ยามนี้นางกำลังมุ่งหน้าไปที่วังหลวงของต้าเป่ย จัดการซ่งเฉิน” กิเลนบรรพกาลไม่ถือความกับท่าทีระแวดระวังขององค์ชายหนุ่ม กลับกล่าวให้คลายกังวลก่อนจะตอบคำถามแล้วลาจากเพื่อตามไปสมทบกับนายหญิงและสหายของตน ทางฟากของหวางซู่และโหย่วสงเมื่อแจ้งข่าวให้องค์ชายสี่มู่หรงไป่หลิงและองค์หญิงหกมู่หรงโม่ลี่เสร็จสิ้นแล้วต่างก็แยกย้ายกลับเพื่อไปหามู่หรงมู่หลันเช่นเดียวกัน
ท้องพระโรงวังหลวงต้าเป่ยยามนี้เหล่าขุนนางพร้อมหน้า แจ้งข้อราชการต่อต้าหวาง ต้าหวางผู้นี้คือซ่งหานผู้สถิตระดับสวรรค์ขั้น 3 บิดาของซ่งเฉิน การว่าราชกิจต้องสะดุดลงเมื่อมีหญิงสาวที่ทั่วอาภรณ์เต็มไปด้วยโลหิตปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไปพร้อมด้วยผู้ติดตามชายหญิงรวมเก้าคน
“เจ้าเป็นผู้ใด ถือดีอย่างไรย่างกรายเข้ามาที่นี่ ที่นี่คือท้องพระโรงวังหลวง สถานที่ซึ่งเหล่าบุรุษว่าข้อราชการ สตรีเช่นเจ้าไม่ควรย่างกรายเข้ามา” ยังไม่ทันที่มู่หรงมู่หลันจะกล่าวความ ก็มีขุนนางชราผู้หนึ่งตวาดต่อว่าผู้มาใหม่เสียงดัง
ไม่ทันจบคำดี ชายชราเจ้าของคำพูดตวาดนั้นก็พลันต้องล้มทั้งยืน ร่างกายเกร็งกระตุก หูตามืดบอด เป็นเพราะถูกไอธาตุความมืดและพิษร้ายของอสรพิษดำที่นับได้ว่าเป็นหนึ่งของพิษทั้งปวง การโจมตีที่ไม่ทันให้ใครได้ระวังตัวพาให้คนหลายสิบทั่วท้องพระโรงต้องอกสั่นขวัญแขวน
“พอก่อนเสี่ยวเสอ” มู่หรงมู่หลันจำต้องกล่าวทัดทานอสรพิษหนุ่มผู้ใจร้อนให้หยุดการกระทำลงก่อนด้วยนางต้องการเอ่ยความกับผู้เป็นต้าหวางสักเล็กน้อย
“ข้าไม่ได้อยากมาเยือนต้าเป่ยเช่นนี้ หากแต่ไท่จื่อของพวกท่านกลับเร่งให้ข้าต้องมา คนผู้นี้จิตใจโสมมเต็มไปด้วยความโลภ ทำร้ายผู้อ่อนแอรวมทั้งใช้ชีวิตคนเป็นข้อต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ไม่ใช่ของตน การกระทำของเขาไม่อาจอภัยให้ได้ ดังนั้นพวกท่านโปรดส่งตัวซ่งเฉินมาให้ข้า” มู่หรงมู่หลันกล่าวความต้องการของตนออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่พาให้ผู้ฟังต้องหนาวสั่น
“บังอาจ! กล้าดีเช่นไรมากล่าววาจาสามหาวต่อหน้าข้าเช่นนี้ โอรสของข้าไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายเช่นนั้น” คราวนี้เป็นต้าหวางที่ไม่อาจยอมรับได้เมื่อมีผู้มากล่าววาจาต่อว่าลูกชายของตน
“เช่นนั้นหรือ” จบคำหญิงสาวเจ้าของปานแดงรูปดอกมู่หลันก็ใช้เวทอักขระของตนเนรมิตภาพเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวนางอันมีสาเหตุมากจากซ่งเฉินขึ้นกลางท้องพระโรงและภาพเนรมิตแบบเดียวกันยังปรากฏขึ้นบนนภาเหนือจัตุรัสเป่ยหมิงที่ผู้คนรวมตัวกันหนาแน่น ความโหดร้ายป่าเถื่อนและละโมบโลภมากของไท่จื่อแห่งต้าเป่ยถูกเผยให้ผู้คนของแว่นแคว้นได้รับรู้
“ไม่เป็นความจริง เจ้ากล้าดีอย่างไรสร้างภาพให้ร้ายโอรสของข้า” เป่ยต้าหวางกล่าวขึ้นด้วยความโมโห แม้ปากจะปฏิเสธแต่ในใจของเขาย่อมรับรู้ว่าสิ่งที่ผู้มาเยือนเนรมิตให้เห็นคือเรื่องจริง เพราะความต้องการครอบครองแก่นวิญญาณและหินรวมปราณธาตุเป็นความปรารถนาทั้งของเขาและลูกชาย แต่จะให้ยอมรับง่ายๆ เขาก็คงไม่ใช่ผู้เป็นใหญ่เหนือแคว้นเป่ยแล้วกระมัง
“เอาเถิด พวกท่านพ่อลูกก็คงไม่ต่างกัน... ซ่งเฉิน หากเจ้าไม่ปรากฏตัวออกมา จากความยิ่งใหญ่เหนือต้าหลิงที่เจ้าต้องการคงต้องแทนที่ด้วยความตกต่ำของต้าเป่ยแล้วกระมัง” มู่หรงมู่หลันคล้ายหมดความอดทน นางคร้านจะรอแล้ว อีกทั้งยังต้องรีบเดินทางกลับต้าหลิงเพื่อให้ทันพิธีเฉลิมฉลองที่ทั้งชีวิตของนางมีเพียงครั้ง เมื่อกล่าวออกไปเช่นนี้แล้วผู้โลภมากยังไม่โผล่ออกมา นางก็จะใช้วิธีของนางให้ต้าเป่ยได้ชดใช้เสียงกล่าวเรียกซ่งเฉินของนางไม่เพียงดังขึ้นในท้องพระโรง แต่ผู้คนทั่วทั้งต้าเป่ยก็ได้ยินเช่นกัน บุรุษคร่ำครึในวังหลวงคงไม่กระไรแต่ชาวเมืองนั้นต่างรับรู้แล้วว่าเจ้าของเสียงกล่าวเป็นนายของสัตว์เวทย์บรรพกาลที่ไม่ได้มีเพียงหนึ่ง แต่มีถึงเก้า หากนางลงมือจริง ชีวิตของพวกเขาคงต้องจบลงด้วยเป็นแน่ พลันนั้นทั่วทั้งเมืองก็เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นเมื่อชาวเมืองต่างพากันเรียกร้องให้ต้าหวางส่งตัวไท่จื่อให้กับหญิงสาว
ครึ่งก้านธูปผ่านพ้นไปแต่มู่หรงมู่หลันก็ยังไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของซ่งเฉิน นางคร้านจะรอจึงได้หายตัวออกไปจากท้องพระโรงวังหลวงพร้อมกับเก้าผู้ติดตามแล้วปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเหนือท้องฟ้าต้าเป่ย นางในยามนี้ยืนอยู่บนหลังของมังกรหิมะ เหตุการณ์นี้คล้ายเกิดขึ้นมาก่อนจะต่างก็เพียงครานี้ข้างกายของนางทั้งสองฝั่งปรากฏราชันย์แห่งสัตว์เวทย์ฝั่งละ 4 ตน
“ต้าหวางและไท่จื่อแห่งต้าเป่ยโลภมาก ไม่ซื่อสัตว์ อีกทั้งยังโหดร้าย มีเจตนาสังหารองค์หญิงแห่งต้าหลิงเพียงเพื่อใช้เป็นข้อต่อรองแย่งชิงของวิเศษคู่บ้านคู่เมือง ยามนี้ข้าเพียงต้องการตัวซ่งเฉินผู้กระทำผิด หากแต่ต้าหวางและเหล่าเสนาบดีไม่รู้ความอีกทั้งยังไม่สนใจประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นนับจากนี้นับว่าผู้เป็นใหญ่แห่งต้าเป่ยกระทำผิดต่อชาวเมืองแล้ว” หญิงสาวผู้ยืนเหนือมังกรกล่าวขึ้นก่อนที่ทั่วทั้งแคว้นจะเกิดเหตุพิบัติด้วยแม่น้ำเหือดแห้ง ป่าไม้เหี่ยวเฉา แสงแดดจางหายแทนที่ด้วยความมืดมิดและความเหน็บหนาว กลางวันถูกแทนที่ด้วยกลางคืน หิมะขาวกลับกลายเป็นลิ่มน้ำแข็งแหลมคมปกคลุมน่านฟ้า เส้นเขตแดนพลันปรากฏอัคคีเผาผลาญกางกั้นต้าเป่ยออกจากโลกภายนอก เมื่อการณ์เป็นไปตามปรารถนามู่หรงมู่หลันและสัตว์เวทย์จึงใช้เวทย์ย่นระยะทางเดินทางกลับสู่ต้าหลิง ทิ้งให้ปริศนาความตกต่ำของต้าเป่ยไว้เบื้องหลัง
เมื่อกลับถึงต้าหลิง มู่หรงมู่หลันได้ตรงเข้าไปพบบิดามารดาและพี่น้องที่ตำหนักถางอ้าย เมื่อพบว่าผู้มาคือบุตรีและน้องสาวคนเล็ก ต้าหวาง หวางโฮ่ว ไท่จื่อ เหล่าองค์ชายองค์หญิงก็รีบลุกขึ้นเข้าโอบกอดองค์หญิงน้อย เมื่อทุกคนคลายความตกใจก็กลับกลายเป็นดีใจที่นางกลับมาอย่างปลอดภัย แม้อาภรณ์จะถูกอาบด้วยโลหิตแต่ร่างกายของนางไม่ได้บุบสลายแม้เพียงนิด เรื่องราวที่เกิดขึ้นถูกถ่ายทอดให้ครอบครัวได้ฟัง ในขณะเดียวกันพี่ชายพี่สาวของนางก็ได้ถามถึงความเป็นไปของสัตว์เวทย์ในครอบครองของนาง นางจึงจำต้องเล่าท้าวความไปถึงความฝันและเนรมิตที่เคยเกิดขึ้น นอกจากนี้นางยังเรียกสัตว์เวทย์ของนางออกมา ทั้งเก้าปรากฏตัวในร่างจำแลง เมื่อพบผู้เป็นบิดามารดาของนายหญิงก็ก้มคำนับเล็กน้อย สองผู้เป็นใหญ่แห่งต้าหลิงเองเมื่อรับรู้ได้ว่าร่างแปลงมนุษย์ตรงหน้าเป็นถึงราชันย์แห่งสัตว์เวทย์บรรพกาลก็พาให้ตระหนก ตัวเจินเหมยฮวาเองก็รู้สึกคุ้นเคยคล้ายเคยพบกันมาก่อน
“ไม่ผิด เราเคยพบกันมาก่อน หากไม่ใช่ในร่างจำแลง ยามนั้นท่านเยือนป่าเหมันต์ รับดวงจิตของเทพบรรพกาลแห่งป่าหิมะสวรรค์ เมื่อดอกมู่หลันแดงเคลื่อนเข้าสู่อ้อมอกของท่านเป็นสัญญาณการจุติอีกครั้ง พวกข้าสัตว์เวทย์ของนางก็ถูกปลุกขึ้นมาเช่นเดียวกัน” จู้หลงรับรู้สิ่งที่เจินเหมยฮวาคิดจึงตอบคลายข้อสงสัยให้กับนาง หากแต่คำตอบที่ได้รับก็ยืนยันแล้วว่าบัดนี้เทพบรรพกาลได้หวนคืนสู่แผ่นดินแล้ว