บทที่ 12 การฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ
“ขอบคุณศิษย์พี่ท่านนี้ที่ช่วยชีวิต!” หลังจากเงียบไปชั่วครู่ศิษย์พี่ที่นำกลุ่มศิษย์ชิงหยุนก็ก้าวมาหาหวังเฉินก่อนจะโค้งคำนับและประสานมือแสดงความขอบคุณน้ำเสียงแฝงด้วยความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม เหล่าศิษย์น้องคนอื่น ๆ ต่างก็ทำตามเข้ามาแสดงความเคารพหวังเฉินทีละคน สายตาของพวกเขาล้วนเปล่งประกายด้วยความรู้คุณ หวังเฉินพยักหน้าในใจรู้สึกว่าเด็กหนุ่มเหล่านี้ไม่เลวเลย อย่างน้อยก็ไม่ได้มีความคิดอกตัญญู
หลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง หวังเฉินจึงได้ทราบว่าศิษย์พี่ที่เป็หัวหน้ากลุ่มนั้นมีนามว่าเว่ยหราน เขาและศิษย์น้องของเขามาทีู่เาอสูรแห่งนี้ด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกับหวังเฉินคือการตามล่าจับ จิ้งจอกิญญาเืเขียว
อย่างไรก็ตาม อสูรชนิดนี้มีนิสัยเ้าเล่ห์และจัดการได้ยากเป็ที่รู้จักในหมู่สัตว์อสูรว่าเป็หนึ่งในพวกที่น่าปวดหัวที่สุดแม้ว่าความแข็งแกร่งของมันจะไม่มากนัก เมื่อเทียบกับสัตว์อสูรขั้นโพ้นฟ้าที่พบเห็นทั่วไป มันยังอ่อนแอกว่าด้วยซ้ำแต่สิ่งที่ทำให้มันอันตรายคือ สติปัญญา ที่ไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์สามารถหลีกเลี่ยงอันตรายและเข้าหาสิ่งที่ปลอดภัยกว่าได้ทำให้การจับตัวมันเป็เื่ยากมาก ด้วยเหตุนี้ภารกิจนี้ที่มอบหมายโดยหอภารกิจจึงถูกกำหนดให้เป็ภารกิจแบบกลุ่ม โดยให้ศิษย์ภายนอกรวมตัวกันเพื่อร่วมมือกันปฏิบัติให้สำเร็จ
"ศิษย์พี่หวังเฉิน ท่านมาทีู่เาอสูรครั้งนี้เพื่อทำภารกิจอะไรหรือ?บางทีพวกเราอาจช่วยท่านได้นะ"เว่ยหรานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น หวังเฉินฉุกคิดขึ้นในใจก่อนจะบอกเป้าหมายของตนเองออกมาโดยไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่ไม่คาดคิดว่าศิษย์กลุ่มนี้กลับรู้ที่อยู่ของ พยัคฆ์โลหิต ที่เขากำลังตามหาอยู่
"ศิษย์พี่ พวกเราเคยพบพยัคฆ์โลหิตตัวหนึ่งมาก่อน มันอยู่ในเขตแดนของมันห่างจากที่นี่ออกไปประมาณหลายสิบลี้ ตอนที่พวกเราผ่านไปทำให้มันตื่นขึ้นมาโชคดีที่ต้นหญ้าโลหิตกำลังจะสุกงอมพอดี ทำให้มันไม่สามารถออกห่างจากบริเวณนั้นได้มิเช่นนั้นพวกเราคงต้องสู้กันอย่างหนักแน่นอน" เว่ยหรานพูดด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นเห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกยินดีที่สามารถให้ข้อมูลนี้แก่หวังเฉินได้เพราะในสถานการณ์ก่อนหน้านี้ หากหวังเฉินไม่ได้เข้ามาช่วยพวกเขาเอาไว้พวกเขาก็คงกลายเป็ซากศพไปแล้วการช่วยเหลือเขาในตอนนี้จึงเป็เื่ที่พวกเขาเต็มใจทำอย่างยิ่ง
"โอ้? ดีมากแบบนี้ข้าก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินหาอย่างไร้จุดหมายอีกต่อไปแล้วสิ" หวังเฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย
"ถ้างั้นพวกเ้าก็จัดการเก็บกวาดศพของพวกศิษย์สำนักอวี้เจี้ยนให้เรียบร้อยเสียก่อนอีกไม่นานศพพวกนี้ก็จะถูกอสูรดุร้ายในูเากลืนกินจนหมดสิ้นอยู่ดี คงไม่ใช่เื่ลำบากอะไรมากนักหรอกเอาล่ะ ข้าคงไม่อยู่ช่วยพวกเ้าแล้ว ตอนเดินทางกลับก็ระวังตัวกันด้วย" หวังเฉินกำชับพวกเขาเล็กน้อยก่อนจะโบกมือแล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่พยัคฆ์โลหิตอยู่โดยไม่หันกลับมามอง
เว่ยหรานและกลุ่มศิษย์ที่เหลือมองตามแผ่นหลังของหวังเฉินที่จากไปก่อนจะเริ่มเก็บกวาดสถานที่ โดยพบว่าบนตัวศิษย์สำนักอวี้เจี้ยนเ่าั้มีของดีติดตัวอยู่ไม่น้อยพวกเขาจึงแบ่งสิ่งของเ่าั้กัน ก่อนจะพาตัวจิ้งจอกิญญาเืเขียวออกจากเทือกเขาอสูรไป
หวังเฉินยังคงมุ่งหน้าตามหาพยัคฆ์โลหิตต่อไปแม้จะมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วแต่ระหว่างทางกลับมีอสูรที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเข้ามาหาเื่เขาอยู่เรื่อย ๆซึ่งแน่นอนว่าอสูรเ่าั้ไม่มีจุดจบที่ดีเลยแม้แต่ตัวเดียว เพราะต่างถูกหอกสังหารเทพในมือของเขาปลิดชีพจนสิ้น
แม้ว่าอสูรในพื้นที่รอบนอกของเทือกเขาอสูรจะไม่ได้แข็งแกร่งนักแต่ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง บางตัวมีเื หนัง เกล็ด เขี้ยว และส่วนอื่นๆ ที่มีมูลค่า หวังเฉินจึงไม่ปล่อยให้สูญเปล่า เก็บรวบรวมทั้งหมดไว้ เขาเคยเห็นใน"หอภารกิจ" ว่ามีภารกิจหลายอย่างที่้าวัสดุจากอสูรพวกนี้ในปริมาณหนึ่งแม้ตอนนี้ยังไม่จำเป็ต้องใช้ แต่ในอนาคตอาจจำเป็อีกทั้งยังช่วยให้เขาไม่ต้องเสียเวลาออกมาทำภารกิจซ้ำซากในภายหลังซึ่งช่วยประหยัดเวลาของเขาไปได้มาก
เมื่อเดินทางลึกเข้าไปอีกหลายสิบลี้ต้นไม้โดยรอบเริ่มมีขนาดใหญ่โตและเก่าแก่กว่าเดิมบรรยากาศในป่าทึบเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความผุพังราง ๆแสงอาทิตย์แทบไม่สามารถส่องผ่านใบไม้ที่ทับซ้อนกันหนาแน่นลงมาถึงพื้นได้ทำให้บริเวณรอบตัวหวังเฉินมืดครึ้มไปหมด พื้นที่โดยรอบเงียบสงัดจนผิดปกติมีกลิ่นคาวเืและกลิ่นอายสังหารลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศอสูรทั่วไปแทบไม่กล้าเหยียบย่างเข้ามาในเขตนี้ หวังเฉินจึงเข้าใจในทันทีว่านี่น่าจะเป็เขตอาณาของอสูรที่ทรงพลังมากตัวหนึ่ง
หวังเฉินค่อย ๆ ปล่อยจิตััของตนออกไปสำรวจ และในที่สุดสายตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นเมื่อพบร่องรอยของพยัคฆ์โลหิตจนได้
“ที่แท้ก็เป็อาณาเขตของพยัคฆ์โลหิตจริง ๆ และต้นหญ้าโลหิตนั้นก็กำลังจะสุกงอมเต็มที่หากไม่ได้มาถูกทางจริง ๆ การจะหาพยัคฆ์โลหิตสักตัวในเทือกเขาอสูรแห่งนี้คงไม่ใช่เื่ง่ายเลย เทือกเขาแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่เกินไปวันหน้าคงต้องสำรวจอย่างละเอียดสักครั้ง แน่นอนว่าในส่วนลึกของเทือกเขาโบราณนี้จะต้องมีสมุนไพรและสมบัติล้ำค่ามากมายจำนวนไม่น้อยอย่างแน่นอน”
ด้วยการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว หวังเฉินก็มาถึงบริเวณหน้าูเาหินแห่งหนึ่งในเวลาไม่นานบริเวณโดยรอบในรัศมีหลายลี้นั้นเป็พื้นที่โล่งเตียนต้นไม้ทั้งหมดดูเหมือนจะไม่สามารถเติบโตได้พื้นดินในบริเวณนั้นมีกลิ่นคาวเืโชยอ่อน ๆ ดินมีสีแดงเข้มราวกับชุ่มไปด้วยเืที่พื้นยังมีเศษกระดูกขาวโพลนกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งไม่อาจนับได้ว่ามีอสูรกี่ตัวที่ต้องสังเวยชีวิตในที่แห่งนี้
บนูเาหินมีปากถ้ำสีดำสนิทแห่งหนึ่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยออกมาจากภายในบ่งบอกว่าพยัคฆ์โลหิตและต้นหญ้าโลหิตอยู่ภายในนั้น หวังเฉินก้าวเดินเข้าไปข้างในโดยไม่คิดจะปิดบังตัวเองแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ก็มีเสียงคำรามต่ำที่ทรงพลังดังกึกก้องออกมาจากภายในถ้ำจากนั้นเงาสีแดงโลหิตสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาพร้อมกับกระแสลมคาวเืพัดกรูเข้าหา หวังเฉินในทันที
“เ้าสัตว์เดรัจฉานเอ๋ย!” หวังเฉินร้องคำรามอย่างตื่นเต้นเืในกายของเขาแทบจะเดือดพล่าน เขาฝึกฝนวิชา วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายจนร่างกายแข็งแกร่งเกินมนุษย์การต่อสู้ประชิดตัวเช่นนี้เป็สิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุด!
หวังเฉินคำรามเสียงดัง กำหมัดทั้งสองแน่น โดยไม่ได้แม้แต่จะหยิบหอกสังหารเทพออกมาิัของเขาปรากฏพลังปราณสีฟ้าแวววับ แค่ขยับเพียงเล็กน้อยอากาศรอบตัวก็สั่นไหว เขารู้สึกได้ถึงพลังอันมหาศาลในร่างกายดวงตาเบิกกว้างเผชิญหน้ากับการจู่โจมอย่างดุร้ายของพยัคฆ์โลหิตด้วยความฮึกเหิมกล้าหาญอย่างถึงที่สุด ร่างของเขาตั้งมั่นดั่งสะพานเหล็กตรงเข้าปะทะอย่างไร้ความเกรงกลัว มนุษย์หนึ่งคนกับพยัคฆ์หนึ่งตัวชนกันดังสนั่น
โครมมม!
พยัคฆ์โลหิตร้องครางด้วยความเ็ป ถูกหมัดทั้งสองของหวังเฉินกระแทกเข้าที่ขาหน้าจนกระดูกส่งเสียงลั่นเหมือนจะหักมันคำรามด้วยความเจ็บแค้น แต่ร่างกลับถูกกระแทกให้ถอยหลังโดยไม่อาจต้านทาน หวังเฉินรู้สึกตื่นเต้นถึงขีดสุด ไม่ปล่อยให้เสียจังหวะเลยแม้แต่น้อยเขาโจมตีต่อเนื่องเหมือนดั่งคำกล่าว “ตีคนเหมือนจูบ ยิ่งใกล้ยิ่งแแ่”หมัดและฝ่ามือของเขากระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด!
เสียงดังสนั่นกึกก้องไม่หยุด เสียงกระแทกของเนื้อชนกันยิ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกฮึกเหิมการต่อสู้อย่างดุเดือดดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน หวังเฉินรู้สึกปลดปล่อยอย่างถึงที่สุดราวกับความอัดอั้นในอกถูกระบายออกจนหมด โลหิตไหลเวียนสะดวกดุจปรอทในเส้นเืหัวใจเต้นแรงดุจเสียงกลองศึก พลังแห่งฟ้าดินแทรกซึมเข้าสู่เนื้อหนังของเขา เส้นเอ็นในร่างกายถูกหลอมจนแข็งแกร่งยิ่งขึ้นราวกับสายเหล็กอันเหนียวแน่นที่ส่งเสียงดังกังวานเหมือนในร่างเขามีคันธนูมหึมามากมายนับไม่ถ้วน สายธนูสั่นะเือย่างต่อเนื่อง
ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ หวังเฉินได้ฟาดหมัดไปนับพันหมัดพลังแห่งร่างกายถูกะเิออกจนถึงขีดสุด วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย ที่เขาฝึกฝนอยู่ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นกว่าที่เคย มีความรู้สึกถึงความสมบูรณ์แบบแผ่ซ่านไปทั่วร่างพลังงานหลอมรวมกับจิตใจและร่างกายของเขาเป็หนึ่งเดียว โดยไม่รู้ตัวเขาก็เข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็นเริ่มหลอมเส้นเอ็นทั่วร่างกาย หลอมเอ็นทั้งร่างให้แข็งแกร่งขึ้น
เสียงคำรามก้องดังของทั้งหวังเฉินและพยัคฆ์โลหิตดังกระหึ่มการต่อสู้ดุเดือดยืดเยื้อโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองเคลื่อนเข้าสู่ป่าดงดิบหนาทึบต้นไม้จำนวนมากถูกทำลายกลายเป็เศษซากจากการต่อสู้ครั้งนี้ แม้พยัคฆ์โลหิตจะมีกล้ามเนื้อและกระดูกที่แข็งแกร่งแต่ก็ไม่อาจต่อกรกับร่างกายอันทรงพลังที่ผ่านการหล่อหลอมมานับไม่ถ้วนของหวังเฉินได้มันถูกหมัดและฝ่ามือถล่มเข้าใส่จนกระดูกแตก เืเนื้อแหลกเละสภาพยับเยินจนไม่น่าดู ผ่านไปเพียงครู่เดียว พยัคฆ์โลหิตส่งเสียงครวญครางครั้งสุดท้ายร่างอันใหญ่โตล้มลงกับพื้น ลมหายใจรวยริน เืสดไหลออกจากปากและจมูกจนท่วมท้นเห็นได้ชัดว่ามันไม่รอดแล้ว
"ในที่สุดก็จัดการกับเ้าตัวนี้ได้ เรียบร้อยแล้วไปเก็บสมุนไพรโลหิตต้นนั้นดีกว่า"เมื่อหวังเฉินกลับมาที่รังของพยัคฆ์โลหิตอีกครั้งเขาก็พบสมุนไพริญญาสีแดงดุจหยกต้นหนึ่งอยู่ในมุมหนึ่งของถ้ำหิน แสงเรืองรองจาง ๆล่องลอยรอบต้น เมื่อสูดลมหายใจลึกเข้าไป ก็รู้สึกได้ถึงพลังิญญาที่บริสุทธิ์แม้จะไม่เข้มข้นมากนัก แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์
เมื่อทำภารกิจสำเร็จ หวังเฉินก็ไม่คิดจะอยู่ในูเาอสูรต่อ ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ก็สามารถเดินสำรวจได้เพียงแค่บริเวณรอบนอกของูเาอสูรเท่านั้นถึงแม้จะมีสมุนไพริญญาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ของล้ำค่ามากนักส่วนบริเวณลึกเข้าไปในูเาอสูรนั้น ยังเกินกำลังของเขาในตอนนี้หากเผลอไปเจออสูรระดับสร้างฐานขึ้นไป ก็คงยากที่จะรับมือไหวเว้นแต่ว่าเขาจะเปลี่ยนร่างเป็กายซอมบี้ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขา้าเพราะหากถูกใครพบเข้า ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือการถูกไล่ล่าจนสิ้นแน่นอน หลังจากนั้นครึ่งวันหวังเฉินก็กลับมาถึงูเาชิงหยุน
ที่หอภารกิจ หวังเฉินได้นำซากศพพยัคฆ์โลหิตพร้อมกับถุงเก็บของไปส่งมอบเมื่อเสร็จสิ้น ภารกิจในเดือนนี้ของเขาก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว สำหรับศิษย์ภายนอกโดยรวมแล้วชีวิตค่อนข้างสบายถึงแม้จำนวนคนจะมาก แต่ก็ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกันมากนักเพราะทุกคนล้วนยุ่งอยู่กับการพยายามทะลวงเข้าสู่ระดับเหนือฟ้า เพื่อที่จะได้เข้าสู่ตำแหน่งศิษย์ชั้นใน ส่วนของสมบัติวิเศษหรือศิลาิญญานั้นยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับโพ้นฟ้าจะสามารถนำมาใช้ได้
“ที่หอภารกิจแห่งนี้มีภารกิจให้ทำมากมายซึ่งสามารถสะสมแต้มผลงานของสำนักได้ แต้มเหล่านี้ก็เหมือนกับสกุลเงินที่ใช้ในสำนักสามารถนำไปแลกเปลี่ยนสมบัติมากมายได้ แต่สำหรับข้าแล้วมันไม่ค่อยมีประโยชน์มากนักขอเพียงแค่ทำภารกิจตามกำหนดให้เสร็จก็เพียงพอแล้ว”
เมื่อมองดูเหล่าศิษย์ภายนอกที่หลั่งไหลเข้ามาที่หอภารกิจเพื่อส่งมอบสิ่งของจากภารกิจเรื่อยๆหวังเฉินกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ ศิษย์ภายนอกนั้นมีพลังจำกัด จึงแทบไม่ได้รับสิ่งดีๆอะไรมากนัก ยกตัวอย่างเช่นพยัคฆ์โลหิตที่เขาล่าได้ นับว่าเป็สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งในหมู่สัตว์อสูรโพ้นฟ้า แต่กลับมีค่าเพียง 1 แต้มผลงานเท่านั้น ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
เมื่อกลับมายังเรือนพักเล็กๆ ของตนเอง หวังเฉินสงบจิตใจและเริ่มฝึกฝนอีกครั้งเขาเห็นชื่อภารกิจมากมายบนรายการภารกิจของหอภารกิจ ระหว่างที่เขาออกไปยังเทือกเขาอสูรในครั้งนี้เขาได้สังหารอสูรไปไม่น้อย วัสดุจากอสูรเ่าั้กองอยู่ในถุงเก็บของของเขาแล้วดังนั้นในเดือนหน้าหากจะรับภารกิจ ก็แค่เลือกงานใดงานหนึ่งและส่งมอบวัสดุเ่าั้ก็จะช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลาออกไปข้างนอกอีก
“เวลาสามปี พูดว่าเยอะก็ไม่เยอะ พูดว่าน้อยก็ไม่น้อย วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายนี้ ยิ่งฝึกไปยิ่งยากขึ้นทุกที ข้าไม่อาจปล่อยเวลาให้สูญเปล่าได้'"
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา หวังเฉินก็กลายเป็คนหมกมุ่นในการฝึกฝนอย่างสมบูรณ์ในหนึ่งวันนอกจากเวลาพักผ่อนเพียงสองชั่วยามเขาจะใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการฝึกฝนอย่างหนัก วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายและวิชาหอกฟ้าผ่า คือเคล็ดวิชาหลักในการฝึกฝนของเขา บางครั้งเขาก็ดูดซับพลังิญญาเข้าสู่ร่างกายเพื่อหลอมร่างกายและเส้นเอ็นของตัวเองบางครั้งก็โบกสะบัดหอกใหญ่ในมือ ลมบ้าคลั่งโหมกระหน่ำ เจตนาฆ่ารุนแรงราวกับจะผ่าแยกฟ้าดิน
หวังเฉินเหมือนจะลืมเวลาไปสิ้น เขาหลงลืมทั้งวันและคืนทุกเดือนก็ไปที่หอภารกิจเพียงครั้งเดียวนอกนั้นเขาแทบจะใช้ชีวิตทั้งหมดในเรือนพักเล็กๆ ของตนเอง
เส้นเอ็นภายในร่างกายถูกหลอมขึ้นทีละเส้นเนื้อหนังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ หวังเฉินดูดซับพลังิญญามหาศาลและแปรเปลี่ยนให้เป็พลังของตนเองบึ้ม! สองเดือนต่อมา ระดับพลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งเส้นเอ็นทั้งตัวแข็งแกร่งดุจสายเชือกศักดิ์สิทธิ์ แม้จะถูกฟันด้วยศาสตราวุธทั่วไปก็จะไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อยเนื้อหนังของเขายังเหมือนกับิัของวัวเทพ นุ่มดั่งปุยนุ่น แข็งแกร่งดั่งเหล็กกระดูกและเนื้อหนังแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จนไม่เหมือนมนุษย์อีกต่อไป
จนถึงตอนนี้ การฝึกฝนในบทเปลี่ยนเส้นเอ็นก็เสร็จสมบูรณ์ ในการฝึกฝนวิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกายเขาได้ฝึกฝนระดับที่สองเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ขั้นที่สามในการหลอมกระดูก
“ดีมาก สู้ต่อไป!” เขายื่นมือไปหยิบหอกสังหารเทพที่ตั้งอยู่ในห้อง ในมือของหวังเฉินหอกดำขนาดใหญ่เริ่มขยับเหมือนัดำร้าย ปะทุเสียงคำราม ราวกับพายุที่พัดกระหน่ำพลังที่หมุนวนไม่หยุด เสียงฉีกขาดกังวานดังขึ้นตลอดเวลาสายลมดุร้ายพัดปะทะรอบตัวเขา จนกระทั่งในสวนหลังบ้านของเขา ไม่มีใครเห็นตัวเขาเลยแต่สามารถได้ยินเพียงเสียงลมกระโชกที่น่าหวาดกลัว
กระบวนท่า "หอกฟ้าผ่า" 72 ท่าแต่ละท่าคือท่าฆ่าฟันที่แท้จริง ไม่มีท่วงท่าที่ไม่จำเป็แม้แต่น้อย เมื่อฝึกฝนวิชาหอกชุดนี้อย่างต่อเนื่องหวังเฉินเริ่มเข้าใจว่า มันคือวิชาการต่อสู้ในสนามรบที่แท้จริง ยิ่งเจตนาฆ่ารุนแรงเท่าไหร่วิชาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ทีละนิด วิชาหอกของเขาราวกับรวมเอาพลังของูเาและท้องฟ้าที่อยู่รอบๆเข้าไว้ในหอกของเขา อำนาจภายในร่างกายเขายิ่งทวีความแ่า หนักแน่นราวกับพลังของฟ้าดินแผ่ออกมาเป็ความกดดันที่ไม่อาจต้านทาน วิชาหอกชุดนี้ทั้งชุดจึงไม่ใช่แค่เทคนิคอีกต่อไปแต่ได้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับแห่งศิลปะแห่งเต๋า
ในสภาพนี้ การฝึกฝนของหวังเฉินยิ่งมุ่งมั่นและจดจ่อราวกับว่าเขาเป็คนบ้าคลั่ง แต่ในใจของเขากลับเยือกเย็นเหมือนน้ำ สงบนิ่งและใสสะอาดิญญาของเขาผสานไปกับภูมิทัศน์ของโลกธรรมชาติการฝึกฝนนี้ทำให้พลังการรับรู้ของเขาก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในตอนนี้ระดับจิติญญาของเขาซึ่งเดิมทีอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการสร้างฐานก็ได้ก้าวผ่านเข้าสู่ขั้นกลางของการสร้างฐานอย่างเป็ธรรมชาติ
นี่คือวิธีการฝึกที่หวังเฉินบังเอิญค้นพบเมื่อเดือนก่อน ทุกครั้งที่เขาฝึกวิชาหอกฟ้าผ่า ไม่เพียงแต่เป็การเข้าใจความลึกลับในวิชาหอกเท่านั้น แต่ยังเป็การเข้าใจเต๋าแห่งธรรมชาติและฟ้าดินอีกด้วยิญญาของเขากำลังหลอมรวมกลายเป็สิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นขึ้นไปสู่การเปลี่ยนแปลงของิญญาและการเจริญเติบโตทางจิตใจเหมือนกับน้ำที่ไหลไปตามลำธารโดยธรรมชาติ