เพียงคิดถึงไข่ ความเชื่อมโยงก็ปรากฏ
สิ่งมีชีวิตด้านในยังไม่ฟัก
พลังอ่อนมาก
แต่ความรู้สึกหิวชัดเจน
ฉินเฟิงลองส่งพลังิญญาเข้าไปเล็กน้อย
ไข่ดูดซับทันที
สายฟ้าบนเปลือกสว่างขึ้นชั่วครู่
จากนั้นเสียงอ่อนดังในใจ
“หิว”
ฉินเฟิงเกือบหลุดหัวเราะ
สัตว์เทวะที่ทำให้หุบเขาทั้งลูกสั่น ตอนนี้กลับเหมือนเด็กเพิ่งเกิดที่รู้เพียงว่าหิว
เขาส่งพลังเพิ่มอีกเล็กน้อย
แต่ไม่มาก
หากให้จนพลังิญญาหมด ตัวเขาเองจะตกอยู่ในอันตราย
“อดทนก่อน ข้าจะหาของให้เ้ากิน”
ไข่สั่นเบา ๆ
เหมือนเข้าใจ
ฉินเฟิงเก็บสมาธิกลับ
จากนั้นตรวจแผ่นศิลา
เพียงส่งพลังิญญาเข้าไป ข้อมูลสั้น ๆ ก็ไหลเข้าสู่จิต
วิชาหลอมอัสนีขั้นต้น
ไม่ใช่วิชาโจมตี
เป็วิชาสำหรับชำระพลังอัสนีเข้าสู่ร่าง ทำให้เส้นชีพจรและกายสามารถรับสายฟ้าได้
มีสามขั้น
ขั้นแรก — นำอัสนีเข้าสู่ชีพจร
ขั้นสอง — หลอมอัสนีเข้าสู่โลหิต
ขั้นสาม — สร้างเมล็ดอัสนีในตันเถียน
ฉินเฟิงอ่านแล้วรู้ทันทีว่าวิชานี้มีค่ามากสำหรับตอนนี้
พลังสายฟ้าที่ได้จากหยดโลหิตยังเล็กน้อย
หากไม่ฝึกอย่างถูกวิธี พลังอาจสลายไปเองภายในไม่กี่วัน
แต่ถ้าใช้วิชานี้ เขาสามารถเก็บมันไว้และพัฒนาเป็พลังธาตุประจำตัวได้จริง
สิ่งสำคัญคือมันไม่ได้แทนที่คัมภีร์เก้าชีพจรคืนกำเนิด
สามารถฝึกร่วมกันได้
หนึ่งวิชาเป็รากฐานปราณ
อีกวิชาเป็การหลอมธาตุ
ฉินเฟิงตัดสินใจทันที
คืนนี้หากมีเวลาพัก จะเริ่มฝึกขั้นแรก
ส่วนขวดหยกดำ เมื่อเปิดเพียงเล็กน้อย กลิ่นอัสนีเข้มข้นจนปลายนิ้วชา
สามหยดด้านในน่าจะเป็ของเหลวที่ใช้ฝึกวิชานี้
แต่ระดับพลังรุนแรงกว่าหยดโลหิตบางส่วนเสียอีก
เขายังไม่แตะ
ต้องตรวจละเอียดก่อน
ทางเดินเริ่มลาดขึ้น
หลังเดินประมาณหนึ่งก้านธูป มีแสงสีขาวปรากฏด้านหน้า
ฉินเฟิงก้าวออกไป
ภาพใหม่เปิดขึ้น
เป็ห้องโถงกว้าง
ตรงกลางมีแท่นศิลาห้าสิบแท่น
บนแต่ละแท่นมีตราสีดำรูปสัตว์อสูร
และตรงปลายห้องมีประตูสามบาน
ขณะเดียวกัน ประตูด้านอื่นเริ่มเปิดทีละบาน
รุ่นเยาว์จากหลายเส้นทางเดินออกมา
บางคนาเ็
บางคนหายไปจากกลุ่มเดิม
บางคนถือของที่ได้รับจากด่าน
ฉินเฟิงมองไปรอบ
ไม่นานก็เห็นหลี่เทียนิ
ชายหนุ่มมีรอยเืบนแก้ม เสื้อขาดไปหนึ่งส่วน แต่ยังยืนได้มั่นคง
เมื่อเห็นฉินเฟิง เขาก็ยิ้มกว้าง
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าต้องมาได้”
ฉินเฟิงเดินเข้าไป
“มู่ชิงหลันอยู่ที่ใด”
รอยยิ้มหลี่เทียนิลดลงทันที
“นางยังไม่ออกมา”
ฉินเฟิงหันมองประตูที่ยังปิดอยู่หลายบาน
“พวกเ้าไม่ได้เดินด้วยกัน?”
“ด่านแรกแยกทุกคน”
หลี่เทียนิกล่าว
“ข้าถูกส่งไปสู้กับหุ่นอสูรสามตัว จากนั้นทางก็พามาที่นี่”
ฉินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่ยังไม่ทันกล่าวอะไร ประตูหนึ่งทางซ้ายก็เปิด
หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวอมฟ้าเดินออกมา
มู่ชิงหลัน
ทว่าเมื่อเห็นสภาพของนาง สีหน้าฉินเฟิงเปลี่ยนทันที
ริมฝีปากซีดกว่าปกติ
แขนขวามีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ
และพลังเหมันต์ภายในร่างกำลังไหลผิดจังหวะอย่างชัดเจน
เสี่ยวอวี่ไม่ได้อยู่ด้วย เพราะอยู่นอกสนาม
มู่ชิงหลันเดินได้เพียงสามก้าวก็เซ
ฉินเฟิงพุ่งเข้าไปรับแขนไว้ทันที
“เกิดอะไรขึ้น”
หญิงสาวสูดลมหายใจ
“ด่านด้านในมีบ่อน้ำเหมันต์ ข้าต้องรับพลังจากมันจึงผ่านออกมาได้”
ฉินเฟิงแตะชีพจร
เพียงตรวจชั่วครู่สีหน้าก็จริงจังขึ้น
พลังเย็นที่เดิมเขาช่วยแก้ไขไปมาก กลับเพิ่มขึ้นหลายเท่า
คราวนี้ไม่ได้อยู่เพียงแขนขวา
เริ่มไหลเข้าสู่เส้นชีพจรใกล้หัวใจ
หากปล่อยไว้ นางอาจได้รับาเ็ภายใน
ฉินเฟิงกล่าวทันที
“นั่งลง ข้าจะช่วยเ้าแยกพลังส่วนเกินออกก่อน”
มู่ชิงหลันมองคนรอบห้อง
“ตรงนี้?”
“ถ้ารอให้พลังเข้าหัวใจมากกว่านี้ การรักษาจะยากขึ้น”
นางไม่ลังเลอีก
นั่งขัดสมาธิข้างแท่นศิลา
ฉินเฟิงหยิบกล่องเข็มเงินของหานโม่ออกมา
หลี่เทียนิยืนบังด้านหนึ่งให้
คนรอบข้างเริ่มมองด้วยความสนใจ
บางคนจำมู่ชิงหลันได้
บางคนจำฉินเฟิงจากการประลอง
แต่ฉินเฟิงไม่สนใจสายตา
เขาเลือกเข็มสามเล่ม
“ขออนุญาต”
มู่ชิงหลันพยักหน้า
เข็มแรกปักตรงข้อมือ
เล่มสองเหนือข้อศอก
เล่มสามบริเวณหัวไหล่
พลังิญญาไหลผ่านเข็ม
มู่ชิงหลันสั่นเล็กน้อย
พลังเย็นถูกชะลอการไหล
ฉินเฟิงกล่าว
“หมุนวิชาเหมันต์ของเ้าเพียงสามส่วน อย่าใช้ทั้งหมด”
“ได้”
นางทำตาม
ฉินเฟิงใช้พลังปราณขั้นห้าของตนช่วยนำส่วนเกินออก
แต่ในวินาทีที่พลังทั้งสองัักัน พลังอัสนีเล็กน้อยในร่างฉินเฟิงกลับเคลื่อนไหวเอง
เปรี๊ยะ!
ประกายสีม่วงแล่นผ่านเข็ม
มู่ชิงหลันเบิกตา
พลังอัสนีเข้าไปในเส้นชีพจร
แต่ไม่ได้ทำร้าย
กลับทำให้พลังเหมันต์ที่แข็งตัวกระจายออกจากกัน
ฉินเฟิงเองก็ใ
อัสนีกับเหมันต์ตามปกติมิได้เป็ธาตุส่งเสริมกัน
แต่กระแสสายฟ้าที่เขาได้จากหยดโลหิตกลับมีคุณสมบัติแปลกประหลาด สามารถทำลายการเกาะตัวของพลังเย็นโดยไม่ทำลายเส้นชีพจร
นี่เป็ประโยชน์อย่างมาก
เขาใช้เพียงเล็กน้อย
นำพลังเย็นส่วนเกินจากใกล้หัวใจกลับมายังแขน
จากนั้นรวมไว้ตรงจุดที่ปลอดภัย
ผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป สีหน้ามู่ชิงหลันเริ่มกลับมามีเืฝาด
ฉินเฟิงถอนเข็ม
“ยังไม่หายทั้งหมด แต่ไม่มีอันตรายเร่งด่วนแล้ว”
มู่ชิงหลันลืมตา
สิ่งแรกที่นางทำกลับไม่ใช่ถามเื่อาการ
แต่ถาม
“พลังเมื่อครู่คืออัสนี?”
หลี่เทียนิเองหันมองทันที
ฉินเฟิงตอบ
“ข้าได้วาสนาจากด่านที่ผ่านมาบางส่วน ทำให้เกิดพลังอัสนีเล็กน้อย”
มู่ชิงหลันมองเขา
ระดับพลังขั้นห้า
อีกแล้ว
ก่อนแยกกันเขายังอยู่ขั้นสี่
นางถอนหายใจเบา ๆ
“ดูเหมือนเพียงแยกจากท่านหนึ่งชั่วยาม ข้าก็ต้องทำความรู้จักท่านใหม่อีกครั้ง”
หลี่เทียนิหัวเราะ
“ข้าเริ่มชินแล้ว”
ฉินเฟิงเก็บเข็ม
“ถ้าพวกเ้าชินเร็วไป วันหน้าจะไม่มีเื่ให้ใ”
หลี่เทียนินิ่งไปหนึ่งลมหายใจ
จากนั้นหัวเราะออกมาดังยิ่งกว่าเดิม
แม้มู่ชิงหลันจะไม่หัวเราะเสียงออกมา แต่ริมฝีปากกลับยกขึ้นบาง ๆ
ภาพนั้นทำให้ชายหนุ่มหลายคนซึ่งแอบมองนางอยู่ห่าง ๆ ถึงกับนิ่ง
หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองชิงหลานที่ปกติไม่ค่อยแสดงอารมณ์ กลับเผยรอยยิ้มเล็กน้อยต่อหน้าคู่หมั้นที่เคยถูกทั้งเมืองหัวเราะเยาะ
แต่ฉินเฟิงยังไม่ทันพัก เสียงระฆังจากกลางห้องก็ดังขึ้น
เคร้ง!
แท่นศิลาห้าสิบแท่นสว่างพร้อมกัน
ตัวอักษรปรากฏเหนือห้อง
ฉินเฟิงอ่านได้ทันที
ด่านรวม — ชิงตราเมฆาอสูร
ผู้มีตราเมื่อประตูเปิด ได้สิทธิ์เข้าสู่ชั้นใน
บนแท่นกลางห้องมีตราเพียงสิบชิ้น
แต่คนที่เดินทางมาถึงแล้วเกินสามสิบคน
บรรยากาศเปลี่ยนในทันที
ทุกคนมองตรา
จากนั้นมองคนรอบข้าง
เสียงประตูหลายบานยังเปิดต่อเนื่อง
คนจะยิ่งมากขึ้น
หลี่เทียนิจับกระบี่
“ดูเหมือนต้องแย่งแล้ว”
ฉินเฟิงกวาดสายตา
มู่ชิงหลันเพิ่งฟื้น ยังไม่เหมาะสู้เต็มกำลัง
เหอจิ่วกับคนของเมืองพยัคฆ์ทองยังไม่ออกมา
แต่คงไม่นาน
หากปล่อยให้การต่อสู้กลายเป็ความวุ่นวายสามสิบกว่าคน อาจเสียพลังโดยไม่จำเป็
ฉินเฟิงมองแท่นทั้งสิบ
จากนั้นมองเสาหินสี่ต้นรอบห้อง
บนเสาแต่ละต้นมีร่องอักษรซึ่งคนอื่นไม่สนใจ
เขาอ่านอย่างรวดเร็ว
ตรามิใช่ของผู้เร็วที่สุด
ผู้ทำแท่นยอมรับ ตราจึงเป็ของผู้นั้น
ฉินเฟิงมีแววตาเปลี่ยน
ทุกคนกำลังคิดว่าต้องพุ่งไปแย่งตรา
แต่แท้จริงยังมีการทดสอบอีกชั้น
เขาจึงกล่าวกับหลี่เทียนิและมู่ชิงหลัน
“อย่าเพิ่งแย่ง”
หลี่เทียนิหันมา
“เหตุใด”
“ตราเลือกเ้าของเอง”
มู่ชิงหลันเข้าใจทันทีว่าเขาอ่านอักษรออก
นางจึงไม่ถาม
แต่คนอื่นไม่ได้ยิน
เสียงระฆังที่สองดังขึ้น
เคร้ง!
แท่นทั้งสิบเปิด
คนกว่าสิบคนพุ่งออกพร้อมกัน
าแย่งชิงเริ่มขึ้นทันที
ตูม!
เสียงพลังปราณปะทะกันดังสนั่น
คนหนึ่งคว้าตราได้ก่อน
เขาหัวเราะ
“ข้าได้แล้ว!”
แต่ทันทีที่กำแน่น ตรากลับปล่อยพลังออกมา
ตูม!
ร่างชายคนนั้นถูกเหวี่ยงกระเด็นหลายก้าว
ตราบินกลับแท่นเดิม
ทุกคนชะงัก
ฉินเฟิงเดินไปยังแท่นหนึ่งโดยไม่รีบร้อน
มือวางลงบนผิวศิลา
อักษรเล็กปรากฏ
แสดงสิ่งที่เ้าเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันหนึ่งประการ
ฉินเฟิงนิ่งไปเล็กน้อย
จะใช้พลังปราณ?
เขาอยู่ขั้นห้า ยังไม่โดดเด่นพอ
กายา?
เพิ่งเริ่มหลอม
พลังอัสนี?
เพิ่งได้มา
โอสถ?
นี่แหละสิ่งที่เขามั่นใจที่สุด
ฉินเฟิงหยิบสมุนไพรสามชนิดที่เก็บจากป่าออกมา
ไม่มีเตา
ไม่มีไฟ
เขาใช้ถ้วยโลหะเล็ก
บดสมุนไพร
จากนั้นใช้พลังอัสนีเพียงเส้นเดียวกระตุ้นน้ำมันภายในใบไม้ให้เกิดความร้อน
เปรี๊ยะ!
ควันบางลอยขึ้น
ทุกคนใกล้ ๆ หันมองอย่างประหลาดใจ
หลี่เทียนิอ้าปาก
“เ้ายังจะปรุงยาตอนคนกำลังแย่งตรากัน?”
ฉินเฟิงตอบโดยไม่เงยหน้า
“นี่คือการทดสอบของข้า”
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูป
ผงสีเขียวอ่อนถูกปรุงสำเร็จ
ฉินเฟิงโรยบนแผลเล็กตรงแขนตัวเองที่เกิดจากการต่อสู้ก่อนหน้า
เืหยุด
ขอบแผลเริ่มหด
แท่นศิลาสว่างขึ้นทันที
ตราเมฆาอสูรหนึ่งชิ้นลอยขึ้น
ตกลงในมือเขา
ตัวอักษรบนแท่นปรากฏ
ผ่าน
รอบห้องเงียบไปชั่วขณะ
คนที่กำลังแย่งกันเริ่มเข้าใจ
มู่ชิงหลันเดินไปอีกแท่น
สิ่งที่นางเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันคือพลังเหมันต์
นางแสดงวิชาเพียงหนึ่งกระบวนท่า
แท่นยอมรับ
ตราชิ้นที่สองตกลงในมือ
หลี่เทียนิรีบไปแท่นที่สาม
เขาใช้วิชากระบี่วายุเก้าชั้น แสดงการควบคุมกระบี่ต่อเนื่อง
ผ่านเช่นกัน
ทั้งสามได้ตราโดยไม่ต้องแย่งกับใคร
ทันใดนั้นประตูด้านหลังเปิดขึ้น
เหอจิ่วเดินออกมา
เมื่อเห็นตราในมือฉินเฟิง แววตาเปลี่ยนทันที
ข้างกายเหลือคนเพียงสี่คน
เห็นได้ชัดว่าด่านก่อนทำให้พวกเขาสูญเสียคนอีกหนึ่ง
เหอจิ่วมองฉินเฟิง
จากนั้นมองตราที่เหลือเจ็ดชิ้น
เขาไม่ได้ลงมือกับฉินเฟิง
กลับเดินไปยังแท่นทันที
แต่ก่อนเริ่มทดสอบ สายตาของเขายังเหลือบมาทางฉินเฟิงอีกครั้ง
ความหมายชัดเจน
เื่ในห้องก่อนยังไม่จบ
ฉินเฟิงไม่สนใจ
ตราเมฆาอสูรในมืออุ่นขึ้น
ทันใดนั้นประตูขนาดใหญ่ตรงปลายห้องเปิดออก
แสงสีทองส่องผ่านเข้ามา
อักษรใหม่ปรากฏ
ผู้มีตรา สามารถเข้าสู่ชั้นใน
แต่ผู้ผ่านเส้นทางโลหิต มีสิทธิ์เข้าสู่สนามสัตว์เทวะ
มีเพียงฉินเฟิงมองเห็นบรรทัดที่สอง
เพราะทันทีที่อักษรปรากฏ สัญลักษณ์ัมีปีกกลางหว่างคิ้วก็ร้อนขึ้น
เสียงจากไข่ในห้วงจิตดังขึ้นเบา ๆ
“ไป”
ฉินเฟิงมองประตูด้านใน
ตราเมฆาอสูรถือว่าเป้าหมายของสำนักเสร็จแล้ว
เขาสามารถกลับได้ทันทีเมื่อประตูออกเปิด
แต่สนามสัตว์เทวะอยู่ด้านหน้า
มรดกยังไม่จบ
สัตว์เทวะคู่บารมีเพิ่งอยู่ในไข่
พลังอัสนีเพิ่งถือกำเนิด
และสิ่งที่รออยู่ด้านในอาจเป็คำตอบว่าทำไมสัตว์เทวะโบราณแห่งนี้ถึงเรียกเขามาั้แ่ก้าวเข้าสู่หุบเขา
ฉินเฟิงหันไปหามู่ชิงหลัน
“หลังประตูนี้อาจอันตรายกว่าก่อนหลายเท่า”
มู่ชิงหลันกำตราไว้ในมือ
“ท่านจะเข้าไป?”
“ใช่”
“เช่นนั้นข้าจะเข้าไปด้วย”
ฉินเฟิงมองนางอย่างจริงจัง
“ข้าไม่รู้ว่าจะสามารถดูแลเ้าได้หรือไม่”
มู่ชิงหลันสบตาเขา
“ข้าไม่ได้เข้าไปเพื่อให้ท่านดูแล”
“ข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน”
คำตอบนั้นทำให้ฉินเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นพยักหน้า
“ดี แต่ถ้าพลังเหมันต์ของเ้ากำเริบ ต้องบอกข้าทันที”
“ตกลง”
หลี่เทียนิเดินมาสมทบ
“พวกเ้าสองคนคิดจะทิ้งข้าอีกแล้วหรือ”
ฉินเฟิงถาม
“เ้าไม่กลัว?”
“กลัว”
หลี่เทียนิตอบอย่างตรงไปตรงมา
“แต่ถ้ากลับตอนนี้ ข้าคงนอนไม่หลับหลายคืนเพราะคิดว่าด้านในมีอะไร”
ฉินเฟิงหัวเราะเบา ๆ
“เช่นนั้นก็ไป”
ทั้งสามเดินผ่านประตูพร้อมกัน
ในวินาทีที่ฉินเฟิงก้าวข้ามธรณี
สัญลักษณ์ับนหน้าผากสว่างขึ้น
ภาพด้านหน้าพลันเปลี่ยน
พื้นหินหายไป
แทนที่ด้วยผืนดินสีดำกว้างสุดสายตา
บนท้องฟ้ามีเมฆสายฟ้าสีม่วง
ไกลออกไปมีเสาศิลาขนาดมหึมาเก้าต้นตั้งเรียงเป็วง
ตรงกลางเสาเ่าั้ มีโครงกระดูกสัตว์เทวะขนาดใหญ่ยิ่งกว่าูเานอนอยู่
แม้เหลือเพียงกระดูก
แรง威压ที่แผ่ออกมากลับทำให้หลี่เทียนิทรุดเข่าข้างหนึ่งทันที
มู่ชิงหลันหน้าซีด
ฉินเฟิงเองต้องใช้พลังขั้นรับปราณขั้นห้าทั้งหมดรักษาร่างให้ยืนอยู่ได้
เสียงโบราณดังะเืทั้งสนาม
ครั้งนี้มิใช่เสียงจากไข่
แต่เป็เสียงของบางสิ่งซึ่งหลงเหลืออยู่ในโครงกระดูก
“ผู้สืบทอดมาถึงแล้ว”
สายฟ้านับร้อยสายผ่าลงมารอบเสาศิลา
ตูม!
พื้นดินะเื
ตรงหน้าฉินเฟิง แท่นศิลาหนึ่งแท่นค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากพื้น
บนแท่นมีสามสิ่ง
หยดโลหิตสีม่วงทองหนึ่งหยด
เกล็ดัสีดำหนึ่งชิ้น
และลูกแก้วสายฟ้าขนาดเท่ากำปั้น
เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง
“ผ่านสามด่าน”
“เลือกได้หนึ่ง”
ฉินเฟิงมองของทั้งสาม
เพียงหยดโลหิตก่อนหน้านี้ก็ทำให้เขาทะลุหนึ่งขั้นและได้รับพลังอัสนี
ของตรงหน้าแต่ละชิ้นย่อมมีคุณค่าสูงกว่าที่พบภายนอกอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่สิ่งที่ทำให้เขาหรี่ตาลงมิใช่สมบัติ
หากเป็เงาร่างหลายร่างที่ปรากฏขึ้นจากประตูอีกด้านของสนาม
เหอจิ่วและคนของเมืองพยัคฆ์ทองตามเข้ามาแล้ว
ทันทีที่เห็นของสามชิ้นบนแท่น
ความโลภในดวงตาของเหอจิ่วไม่สามารถซ่อนได้อีกต่อไป
เขามองฉินเฟิง
จากนั้นมองของบนแท่น
มุมปากยกขึ้นอย่างช้า ๆ
“คราวนี้ดูเหมือนของที่เ้าได้…”
“คงไม่ใช่สิ่งที่ข้าปล่อยผ่านได้ง่าย ๆ แล้ว”
ฉินเฟิงชักกระบี่สั้นออกจากฝัก
ประกายอัสนีสีม่วงแล่นผ่านตัวกระบี่
มู่ชิงหลันขยับมายืนด้านซ้าย
หลี่เทียนิยืนด้านขวา
ด้านหลังคือสนามสัตว์เทวะ
ด้านหน้าคืออัจฉริยะขั้นเปิดชีพจรผู้เริ่มเผยเจตนาร้ายอย่างชัดเจน
และเหนือท้องฟ้า สายฟ้าสีม่วงเริ่มรวมตัวเป็วงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
การทดสอบที่แท้จริงของสนามสัตว์เทวะ เพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น