บทที่ 18 แผนการ
บทที่ 18 แผนการ “ ขอปฏิเสธ!!! ” หลินซานยืนยันออกไปด้วยคำเดิมอย่างหนักแน่นดวงตาของเขามองตรงไปที่ชายฉกรรจ์ร่างกายสูงใหญ่ด้านหน้าที่กำลังอยู่ในท่าทางนอบน้อมอีกฝ่ายมีอายุที่มากกว่าเขาน่าจะซักเท่าราวเกือบจะ 10 ปี น่าจะมีช่วงวัยอยู่ประมาณ 20 กลางๆที่เป็นช่วงวัยที่มีทั้งพลังและร่างกายที่ฉกรรจ์ และเมื่อมองดูจากสายตาตรงนี้หลินซานสัมผัสได้เลยว่าอีกฝ่ายมีระดับของส่วนประกอบปราณทั้ง 4 ภายในร่างกายที่อยู่ในระดับสูงกว่าเขาเป็นอย่างมาก ถ้าคาดการณ์จากความรู้ทั้งหมดที่เขาได้รับมาหลังจากที่หลอมรวมดวงจิตเข้ากับจักรพรรดิ์ทั้ง 2 เรียบร้อยแล้วระดับพลังถูกปลดปล่อยออกมาจากรากเหง้าปราณของคนผู้นี้น่าจะอยู่ในระดับประสานพลัง แน่นอนว่าถ้าปะทะกันจริงๆตัวของเขาแม้ว่าจะมีรากเหง้าปราณและโลหิตปราณที่อยู่ในระดับจักรพรรดิไม่มีทางต่อกรกับชายผู้นี้ได้อย่างแน่นอน อีกอย่างตัวของเขาก็ไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายพวกนั้นเขามีเรื่องอีกมากมายที่อยากจะทำมันมีทั้งจุดประสงค์และเป้าหมายของตัวของเขาและเป้าหมายของจักรพรรดิทั้งสองตอนนี้ก็เปรียบดังตัวเขา “ ข้าขอถามท่านจอมยุทธเหตุใดถึงปฏิเสธข้า ”“ ง่ายมากข้าไม่อยากเข้าร่วมและข้าก็ไม่ได้อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายของพวกเจ้าด้วย ” หลินซานพูดจบเขาก็ได้หันหลังแล้วพร้อมจะเดินออกไป “ ช้าก่อน!!! ”เสียงของอีกฝ่ายที่อยู่ด้านหลังร้องเรียกดังขึ้นมันทำให้ตัวของหลินซานที่กำลังจะก้าวออกไปจากสถานที่แห่งนี้ก็ต้องหยุดชะงักแล้วเหลียวกลับมามองด้านหลัง ใบหน้าของเขาหันมาเพียงแค่ครึ่งซีกเท่านั้นแล้วต้องมองไปที่อีกฝ่าย“ อย่าลืมนามของข้าล่ะ ข้ามีนามว่าซุนเฉิน ในวันใดถ้าตัวของท่านอยากจะเปลี่ยนใจมาเข้าร่วมกับพวกข้าเมื่อเจอคนของกลุ่มหมอกดำก็บอกพวกเขาพวกเขาจะพามาพบข้า ” อีกฝ่ายพูดออกมาราวกับว่าตัวเองยังมีความหวังเล็กๆที่จะได้ชักชวนคนผู้นี้มาเข้าร่วมกับตนเอง“ คงจะไม่มีวันนั้นหรอกลาก่อน ” หลินซานตอบกลับก่อนที่จะเดินจากไปอย่างช้าๆหลังจากที่แยกจากกับบุรุษผู้นั้นเรียบร้อยแล้ว ตัวของเขาก็ได้เดินออกมาบริเวณถนนเส้นหลักด้านหน้าอีกครั้ง ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีเหล่าทหารวิ่งสวนเขาไปเป็นจำนวนหนึ่งวิ่งตรงไปทางโรงน้ำชาดูท่าทางจะมีผู้คนไปแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับทางการได้ฟังแล้วหลินซานออกมานั่งเงียบๆอยู่บริเวณต้นไม้ต้นใหญ่นอกเมืองหลอมนภา ในยามตอนนี้ยังเป็นในยามสายของวันอยู่ยังไม่เข้าสู่ในช่วงยามกลางวันเขายังพอมีเวลาคิดอีกหลายเรื่องเลยปลีกตัวออกมานั่งอยู่บริเวณต้นไม้ต้นใหญ่ที่ห่างจากเขตนอกเมืองเพียงแค่เล็กน้อยสายลมเย็นๆพัดผ่านหลินซานใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองกำแพงเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า “ ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องยุ่งยากกว่าที่คาดคิดสินะ ” หลินซานขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน ในตอนนี้มันมีเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ตัวเขานั้นคาดการณ์ผิดพลาดไปนั่นก็คือเรื่องของท่านพ่อและท่านแม่ของเขาที่ถูกลดระดับให้มาอยู่ในตระกูลรับใช้ เขากลับไปในตอนนี้แล้วเป็นหลินซานคนเก่าคงจะมีผู้คนมากมายทรงเข้ามาเล่นงานเขาโดยเฉพาะคนของตระกูลเกา บุตรชายของแม่ทัพเกาอย่างเกาเยี่ยนมันคงจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตรอดอย่างแน่นอน แต่ว่าตอนนี้ตัวเขาก็ต้องกลับไปกลับเข้าไปในฐานะหลินซานแต่ต้องกระทำให้มันไม่เหมือนเดิมตัวของเขาต้องการทำให้พวกมันตายใจว่าเขาไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับพวกมัน หลินซานกำลังนั่งขบคิดอย่างขะมักเขม้น ไปตอนนี้ถ้าเขากลับเข้าไปแน่นอนว่าท่านพ่อและท่านแม่ของเขาไม่สามารถปกป้องเขาได้แล้ว เมื่อก่อนคนจากตระกูลหลักเกรงใจตัวของเขาอยู่บ้างเพราะว่าเขามีรากเหง้าปราณระดับราชันย์ ตอนนี้เขาไม่ได้มีรากเหง้าปราณระดับราชันย์แล้วแน่นอนคนจากตระกูลหลักมั่นคงจะไม่เกรงใจเขาเหมือนเมื่อก่อนเรื่องนี้มันซับซ้อนวุ่นวายยิ่งนักเขาจะต้องหาวิธีให้ได้ ในการที่เขาจะกลับเข้าไปภายในเมืองหลอมนภาครั้งนี้แล้วกลับไปเป็นหลินซานก็เพราะว่าด้านในเมืองหลอมนภาแล้วถ้าเขาอยู่ในนามของตระกูลหลินเขาจะมีโอกาสได้พบเจอของที่ต้องการมากกว่าการที่พเนจรอยู่ด้านนอกใช่ไหมสิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้มีอย่างเดียวเลยนั่นก็คือวัตถุดิบที่จะสามารถทำให้เขาหลอมโอสถเชื่อมต่อกระดูกที่หักไปของเขาได้ ร่างกายที่เป็นเพียงแค่คนพิการเช่นนี้เขายังมีขีดจำกัดอยู่อีกมาก เป็นเพราะแบบนั้นเป้าหมายของเขาเป้าหมายแรกของเขาเลยก็คือการที่จะต้องหาส่วนผสมมาหลอมโอสถที่สามารถเชื่อมต่อกระดูกที่หักและประสาทสัมผัสที่โดนตัดขาดแล้วทำให้ร่างกายของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้งหลินซานนั่งครุ่นคิดอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีสายลมพัดผ่านร่างกายมาสักพักก่อนที่เขาจะปรากฏความคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าเริ่มปรากฏความคิดดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกาย “ ข้ารู้แล้ว!!! ” หลินซานฉีกยิ้มออกมาก่อนที่ตัวของเขาจะค่อยๆใช้ไม้เท้าไม้ไผ่ของตนเองพยุงร่างกายของตนขึ้นมายืนอีกครั้งตอนนี้ภายในหัวของเขาปรากฏความคิดบางอย่างที่มันจะทำให้เขาสามารถแฝงเร้นตัวเข้าไปด้านในได้โดยที่ผู้คนภายในตระกูลและเกาผู้คนภายในเมืองจะคิดว่าเขานั้นไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บและไม่ได้เป็นภัย หลินซานรีบมุ่งตรงเข้าไปภายในเมืองอย่างรวดเร็ว ด้วยเขาจะต้องที่มันเป็นถนนเส้นขนาดใหญ่ที่ตัดตามพื้นที่บริเวณนอกเมืองหลอมนภาแล้วมุ่งตรงเข้าไปภายในกำแพงเมือง ถนนเส้นนี้มีผู้คนมากมายสัญจรผ่านไปผ่านมาหลินซานทำได้เพียงแค่แกล้งกลายเป็นคนพิการโดยการเดินอย่างช้าๆอยู่บริเวณริมถนนเพื่อเข้าไปภายในเมืองบริเวณด้านหน้าเมืองมีด่านตรวจด่านนึงถูกตั้งไว้ทหารที่สวมใส่ชุดเกราะเหล็กสีเงินยืนตรวจตารถม้าที่วิ่งเข้าออกและก็ตรวจตาผู้คนที่เดินเข้าออกภายในเมืองด้วย หลินซานเดินไปถึงประตูเมืองเหล่าทหารเห็นว่าเป็นคนพิการพวกมันก็ไม่ได้ตรวจตาอันใดแล้วปล่อยให้เขาผ่านเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย จะเรียกว่าพวกมันไม่ได้ตรวจตาก็ไม่ได้เรียกว่าพวกมันไม่ชายตามองเขาด้วยซ้ำ เพราะเห็นว่าเป็นคนพิการเลยถูกรังเกียจเดียดฉันท์เหมือนเป็นคนไร้ค่าที่แทบจะไม่มีตัวตน หลินซานรอดเข้ามาบริเวณด้านในรั้วกำแพงเมืองหลอมนภาได้สำเร็จ บริเวณนอกเมืองว่าเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองแล้วแต่บริเวณรั้วภายในเมืองหลอมนภามันยิ่งเป็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่า ภายในนี้เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างมากมายสูงใหญ่ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาทั่วทั้งเมืองขนาดใหญ่แห่งนี้มีถนนมากมายตัดผ่านหลายร้อยเส้นตลอดทั่วทั้งเมืองต้องกล่าวได้ว่าสมกับเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิหลอมนภาที่เป็น 1 ใน 12 จักรวรรดิเดินเข้ามาด้านในภายในเมืองหลอมนภาเต็มไปด้วยการค้าที่มั่งคั่งผู้คนมากมายพ่อค้ารถม้าต่างเดินจับจ่ายซื้อของ หลินซานจำสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดีแม้ว่าเขาจะเกิดใหม่กลายเป็นคนใหม่ที่หลอมรวมเข้ากับดวงจิตของจักรพรรดิทั้งสองแต่เขาก็ไม่มีทางลืมความทรงจำของร่างนี้อย่างแน่นอน อันนี้เป็นเมืองที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นมา ถนนมากมายร้านค้า สถานที่ต่างๆเขาต่างล่วงรู้และจำพวกมันได้ทั้งหมด หลินซานมุ่งตรงผ่านถนนเส้นหลักดวงตาของเขาก็พยายามสังเกตรอบข้างอยู่ตลอดเวลา เขาจากสถานที่แห่งนี้ไปหนึ่งเดือนในฐานะผู้ที่ตายไปแล้วภายในสถานที่แห่งนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด เขาเดินโดยใช้ถนนเส้นหลักที่เป็นทางเข้าของเมืองเดินเข้ามาอยู่สักพักก่อนที่เท้าทั้งสองข้างจะหยุดลง ดวงตาทั้งสองจ้องมองไปด้านหน้ามันคือกำแพงสูงใหญ่อีกชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านในรั้วกำแพงเมืองหลอมนภา โดยด้านหลังกำแพงสูงใหญ่นั้นมันคือวังหลวงวังหลวงคือสถานที่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลอมนภา วังหลวงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลอมนภา สถานที่แห่งนั้นคือสถานที่ที่เหล่าเชื้อพระวงศ์อาศัยอยู่เหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ปกครองดินแดนของจักรวรรดิหลอมนภาแห่งนี้ ราชวงศ์หมิง “ รอข้าก่อนเถอะ... ความแค้นของข้าจะไปลงที่พวกเจ้า!! ” หลินซานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธใบหน้านั้นขมวดมุ่นเข้ามารวมกันตรงกลาง ดวงตาทั้งสองข้างฉายความโกรธราวกับว่าเป็นเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้เขายืนจ้องกำแพงของวังหลวงอยู่สักพักก่อนที่จะข่มใจของตนเองให้ความโกรธที่มันกำลังลุกไหม้ประหนึ่งเปลวเพลิงที่อยู่ภายในใจของเขานั้นค่อยๆทุเลาเบาบางลง “ เฮ้อ~ ” หลินซานถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบาก่อนที่ตัวของเขาพาร่างกายของตนเองเดินไปที่ถนนทางแยก ทางออกจากถนนเส้นหลักนี่เองก็เป็นถนนเส้นใหญ่เส้นหนึ่งภายในเมืองเช่นกันหลินซานใช้เวลาเดินอยู่สักพักบนเส้นทางที่คุ้นเคย สุดท้ายแล้วเขาก็มาหยุดอยู่ที่บริเวณหน้าจวนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งภายในเมืองหลอมนภาบริเวณจวนขนาดใหญ่กำแพงหินล้อมรอบด้านหน้ามีประตูไม้ขนาดใหญ่ที่มีผู้คุ้มกันสวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มถือกระบี่ยืนอยู่ประมาณ 4-5 คน เมื่อเท้าทั้งสองข้างได้หยุดลงใบหน้าของเขาเงยขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับจ้องมองป้ายขนาดใหญ่ที่แขวนติดอยู่บริเวณประตูด้านหน้า จวนตระกูลหลินเมื่อมองเห็นชายปริศนาที่มายืนมองอยู่บริเวณด้านหน้าจวนเหล่าผู้คุ้มกันด้านหน้าก็เริ่มสังเกตเห็นพวกมันสะกิดกันไปสะกิดกันมาก่อนที่จะตัดสินใจเข้ามาล้อมรอบร่างกายของหลินซาน “ เฮ้ย!!! เจ้าเป็นผู้ใดกันถึงมายืนจ้องบริเวณหน้าจวนตระกูลหลินเช่นนี้ ” ผู้คุ้มกันสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหน้ามันได้เอ่ยถามพร้อมกับใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายจ้องมองตรงลงมา “ พวกเจ้ารู้จักข้าหรือเปล่า.. ” มือค่อยๆยกขึ้นอย่างช้าช้าก่อนที่จะเปิดหมวกผ้าที่กำลังคลุมบริเวณศีรษะของตนเองออกเผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยสำหรับเหล่าผู้คุ้มกันประจำจวนตระกูลหลิน“ !!! ” ใบหน้าของเหล่าผู้คุ้มกันที่เข้ามารายล้อมร่างกายของหลินซานมันตื่นตระหนกขึ้นมาทันทีจบตอน