บทที่ 108
แม่ทัพหวงพูดคุย
ร่างกายแนบชิดอยู่ภายในอ้อมแขนของแม่ทัพหนุ่ม ซูฉีดวงตาเบิกกว้างขึ้น อยู่ๆอ้อมกอดของแม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชาผู้นี้กับอบอุ่นจนน่าเหลือเชื่อ
ซูฉีเมื่อได้สตินางค่อยก้าวเดินออกมาจากอ้อมแขนของแม่ทัพหนุ่ม หวงเจียวลู่มองไปยังรถม้าที่วิ่งผ่านถนนด้วยความเร็ว
“ ตามไปดูว่าเป็นผู้ใด ภายในถนนในเมืองเช่นนี้ถนนเส้นนี้เป็นถนนคนเดินเหตุใดจึงมีรถม้าวิ่งอย่างรวดเร็วเช่นนั้น ” หวงเจียวลู่หันไปสั่งการทหารที่อยู่ด้านหลัง
ทหารที่อยู่ด้านหลังพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่จะรีบเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็วเพื่อทำตามคำสั่ง
“ ช่วงนี้ผู้คนภายในเมืองเริ่มเพิ่มมากขึ้น ”
“ มีพวกพ่อค้าที่เดินทางมาจากต่างเมืองมากมาย ”
“ พวกเขาเลยไม่รู้กฎระเบียบของภายในเมืองแห่งนี้สักเท่าไหร่ ”
“ เพราะแบบนั้นพวกเขาเลยวิ่งรถม้าบนถนนอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ” หวงเจียวลู่พูดด้วยใบหน้าเรียบเฉยกับนาง
เดิมทีแล้วภายในเมืองแห่งนี้มันไม่ได้อนุญาตให้รถม้าวิ่งด้วยความเร็วขนาดนั้น เป็นเพราะว่าบนถนนภายในเมืองส่วนใหญ่แล้วเป็นถนนคนเดิน
ด้วยความที่เมืองแห่งนี้สร้างขึ้นมาโดยที่ไม่ใช่เป็นการสร้างขึ้นให้มีรถม้าวิ่งด้วยความเร็วเหมือนกับเมืองหลวง
เมืองหลวงหรือว่าเมืองใหญ่ๆ บนถนนเป็นถนนที่กว้างขวางแถมยังถูกทำขึ้นมาเพื่อวิ่งรถม้าได้
แต่ภายในเมืองแห่งนี้ไม่ใช่ รถม้าทุกคันจะถูกจัดแจงให้วิ่งตามกำหนดเพราะว่าถ้าวิ่งด้วยความรวดเร็ว มันจะทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่ก็ไปโดนกับผู้คนที่เดินอยู่บนถนนคนเดินได้
แต่มันก็เพราะว่าในช่วงเวลานี้ มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาภายในเมืองมากขึ้น คนที่ทำผิดกฎระเบียบเองก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน
ซูฉีก้มศีรษะของตนเองลงคารวะแม่ทัพหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าตามมารยาท “ คารวะแม่ทัพหวงเจ้าค่ะ ”
“ ไม่ได้พบเจอกันเสียนานไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพสบายดีหรือไม่? ” นางถามไถ่ตามมารยาท
เพราะว่านางกำลังยุ่งวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เลยทำให้ทั้งสองนั้นแทบจะไม่ได้เจอกันเลยด้วยซ้ำ
แม่ทัพหนุ่มผู้นี้ก็ดูไม่เปลี่ยนไปเลยจากการพบกันครั้งล่าสุดเมื่อหลายสิบวันก่อน แต่ดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะแต่งกายด้วยชุดทหารเต็มยศ
ในตอนที่อยู่ภายในเมือง แม่ทัพหวงมักจะสวมใส่ชุดขนสัตว์สีดำสนิท แต่ว่าในวันนี้กลับสวมใส่ชุดเกราะสีดำที่เป็นชุดออกรบ
มิเพียงเท่านั้นด้านหลังยังมีทหารอีกหลายคนที่ยืนอยู่ ซูฉีรู้สึกสงสัยในใจนางงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็มิก็เอ่ยถามออกไป
หวงเจียวลู่ที่อยู่ด้านหน้าพยักหน้าก่อนที่จะกล่าว “ ก็อย่างที่เห็นข้ายังคงสบายดี ”
“ แต่คนที่น่าจะไม่สบายก็น่าจะเป็นเจ้า เมื่อครู่ถ้าไม่ระวังบางทีเจ้าอาจจะโดนรถม้าชนไปแล้ว ”
“ ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ช่วยเจ้าค่ะ ”
“ ไม่เป็นอะไร อย่างไรเสียเจ้าเองก็ยังคงมีประโยชน์กับกองทัพ ” หวงเจียวลู่กล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ซูฉีมองว่าแปลกประหลาด โดยทั่วไปแล้วแม่ทัพหนุ่มผู้นี้บางครั้งอีกฝ่ายมักจะแสดงรอยยิ้มหรือแสดงความรู้สึกออกมาบนใบหน้าบ้าง
ถึงแม้ว่ามันไม่มากนักแต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นใบหน้าที่เงียบเฉยเช่นนี้ ใครว่ายามนี้เขากำลังพบเจอสถานการณ์บางอย่างที่ตึงเครียดอยู่
ซูฉีคาดการณ์จากสัญชาตญาณของตน นางคิดว่าการคาดเดาของนางน่าจะถูกต้อง
“ มีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือเจ้าคะเหตุใดจึงแสดงใบหน้าจริงจังเช่นนั้น? ” ซูฉีถือโอกาสถาม
“ ข้าเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะว่าอยากจะมาสนทนากับเจ้าสักหน่อย ”
ทันทีที่แม่ทัพหวงกล่าวแบบนั้น ซูฉีรู้ได้ในทันทีเลยว่ามันคงจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับนางอย่างแน่นอน
ถ้อยคำนี้ของแม่ทัพใหญ่ทำให้นางรู้สึกไม่ดี รู้สึกว่าต้องเกิดเรื่องบางอย่าง แล้วนางเองก็ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นด้วย
เพราะที่ผ่านมามันก็เป็นแบบนั้นมาตลอด ซูฉีก่อนจะตอบรับได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา “ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ”
“ ถ้าเช่นนั้นเชิญท่านไปสนทนากับข้าที่บ้านก็แล้วกัน ”
หลังจากนั้นแม่ทัพหวงก็ได้ตามมาที่บ้านของซูฉี ทั้งสองมาสนทนากันอย่างจริงจังโดยการนั่งสนทนากันที่ใจกลางห้องโถงของบ้าน
ทั้งสองนั่งเผชิญหน้ากันซูฉีนำน้ำชาและขนมมาต้อนรับอีกฝ่าย แม่ทัพหนุ่มแสดงใบหน้าจริงจังอยู่ตลอดเวลา
เห็นใบหน้าจริงจังของแม่ทัพหวงผู้นี้มันทำให้นางรู้สึกสงสัย หลังจากที่วางพวกน้ำชาและขนมลงด้านหน้ากล่าวหาขึ้นทันควัน “ มีอันใดอย่างนั้นหรือเจ้าคะ? ”
“ ในวันนี้เหตุใดแม่ทัพหวงจึงแสดงใบหน้าจริงจังเช่นนี้ ”
“ หรือว่าจะมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับเมืองแห่งนี้อีก? ”
“ ไม่ใช่ไม่ใช่เกิดขึ้นกับเมืองแห่งนี้ แต่ว่ามันเกิดขึ้นกับทางชายแดนต่างหาก ”
“ เมื่อประมาณ 5-6 วันก่อนค่าส่งคนออกไปสืบข่าวบริเวณชายแดน หลังจากที่ส่งคนออกไปสืบข่าวบริเวณชายแดน ในตอนนี้ก็ได้รู้ข่าวมาว่าพวกเขานั้นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ”
“ เลยจำเป็นจะต้องนำทหารส่วนหนึ่งออกไปช่วย ” หวงเจียวลู่อธิบาย
“ นำทหารส่วนหนึ่งออกไปช่วยแล้วท่านต้องออกไปเองด้วยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ” ซูฉีถามอย่างสงสัย
อันที่จริงแล้วเกี่ยวกับเรื่องงานพวกนี้แม่ทัพใหญ่ไม่จำเป็นจะต้องเดินทางออกไปด้วยตนเอง แต่เหตุใดหวงเจียวลู่ผู้นี้ถึงต้องเดินทางออกไปด้วยตนเอง
มันน่าแปลกประหลาดแถมแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ยังแสดงใบหน้าจริงจัง และก็เคร่งเครียดราวกับว่ากำลังพบเจอบางอย่าง
“ มันเป็นเพราะเรื่องนี้นี่แหละ อันที่จริงแล้วข้าเองก็อยากจะสนทนากับเจ้าสักหน่อย ”
“ พวกทหารที่ส่งไปในยามนี้พวกเขาติดอยู่ภายในกับดักทำให้ไม่สามารถออกมาได้ ”
“ เป็นเวลาประมาณ 5-6 วันแล้วคาดการณ์จากเสบียงอาหารที่เตรียมไป ขายว่าพวกเขาน่าจะไม่มีเสบียงอาหารมากพอที่จะประทังชีวิต ”
“ สถานที่แห่งนั้นมีกับดักล้อมรอบ ส่วนอาหารจะประทังชีวิตก็เทียบจะไม่เหลือแล้ว ร่างกายของพวกเขาเองก็อดอยากลงเรื่อยๆ ”
“ เพราะแบบนั้นจึงไม่สามารถเดินทางออกมาจากจุดนั้นได้ ”
“ ถ้าอยากขอความช่วยเหลือจากเจ้าสักหน่อย ข้าอยากจะขอซื้อผักที่เก็บเอาไว้ภายในโกดังของเจ้าได้หรือไม่ ” หวงเจียวลู่เจรจา
“ ซื้อผักที่เก็บเอาไว้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ แต่ว่าพวกข้าก็ส่งเสบียงให้กับกองทัพตลอดทุกรอบไม่ขาด กองทัพก็น่าจะมีเสบียงเพียงพอให้พวกเขาไม่ใช่หรือเจ้าคะ ” ซูฉีสงสัย
ถ้าเกิดว่าพวกเขาต้องการเสบียงอาหาร เสบียงอาหารที่นางส่งขายในทุกๆรอบมันก็น่าจะเพียงพอกับการนำไปให้กับพวกทหารเหล่านั้น
โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องมาติดต่อหรือว่าซื้อขายพวกของเหล่านี้เลย เหตุใดต้องมาติดต่อซื้อพวกผักที่อยู่ภายในโกดังของนาง
หวงเจียวลู่ส่ายหัวไปมา “ เรื่องนั้นไม่สามารถทำได้แล้ว… ”
“ เจ้าลองตามข้ามาสิข้าจะพาไปดูบางอย่าง ” แม่ทัพหนุ่มลุกขึ้นจากด้านหน้าก่อนจะเดินนำนางออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ซูฉีได้แต่สงสัยตั้งคำถามในใจ แต่ว่านางเองก็ต้องเดินทางตามแม่ทัพหนุ่มไปเพื่อไปพิสูจน์ด้วยสายตา
แม่ทัพหนุ่มนำพานางมาถึงสถานที่เก็บเสบียงของกองทัพ เมื่อนางเดินเข้าไปภายในสถานที่เก็บเสบียงของกองทัพ กับพบเจอบางอย่างที่ตกตะลึง
“ นี่มัน!!! ” ซูฉีอุทานขึ้นอย่างตื่นตระหนกตกใจ
เสบียงอาหารด้านหน้าส่งกลิ่นเหม็น…
“ พวกมันเน่า… ” เสบียงอาหารมากมายของกองทัพเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้นางตั้งคำถามภายในใจอย่างสงสัย
ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามันเกิดอันใดขึ้นกับพวกเสบียงอาหารเหล่านี้
จบบท