เมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้

    บทที่ 85 ความเป็นลูกกตัญญู



    ในห้องพักส่วนตัวภายในแคมป์วิศวกรสระบุรี ความเงียบสงัดเข้าแทนที่เสียงพายุฝนที่ผ่านพ้นไปแล้ว เอกเอื้อมมือหนาไปดึงกล่องพลาสติกใบเก่าสีซีดจางที่เก็บรวมรวมเศษซากความทรงจำวัยเยาว์ออกมาจากใต้เตียงนอน ชายหนุ่มเปิดฝากล่องออกช้าๆ หยิบแผ่นภาพกระดาษวาดเขียนแผ่นหนึ่งที่เหลืองกรอบตามกาลเวลาขึ้นมาเพ่งจ้องมอง มันเป็นภาพวาดรูปบ้านเดี่ยวหลังคาสามเหลี่ยมขีดเขียนด้วยสีเทียนราคาถูกของเด็กชายเอกในวัยแปดขวบ โดยมีลายมือดินสอสีดำของพ่อชาญเขียนกำกับอยู่ตรงมุมขวาคอยช่วยชี้แนะแก้ปมมุมมองทัศนียภาพของภาพวาด: "เอกลูกรัก ถ้าเอ็งจะสร้างบ้านเดี่ยว ให้จำไว้ว่าต้องขุดขุดหลุมฐานรากให้ลึกและแน่นหนาที่สุด บ้านที่ฐานรากไม่แน่น จะพังทลายลงมาง่ายๆ ไม่ว่าหลังคาจะสวยงามขนาดไหนก็ตาม" ชายหนุ่มลูบไล้แผ่นภาพวาดเก่า รำลึกถึงวันที่ตนเองได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประถม พ่อชาญดีใจมากจนยอมเสียสละเงินค่าแรงกรรมกรครึ่งวันเพื่อจัดซื้อรถของเล่นพลาสติกสีเหลืองคันเล็กให้เอก พ่อชาญหิ้วกล่องของเล่นอวดคนงานกรรมกรคนอื่นด้วยแววตาภาคภูมิใจสูงสุดพลางเอ่ย: "ลูกชายของข้า โตไปมันจะเป็นวิศวกรออกแบบสร้างสะพานให้พวกเราเดินข้ามกันนะโว้ย" ลายนิ้วสากๆ ของพ่อชาญยามลูบไหล่ปลอบโยนเอกในวัยเด็ก เปรียบประดุจกระดาษทรายหยาบแต่กลับอบอุ่นและปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับเด็กชายไร้มารดา


    ชายหนุ่มหวนรำลึกถึงสมัยยังเด็ก ยามที่สองพ่อลูกเช่าบ้านไม้ผุพังหลังเล็กที่หลังคาสังกะสีรั่วเกือบทุกตารางนิ้ว ทุกครั้งที่พายุฝนกระหน่ำซัดถล่มชานเมือง พ่อชาญจะคอยจัดวางถังพลาสติกผุๆ และขันกระป๋องบนพื้นปูนเพื่อคอยรับหยดน้ำฝนที่รั่วซึม ส่งเสียงดังหยดน้ำกระทบขันดัง ปิ๊ง... ปิ๊ง... เป็นจังหวะหน่วง ชาญจะโอบอุ้มเอกน้อยมานั่งเฝ้าคุยกันอยู่บนที่นอนเดี่ยวผืนแคบที่ตั้งอยู่ในมุมห้องส่วนตัวมุมเดียวที่แห้งสนิท พ่อชาญกอดเอกแน่นและเล่าเรื่องสิ่งก่อสร้างอัศจรรย์ของโลก เช่น ปิรามิดอียิปต์โบราณหรือทัชมาฮาลที่หยัดยืนท้าทายแดดฝนมาหลายร้อยปีเพราะมีฐานรากคอนกรีตดินปูนที่แน่นหนาแข็งแกร่ง พ่อบอกเขา: "พ่อจะก้มหน้าทำงานปูนจนข้อกระดูกข้อเข่าพังทลาย เพื่อส่งเงินให้เอ็งเรียนวิศวะ เอ็งจะได้สร้างตึกปูนตึกหินที่ไม่รั่วไม่พังแบบบ้านไม้นี้นะเอก" เอกระลึกถึงรสชาติน้ำต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติดีที่สองพ่อลูกแบ่งปันกันกินในคืนฝนตก พ่อชาญจะช้อนตักไข่ไก่ฟองเดียวในชามส่งให้เอกกินจนอิ่มหนำ ส่วนพ่อชาญจะกินเพียงน้ำต้มมาม่าผสมเศษเหรียญประทังชีวิต ปมความรักและความกตัญญูนี้สลักแน่นในกระแสสำนึกวิศวกรหนุ่ม


    คำสอนในวัยเด็กของพ่อชาญดังแว่วสะท้อนเข้ามาในกระแสหัวใจของวิศวกรหนุ่ม เอกลูบแผ่นกระดาษเก่านั้นด้วยนิ้วมือสั่นระริก ชายหนุ่มนึกทบทวนถึงความหลังยามสูญเสียมารดาไป พ่อชาญผู้เป็นกรรมกรช่างปูน แบกปูนลากทรายส่งเสียเอกเรียนจนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ พ่อไม่เคยบ่นเหน็ดเหนื่อย พ่อชาญสวมเสื้อผ้าตัวเก่าขาดรุ่งริ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยอมกินเพียงข้าวไข่ต้มและผักจิ้มน้ำพริกเพื่อประหยัดเงินเหรียญส่งให้เอกเป็นค่าอุปโภคบริโภคในการศึกษา ชายหนุ่มวิศวกรสะอึกตื้นตันปนความสำนึกผิดล้นอก ชายหนุ่มพยายามขัดสมาธิกักขังความเงียบ ชวนให้ใจประจักษ์ถึงความจริงอันบีบคั้น จิตใจของเขาตอนนี้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย ฝั่งหนึ่งคือวิศวกรเอกผู้โกรธเกลียดเคียดแค้นอดีตภรรยาและพ่อชราที่ลักลอบมีเพศสัมพันธ์สัมพันธ์สวาทหักหลังเขาในป้อมปราการหรูหรา แต่อีกฝั่งหนึ่งคือลูกชายกตัญญูที่ตระหนักเห็นถึงความเสียสละทั้งชีวิตของบิดาชรา ชายหนุ่มตระหนักชัดเจนแล้วว่าพ่อชาญไม่ได้กระทำบาปสวาทเสน่หาเพื่อหวังประชดหักหลังเขา แต่เป็นชะตากรรมที่บีบคั้นให้คนเหงาสองคนมาพึ่งพิงกายใจกัน เอกหวนคิดถึงวันที่เขารับพ่อชาญมาอยู่บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ชายหนุ่มออกคำสั่งกับพ่อชราว่า: "พ่อไม่ต้องทำความสะอาดบ้าน ไม่ต้องซ่อมแซมประตูปูนทรายหรอกนะ ผมมีเงินจ้างคนรับใช้ให้ทำ พ่อนั่งๆ นอนๆ พักผ่อนเถอะ" เอกในตอนนั้นคิดว่านั่นคือการกตัญญู แต่แท้จริงกลับกลายเป็นการทำลายคุณค่าและวัตถุประสงค์ของชีวิตพ่อชรา ปล่อยให้พ่อนั่งจ่อมจมโดดเดี่ยวอ้างว้างจนรู้สึกตัวไร้ราคาและโดดเดี่ยวไม่ต่างจากสะใภ้แก้ม


    เอกตระหนักแจ้งแล้วว่า คำว่า "ครอบครัว" ที่แท้จริงไม่ได้ก่อร่างสร้างขึ้นด้วยโครงสร้างคอนกรีต หินอ่อนหรูหรา หรือเหล็กเส้นสเปกพิเศษ แต่มันคือโครงสร้างสายใยความสัมพันธ์และความเข้าอกเข้าใจระหว่างกัน หากละทิ้งความผูกพันและละเลยการดูแลใจ คฤหาสน์หรูหราล้านแปดก็นำพาความหนาวเหน็บว่างเปล่าประดุจป่าช้าคอนกรีต เอกยอมรับกับตัวเองว่าเขาเป็นสามีที่แย่ ใช้เงินทองชดเชยเวลาที่ทอดทิ้งภรรยา ใช้คำพูดประชดประชันความเหงาของหล่อน เขาจำได้ดียามวันอาทิตย์ที่แก้มชวนเดินเล่นชมนกชมไม้ในสวนสาธารณะ แต่เอกกลับตอบปัด: "ผมต้องตรวจเช็กตารางหล่อปูนของด่านทางด่วนให้ทันกำหนดเวลาแก้ม อย่ากวนสิ" ตอนนี้เอกรู้แจ้งชัดแล้วว่าเขาเองต่างหากที่เป็นผู้ทำลายสะพานรักเชื่อมโยงครอบครัวพังลงคามือ


    สายใยความกตัญญูกตเวทิต่อบิดาและหัวใจสามีเก่าเข้าบดขยี้ปะทะกับความทิฐิเคียดแค้นชู้สาว เอกจดจำภาพแผ่นหลังคดค่อมของพ่อชาญวัยห้าสิบสองปีที่ต้องแบกกระสอบปูนหนักห้าสิบกิโลกรัมตากแดดบ่าย และร่างบางของแก้มเมียรักล้มกองกับพื้นทรายโคลนอย่างยากแค้นแสนสาหัส ชายหนุ่มรู้สึกถึงความบาปกรรมอันยิ่งใหญ่หากปล่อยให้บิดาชราที่แก่ชราและอดีตภรรยาต้องใช้ชีวิตตกต่ำกรรมกรทรมานร่างกายเช่นนั้น เพียงเพื่อประชดความผิดพลาดรักสามเส้า เอกคิดคำนวณแล้วว่าทุกคนล้วนแต่มีส่วนผิดและมีบาดแผลทางโลกกันทั้งสิ้น ตัวเอกเองบ้างานเพิกเฉยภรรยา พ่อและภรรยาเก่าอ่อนแอพึ่งพิงตัณหาชั่วครู่จนก้าวพลาด แต่วันนี้เอกตระหนักดีแล้วว่าสายใยครอบครัวและความกตัญญูล้นเกล้าบีบคั้นชนะทิฐิและความเคียดแค้นทั้งหมด ชายหนุ่มทนไม่ได้ที่จะเห็นพ่อผู้มีพระคุณและผู้หญิงที่รักที่สุดในชีวิตต้องผจญชะตากรรมกรรมกรขมขื่นตกต่ำในไซต์งานก่อสร้างสลัมแบบนั้น


    เอกลงมือเขียนบันทึกด้วยลายมือส่งข้อความถึงผู้อำนวยการโครงการสะพานสระบุรี ระบุว่ามีธุระด่วนทางครอบครัวขอลางานหนึ่งสัปดาห์ ชายหนุ่มจัดแจงม้วนเอกสารแบบแปลนโครงสร้างสะพานและผลทดสอบปูนวางเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อยบนโต๊ะทำงาน ชายหนุ่มต่อสายโทรศัพท์หาวิศวกรผู้ช่วยหนุ่มรุ่นน้องชื่อท็อปพลางเอ่ยสั่งการ: "ท็อป พรุ่งนี้ช่วงสายจะมีการเทคอนกรีตเซกเมนต์ที่สี่ เอ็งคอยควบคุมหน้างาน ตรวจเช็กค่าวัดความหนืดปูนสลัมพ์เทสต์ให้ดี อย่าปล่อยให้ผู้รับเหมาลอบผสมน้ำเหลวเกินไปนะ คุมให้เป็นไปตามดีไซน์สเปก พี่มีธุระด่วนที่กรุงเทพฯ ต้องเดินทางคืนนี้เลย ฝากด้วยนะท็อป" ท็อปรับคำเสียงงุนงงสับสน


    เอกจัดการปิดล็อกกุญแจเก๊ะดึงสัมภาระจัดเก็บบันทึกลงกระเป๋าเดินทางสีดำ ชายหนุ่มพับเก็บเสื้อผ้าเชิ้ตขาวเปื้อนฝุ่นปูนและเอกสารแบบแปลนสะพานสระบุรีลงกระเป๋า ชายหนุ่มมองจ้องเศษขี้เถ้าสีดำของใบเอกสารสัญญาหย่าร้างที่หยิบเผาทำลายหลักฐานจนสิ้นซากในจานรอง เศษขี้เถ้าถ่านเหล่านั้นส่งกลิ่นเผาไหม้จางๆ ชายหนุ่มใช้นิ้วชี้แตะฝุ่นขี้เถ้าถ่านขยี้เล่นเบาๆ รำลึกว่าชีวิตรักครอบครัวของเขาก็เปรียบประดุจเศษปูนเถ้าถ่านที่ไหม้เกรียม บัดนี้ต้องสลัดทิ้งหน้าเก่าเพื่อเริ่มร่างแบบแปลนก่อสร้างประสานรอยร้าวขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ชายหนุ่มตั้งมั่นเตรียมใจว่าจะต้องลงไปง้อขอขมาบิดาและอดีตภรรยาที่ไซต์งานและห้องเช่ารูหนู ยอมลดเกียรติยศชื่อเสียงหัวหน้าวิศวกรลงราบคาบ ก้มกราบแทบเท้าพ่อชราขอขมาลาโทษและพาพวกเขาทั้งสองคนหวนกลับมาอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านเดี่ยวหรูหราปูพื้นหินอ่อนอิตาลีหลังนั้น เพื่อเริ่มต้นลบล้างคราบบาปและช่วยกันซ่อมแซมเยียวยาฐานรากหัวใจที่พังทลายขึ้นมาใหม่ให้มั่นคงถาวรดั่งกำแพงคอนกรีตแกร่ง


    เอกเดินก้าวเท้าไปปิดสวิตช์ไฟดวงเดี่ยวในห้องพักสลัว ค่ำคืนนี้หลังพายุใหญ่สงบลง ท้องฟ้าชานเมืองสระบุรีกลับมาสว่างไสวด้วยแสงดวงดาวระยิบระยับนำทางอย่างแจ่มชัด สายลมหนาวโชยพัดละมุนประจักษ์ความมุ่งมั่น ชายหนุ่มสตาร์ทรถเก๋งส่วนตัวในเวลาตีห้าตรง เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มไอท่อไอเสียลอยพ่นเป็นหมอกสีขาวตัดกับหมอกเช้า เอกขับรถแล่นผ่านป้อมยามแคมป์ก่อสร้าง ยามเฒ่าในชุดสีซีดชูมือแสดงความเคารพทักทาย ชายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างสงบ ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขากำลังก้าวเดินออกจากขอบเขตวิศวกรโยธาเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ไปเผชิญงานโยธาซ่อมแซมโครงสร้างหัวใจที่หนักหน่วงแสนสาหัสที่สุดในชีวิต ชายหนุ่มขี่รถยนต์คู่ใจแล่นเข้าสู่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายหลัก แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออกระบายสีส้มอมชมพูสวย ล้อรถยนต์เสียดสีผิวพื้นถนนปูนคอนกรีตดังกระหึ่มสม่ำเสมอ รถราขบวนเช้าแล่นขนาบ ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงหัวใจตนเองที่เต้นระรัวเข้ากับความเร็วเครื่องยนต์ ชายหนุ่มตระหนักลึกซึ้งว่า นี่คือการขับรถยนต์เดินทางที่มีเป้าหมายและหลักการก่อสร้างที่เปี่ยมคุณค่าที่สุดในชีวิต ไม่ใช่ด้วยตารางเป้าหมายความสำเร็จของบริษัท แต่เพื่อกอบกู้ประสานรักแท้และสมานรอยร้าวตระกูลของตนกลับคืนมาให้เหนียวแน่นมั่นคงชั่วกาลนาน