ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

ตอนที่ 203 พร้อมหน้าพร้อมตา

        หนิงเฟยหลงนั่งเหม่ออยู่พักหนึ่งดวงตาคู่นั้นของราชาปีศาจทำให้เขาหวาดกลัวจนตัวสั่นจนเขาลืมไปเลยว่าการต่อสู้นี้ยังไม่จบ

         

        แต่ถึงอย่างนั้นซูลูนก็ไม่ต้องรอให้หนิงเฟยหลงไปสังหารเลยมันได้ตายไปเพราะถูกดูดวิญญาณลงไปห้วงนรกพร้อมกับราชาปีศาจไปเสียแล้ว

         

        ส่วนคนเถื่อนที่เหลือหวาดกลัวเกินกว่าจะต่อสู้ได้ได้แต่เพียงวิ่งหนีเอาตัวรอดแต่หากปล่อยให้พวกมันกลับไปเล่าเรื่องราวได้หนิงเฟยหลงก็จะถูกหมายหัวและกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระดับทวีปเลยก็เป็นได้ !

         

        เฟิงเหลยรีบเข้ามาเรียกสติสหาย“เหวินเหลียงเร็วเข้าเราไม่มีเวลาแล้ว ต้องสังหารพวกมันให้หมดและหนีไปก่อนที่ผู้อื่นจะมาพบเข้า”

         

        “อืม”หนิงเฟยหลงสะบัดกระบี่สลัดเลือดออกก่อนจะใช้ร่างสายลมกับก้ามชมจันทร์ไล่ฆ่าคนเถื่อนหมดทุกคนรวมทั้งตรวจสอบผู้ที่หลบอยู่ในป่าบริเวณนี้ต่อให้ดูโหดเหี้ยมไปหน่อยแต่เพื่อชีวิตของเขา เขาจำเป็นต้องฆ่า !ฆ่าทุกคนที่รู้เห็นให้หมด !

         

        เฟิงเหลยไม่เคยเห็นสหายจริงจังขนาดนี้มาก่อนก็อดที่จะเป็นห่วงขึ้นมามิได้“เหวินเหลียงเจ้าเป็นอะไรหรือไม่ ? เมื่อครู่เจ้าเป็นอะไรกัน ?”

         

        หนิงเฟยหลงดูขบคิดก่อนจะตอบ“ข้าเองก็ไม่รู้เมื่อครู่คือตัวข้า แต่ก็ไม่ใช่ข้า ข้าเองก็บอกไม่ถูก”

         

        “ช่างเถอะพวกเรารีบไปกันก่อน”

         

        “ได้” แต่ก่อนที่จะจากไปเขาก็ไม่ลืมที่จะตรงไปยังศพของซูลูนค้นตัวและถุงมิติ จากนั้นทั้งสองมุ่งหน้าลงใต้กันต่อในที่สุดก็เข้าสู่เขตอาณาจักรเว่ย

         

        ทั้งสองตัดสินใจไปรวมกำลังคนที่ชายแดนพวกเขาใช้เวลาสามวันจึงรวมคนได้สองร้อยเศษจากนั้นจึงเคลื่อนกำลังคนลงไปที่เขาจ้าวอู่ระหว่างนั้นก็ได้ทำการฝึกฝนกองกำลังนี้ไปด้วย พวกเขาได้ตั้งหน่วยสอดแนมขึ้นมามันทำให้หนิงเฟยหลงหวนนึกถึงหน่วยเฟิงที่ขึ้นชื่อที่สุดในกองทัพของเขา

         

        “เหวินเหลียงเราจะไปที่ใดต่อ?”

         

        “กำลังคนของเราไม่เพียงพอเพียงสองร้อยเจอเพียงกองร้อยเดียวของคนเถื่อนหากไม่พึ่งพาพวกเราก็คงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน อย่างน้อย ๆ ต้องมีพันคนขึ้นไปและที่ที่เหมาะสำหรับการจัดตั้งขุมกำลังก็เห็นจะเป็นเขาจ้าวอู่ทั้งชัยภูมิที่ยากแก่การโจมตี ง่ายแก่การตั้งรับ พื้นที่สลับซับซ้อน หนีง่ายซ่อนตัวได้ดี เหมาะอย่างยิ่งที่จะซ่องสุมกำลังคน เราจะสร้างฐานกำลังไว้ที่นั่น”

         

        เฟิงเหลยพยักหน้าเห็นด้วยในเรื่องแผนการรบเขายังเป็นรองหนิงเฟยหลงอยู่ เขาสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าสหายผู้นี้คงเป็นผู้ชำนาญการศึกอย่างแท้จริงไม่แน่ว่าเผ่าที่เหวินเหลียงอาศัยอยู่ก่อนหน้าในทวีปหยินคงมีเรื่องกับเผ่าอื่นไปทั่วจนก่อสงครามระหว่างเผ่าไม่หยุดหย่อนจนเหวินเหลียงมีความสามารถในการวางแผนได้ถึงขนาดนี้

         

        หากมีโอกาสเขาคงต้องไปเยี่ยมเยียนเผ่านักรบนี้เสียหน่อยแล้ว

         

        อุปสรรคระหว่างทางแทบจะไม่พบเจออีกเลยหนิงเฟยหลงช่วยเหลือนายทหารระดับสูงของค่ายพยัคฆ์ทมิฬที่หนีออกมาได้หลังถูกการโจมตีสายฟ้าแลบทหารนายนั้นก็บังเกิดความยินดีจึงปรี่เข้าไปสอบถาม

         

        “พวกท่านอาจไม่ทราบหลังจากการตายของซูลูนแพร่ออกไปดูเหมือนว่าทางกองทัพคนเถื่อนจะหวาดหวั่นขึ้นมาบ้างแล้วไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าด้วยยอดฝีมือเพียงคนเดียวอีกต่อไป คาดว่าคงเป็นเพราะฝีมือพวกล่าคนเถื่อนพวกท่านคงไม่ใช่...?”

         

        ชายหนุ่มทั้งสองพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ“เช่นนั้นท่านทั้งสองคงเป็นผู้ล่าคนเถื่อนที่ทหารชายแดนเล่าลือ ดีจริง ๆที่ได้พวกท่านช่วยไว้” นายทหารผู้นั้นลุกขึ้นยืนโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้ง “ข้ามีนามว่าจ้าวหยางเจี๋ยเป็นรองแม่ทัพของค่ายพยัคฆ์ทมิฬพวกท่านคงทราบแล้วว่าเขตจ้าวเก่านี้มีสามค่ายหลัก” จ้าวหยางเจี๋ยมองหน้าชายหนุ่มทั้งสองก็รู้ว่าพวกเขาคงไม่รู้มาก่อนจึงอธิบายให้ฟังรวมถึงสถานการณ์คร่าวๆ ในปัจจุบัน

         

        ไม่นานนักจ้าวหยางเจี๋ยก็พึ่งจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติเมื่อครู่เขาโค้งคำนับให้กับแก่นแท้พลังขั้นแปด และเคลื่อนจิตขั้นต้นหรือเนี่ย ? สิ่งที่เขาสัมผัสได้ว่าผิดปกติคือระดับพลังของทั้งสองหากเป็นนักล่าคนเถื่อนตามข่าวลือจริง สมควรจะต้องมีพลังเหนือล้ำกว่านี้สิแต่เพียงระดับเท่านี้เขาเองก็สามารถสังหารทั้งสองได้อย่างง่ายดาย

         

        เมื่อคิดได้ดังนั้นดวงหน้าของเขาก็พลันแดงก่ำเขาพูดขึ้นอย่างไม่พอใจว่า

         

        “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าซูลูนที่เจ้าอ้างว่าสังหารไปนั้นมีระดับเทียบเท่ารองแม่ทัพอย่างข้าเชียวทว่าสำหรับความแข็งแกร่งนั้นเทียบเท่าได้กับแม่ทัพค่ายตัวข้านั้นไม่อาจสู้กับมันได้เลย ที่ไม่น่าเชื่อคือเจ้าทั้งสองสามารถสังหารมันลงได้คิดจะหลอกข้าอย่างงั้นรึ ? พวกเจ้าทั้งสองเป็นใคร ?” จ้าวหยางเจี๋ยตวาดลั่น

         

        แก่นแท้พลังขั้นที่แปด? เคลื่อนจิตขั้นต้น ? สังหารเข้าสู่พิภพขั้นหก ? นั่นมันจะเป็นไปได้อย่างไร ?

         

        อย่างไรเขาก็ไม่อาจปักใจเชื่อได้

         

        หนิงเฟยหลงกับเฟิงเหลยไม่ได้แปลกใจเขาไม่โต้ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น เฟิงเหลยเพียงเอ่ยว่า

         

        “ไม่ใช่ข้าหรอกเขาคนเดียว” เฟิงเหลยบอกกล่าวตามความจริง นั่นยิ่งทำให้ใจของจ้าวหยางเจี๋ยยิ่งไม่อาจรับได้

         

        “ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่นั่นคือความจริง และข้าก็จะไม่โกหก” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูไม่เชื่อถือตนเฟิงเหลยก็คร้านจะอธิบาย

         

        จ้าวหยางเจี๋ยมองไปยังนัยน์ตาของชายหนุ่มก็เห็นถึงความจริงจากใจแต่ก็ไม่อาจปลงใจเชื่อได้โดยสนิทนี่ยิ่งทำให้เขาสับสน “ถ้าเช่นนั้นก็มาสู้กันหากว่าเจ้าเอาชนะข้าได้จริงข้าจึงจะเชื่อ !”

         

        “ได้พร้อมเมื่อไหร่ก็บอกแล้วกัน” หนิงเฟยหลงกล่าวอย่างไม่แยแสสำหรับรองแม่ทัพอย่างจ้าวหยางเจี๋ยที่อยู่ระดับเข้าสู่พิภพขั้นทที่ห้านับว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะจัดการ

         

        จ้าวหยางเจี๋ยหยิบอาวุธประจำตัวขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยขึ้น “ข้าพร้อมแล้ว”

         

        “อืม”

         

        สายลมตีหน้าเขาทีหนึ่งจ้าวหยางเจี๋ยหลับตาลง ลำคอก็พลันรู้สึกเย็นวาบอย่างบอกไม่ถูกเขาลืมตาขึ้นก็พบว่าที่ลำคอของตนมีกระบี่จ่ออยู่แล้วจ้าวหยางเจี๋ยคิดว่าตนตาฝาดไปจึงขยี้ตาแล้วดูใหม่ ทว่านั่นก็ยังเป็นเหมือนเดิมเขาค่อนข้างตกตะลึงในความเร็วนี้ของชายหนุ่ม

         

        หนิงเฟยหลงรั้งกระบี่กลับเขาทิ้งท้ายคำพูดก่อนจะเดินจากไป “ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ข้าขอตัวก่อนยัมีเรื่องราวมากมายที่ต้องทำ มิอาจชักช้าได้ ขอลา”

         

        จ้าวหยางเจี๋ยได้สติขึ้นมาก็ตะโกนร้องว่า“ท่านทั้งสองได้โปรดให้อภัยข้าด้วย ข้าเพียงคิดเห็นเรื่องความเป็นไปได้เท่านั้นไม่ได้มีเจตนาดูแคลนแต่อย่างใด หากว่าเรื่องที่ท่านกล่าวเป็นจริงข้าเองก็จะขอเข้าร่วมช่วยกันอีกแรง”

         

        หนิงเฟยหลงหันกลับมาพยักหน้าให้จ้าวหยางเจี๋ยจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก และเดินตามกองกำลังของหนิงเฟยหลงไป

         

        ...

         

        หลังจากพบเจอกับจ้าวหยางเจี๋ยแล้วชายผู้นี้ค่อนข้างมีประโยชน์เลยทีเดียวเขารู้จักเส้นทาง และภูมิประเทศมากมายช่วยลดแรงไปได้เยอะทั้งยังสามารถใช้ชื่อเสียงของเขาชักชวนทหารที่แตกทัพมาเข้าร่วมได้อย่างมากจากร้อย ขึ้นมาถึงห้าร้อย จากห้าร้อยเพิ่มขึ้นนับพันก่อนที่จะมาถึงเขาจ้าวอู่เสียอีก

         

        “ในที่สุดเราก็มาถึงเขาจ้าวอู่เสียที”เฟิงเหลยถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้ากับการเดินทางที่แสนยาวไกลจากเยี่ยนสู่เว่ยมันค่อนข้างไกล และลำบาก

         

        “ที่นี่จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับพวกเราก่อนอื่นส่งคนเข้าไปสำรวจก่อน”หน่วยสอดแนมถูกส่งออกไป เกือบหนึ่งชั่วยาม พวกเขาก็กลับมาแต่หาได้กลับมาเพียงหน่วยสอดแนมไม่ พวกเขายังพาเหล่าทหารจำนวนหนึ่งมาอีกด้วยหนิงเฟยหลงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาคนพวกนี้

         

        “หัวหน้ากองพันเหวิน!”ชายผู้หนึ่งโพล่งเสียงออกมาทันใดนั้นคนที่ติดตามหน่วยสอดแนมมาก็ฮือฮาขึ้น

         

        “นี่ท่านยังไม่ตาย”

         

        “ดีจริง ๆที่ท่านปลอดภัย” ทหารกลุ่มนั้นหยาดน้ำตาลงมาอย่างห้ามไม่ได้หนิงเฟยหลงก็พลันฉุกคิดได้ก่อนที่จะขึ้นแดนเหนือ เขาเองก็ยังมีทหารใต้บังคับบัญชาอยู่ก่อนหน้านี้

         

        “ใช่ข้ายังไม่ตายและข้าก็กลับมาแล้ว พาข้าไปยังที่พักของพวกเจ้าเถอะ” หนิงเฟยหลงแย้มยิ้มขึ้นเขารับรู้ถึงความห่วงใยของทหารเหล่านี้แล้ว ความอบอุ่นที่ขาดหายไปนานหลังจากที่ห่างจากครอบครัวได้กลับคืนมาอีกครั้ง แม้จะไม่มากแต่มันก็น่าคิดถึง...

         

        “หัวหน้าท่านเชิญตามข้ามาท่านหญิงรอท่านอยู่”

         

        “ท่านหญิง ?”หนิงเฟยหลงจำได้ว่ายามมาที่นี้เขาไม่เคยพบเจอท่านหญิงคนใดมาก่อนเหตุใดท่านหญิงต้องมาพบเขาด้วย

         

        “ตามข้ามาเถอะแล้วท่านจะรู้เอง”ทหารนายนั้นยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย หนิงเฟยหลงไม่ติดใจเอาความ เขานำทหารตามติดไป

         

        กองกำลังของเขาเข้ามายังส่วนลึกของเขาจ้าวอู่ก็พบเจอเข้ากับสิ่งปลูกสร้างด้วยไม้มากมายทั้งภายในยังมีการถางป่าปลูกพืชพรรณธัญญาหารต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้มากจนเกินไปเกรงว่าจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากจนเกินควรทำเพียงแค่พออาศัยดำรงชีพอยู่ได้ก็เท่านั้น

         

        “ถึงแล้วขอรับเรือนไม้กลางหมู่บ้านคือที่ตั้งชั่วคราวของจุดบัญชาการ นายหญิงรอท่านอยู่ที่นั่น”

         

        “เข้าใจแล้วเจ้าช่วยหาที่พักให้พวกเขาที” หนิงเฟยหลงเอ่ย

         

        “ได้ขอรับ”ทหารผู้นั้นรับคำสั่งไปอย่างว่าง่าย หนิงเฟยหลง เฟิงเหลยและจ้าวหยางเจี๋ยก็พากันตรงไปยังจุดที่ทหารผู้นั้นกล่าว

         

        เรือนไม้กลางหมู่บ้านค่อนข้างใหญ่กว่าเรือนไม้หลังอื่นดูเหมาะสมเป็นที่ตั้งของโถงบัญชาการจริง ๆแต่หากจะเป็นโถงก็ควรจะใหญ่กว่านี้มิน่าจึงเรียกจุดบัญชาการแทน

         

        หนิงเฟยหลงเปิดประตูเข้าไปสิ่งแรกที่เขาเห็นก็คือสตรีชุดแดงนางหนึ่งที่ยืนจ้องเขาอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มต้อนรับเขาก่อนจะโผกอดเข้ามาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว

         

        “แม่นาง...”หนิงเฟยหลงพูดไม่ออก เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่หลั่งไหลเข้ามาตามความรู้สึก ใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มบัดนี้มีหยดน้ำตาแล้วทว่ารอยยิ้มนั้นยังสลักลึกในความทรงจำของชายหนุ่ม ชายหนุ่มเพียงรู้สึกว่าหญิงสาวงดงามกว่าทุกวันที่เคยเป็น

         

        การกระทำของหญิงสาวทำให้เฟิงเหลยต้องอ้าปากค้างมีเพียงจ้าวหยางเจี๋ยเท่านั้นที่งุนงงมิทราบว่าท่านหญิงผู้นี้เป็นใครในราชสำนัก ?

         

        หญิงสาวกอดชายหนุ่มอยู่พักหนึ่งไม่นานก็รู้สึกได้ถึงเส้นสายตามามากจดจ้องมาที่นางนางจึงผละตัวออกแล้วสะบัดหน้าหนี พร้อมกับยกมือขึ้นมาปาดน้ำตา “เหวินเหลียงเจ้าอย่าเข้าใจผิดข้าเพียงกลัวว่า ถ้าไม่มีเจ้าพวกเราจะไม่สามารถรายงานการทดสอบเป็นกลุ่มได้ข้าเพียงห่วงอนาคตตนเองเท่านั้น เจ้าอย่าได้เข้าใจผิดไป”

         

        กล่าวจบแล้วนางก็เดินหนีไปปล่อยให้หนิงเฟยหลงมองตามหลังไปอย่างอึ้งงัน

         

        เนื่องจากประตูเปิดอยู่เหล่าทหารด้านนอกจึงได้พบเห็นไปด้วยความบังเอิญพวกมันต่างอ้าปากหวออย่างที่เฟิงเหลยทำนี่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ไม่รู้ว่าในใจพวกเขาคิดอะไรแต่คงต้องอิจฉาชายหนุ่มไม่มากก็น้อยเป็นแน่

         

        “เจ้ากับแม่นางโต่ว!” เฟิงเหลยมองมาที่สหายอย่างมีเลศนัย “หึหึ”

         

        “ไม่ใช่เจ้าอย่าเข้าใจผิด”หนิงเฟยหลงรีบปฏิเสธ ใบหน้าของเขามีสีเลือดขึ้นเล็กน้อย

         

        “เฮ้อ...เจ้าทั้งสองนี่ช่าง..ช่างมันละกันข้าเองก็คร้านจะยุ่งยากกับเรื่องแบบนี้ด้วย ไปหาที่พักผ่อนจะดีกว่า”เฟิงเหลยเอ่ยแล้วก็ลากเอาบุรุษวัยกลางคนอย่างจ้าวหยางเจี๋ยไปด้วย ทั้งที่เขายังมีคำถามค้างคาอยู่ในใจ

         

        “ตกลงว่านางเป็นผู้ใด? ท่านหญิงคนไหนกัน ?”

         

        ...

         

คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน