ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 77 เบื้องหลังสงคราม

    บทที่ 77เบื้องหลังสงคราม

    “มีความจริงซ่อนอยู่ในความลับนั้น...”

     

            

            “อาโออิ...กับมาซารุน่ะ พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อฉัน...” เด็กสาวกระซิบด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น“ไม่เหมือนอย่างเบลหรอกที่ทำร้ายฉัน เบล... ทิ้งฉันไป”

                 

            ไวโอเลตถอนหายใจอย่างระอา

                 

            “แล้วทำไมพวกนั้นต้องทำอะไรๆหลายอย่างเพื่อเธอด้วยล่ะ?”นักรบอเวจีหนุ่มถาม “ทั้งหมดเพื่อส่วนรวมหรอก เพราะพวกนั้นรู้ว่าเธอเป็นใครถึงได้ปกป้องเธอไว้ ไม่ใช่เพราะรักเธอ”

                 

            เด็กหนุ่มว่า

                 

            “เธอถูกเลี้ยงให้เติบโตขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ความจริงสักอย่างฉันไม่โทษว่านั่นเป็นความผิดของเธอหรอกนะก็เฟรย์น่ะต้องการให้มันเป็นอย่างนั้นนี่นา”

                 

            นัยน์ตาสีม่วงคู่สวยเบิกโพลงกว้างเมื่อชื่อของคนที่เธอรักมากที่สุดในชีวิตถูกเอ่ยขึ้นมินามิมองหน้าไวโอเลต พยายามค้นหาความจริงจากคำบอกเล่าของเขา

                 

            “เกี่ยวอะไรกับท่านพ่อ?”

                 

            เธอถามด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลงสงสัยหลายครั้งแล้วที่เรื่องเกี่ยวกับเธอมักจะมีท่านพ่อมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอมินามิคิดว่าตลอดว่านั่นเป็นเพราะเธออยู่กับท่านพ่อมาตลอดต่างหากแต่คราวนี้มันมีอะไรบางอย่างแปลกไปในคำพูดและน้ำเสียงที่ไวโอเลตสื่อถึงคนเป็นพ่อของเธอนั้นมันแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างแบบเดียวกับตอนที่อาโออิพูดถึงพ่อของเธอ



            ‘เธอคิดว่าหมอนั่นไม่รู้อะไรเลยหรือไง?’

                 

            ‘เธอไม่คิดเอะใจเลยหรือไงว่าเรื่องราวทุกอย่างมันเริ่มเลวร้ายขึ้นหลังจากวันที่พ่อเธอตาย’

     

                 

            “เธอน่ะเป็นส่วนหนึ่งของเมตาเรีย”

                 

            ไวโอเลตกล่าวอย่างสงบ

                 

            แต่มินามินั้นช็อคไปเสียแล้ว

                 

            เขากำลังพูดเรื่องอะไร!?

                 

            “ตัวเธอ... คือผู้พิทักษ์แต่เฟรย์ไม่ต้องการให้เธอเป็น เพราะเธอมีเศษเสี้ยวหนึ่งของเมตาเรียสถิตอยู่เธอเกิดมาพร้อมกับวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของเมตาเรียที่มีอยู่ในตัวนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงได้ ‘รู้สึก’กับเฟรย์มากเกินกว่าที่ลูกคนหนึ่งจะมีต่อพ่อของตัวเองได้ เฟรย์รู้เรื่องนั้นดีนับตั้งแต่วันที่เธอเกิด พวกเอิร์ธสตาร์เองก็รู้ ดังนั้นพวกเขาถึงต้องการให้เธอตายเพราะความตายของเธอจะช่วยหยุดยั้งการฟื้นคืนชีพของเมตาเรียได้แต่เฟรย์ไม่ยอมให้พวกเขาทำอย่างนั้น หมอนั่นพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเธอและป้องกันไม่ให้เธอได้กลายเป็นผู้พิทักษ์เพราะไม่อย่างนั้นเมตาเรียจะได้พลังของเอิร์ธมูนที่มีอยู่ในตัวของเธอไปและนั่นคือสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เฟรย์ไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น”

                 

            “แล้วทุกอย่างมันผิดเพี้ยนไปตั้งแต่ตอนไหน”ไวโอเลตกล่าวต่อโดยที่ไม่ยอมให้มินามิได้ทำความเข้าใจเรื่องราวก่อนหน้านั้นเลย“ก็เมื่อตอนที่ราชินีของเอิร์ธมูนคลอดบุตรสาวอีกคนออกมาหลังจากที่ให้กำเนิดเธอได้ไม่นานเด็กคนนั้นมีพลังเหมือนกับเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนคนแรกทุกอย่างแต่ที่แตกต่างออกไปคือหล่อนไม่ได้เป็นที่สถิตของวิญญาณของเมตาเรียแต่เธอพิเศษกว่านั้น สำคัญกับเรื่องราวต่อจากนั้นไปมากเสียจนทำให้ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลเธอมีพลังที่พี่สาวของเธอไม่มีเป็นพลังที่ได้รับสืบทอดเฉพาะสายเลือดของเอิร์ธสตาร์แน่นอนว่าเธอเป็นลูกครึ่งเหมือนกับพี่สาวแต่ในขณะที่พี่สาวนั้นมีสายสัมพันธ์แห่งเอิร์ธมูนอยู่ในตัวอย่างเปี่ยมล้น เจ้าหญิงคนน้องกลับไม่ได้รับพลังนั้นเธอมีพลังของเอิร์ธสตาร์ และโชคชะตาได้เลือกเธอให้สืบทอดพลังนั้นเฟรย์รู้เรื่องนั้นดี เพราะเขาเองก็มีพลังที่เหมือนกับเธอและการให้กำเนิดเจ้าหญิงคนน้องนั้นทำให้เฟรย์ตัดสินใจเลือกวิธีจบสงครามในแบบของตัวเองได้ในที่สุด”

            

            ไวโอเลตจ้องมองมาที่เธอสบตาลึกเข้าไปในดวงตาของเธอเพื่อดูว่าเธอจะเข้าใจสถานการณ์ได้มากน้อยแค่ไหน

                 

            “เฟรย์ขังลูกสาวคนเล็กไว้บนยอดหอคอย”ไวโอเลตกล่าว “ไม่ให้โลกภายนอกรู้จักเธอ ไม่ให้ใครรู้ว่าเด็กคนนั้นมีตัวตนอยู่เพราะเธอคนนั้นทั้งพิเศษและแปลกประหลาดยิ่งกว่าใครๆ เธอสามารถเชื่อมต่อกับอีกโลกได้โดยที่ตัวเธอเองไม่รู้ตัวเลย”

                 

            “นั่นคือพลังของมหาเวทแห่งดวงดาว”ไวโอเลตว่า “พลังที่ฉันกับเฟรย์มีแต่มันแตกต่างกันตรงที่เธอคนนั้นสามารถติดต่อสื่อสารกับตัวของเธอเองที่อยู่อีกฟากหนึ่งได้เธอเข้าใจไหม?พวกฉันไม่สามารถเชื่อมต่อโลกทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ภายใต้ห้วงเวลาที่แตกต่างกันพวกเราทำได้แค่ย่นระยะทาง จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งในห้วงเวลาเดียวกันแต่เด็กคนนั้นไม่ใช่ เธอสามารถติดต่อกับเมตาเรียได้เมตาเรียเมื่อสมัยที่เธอยังมีชีวิตอยู่ และเธอสามารถติดต่อกับทาเคมูระ มินาโยะได้ทั้งๆที่นั่นคือตัวเธอเองที่กลับชาติมาเกิดใหม่บนอีกโลกเธอมองเห็นความแตกต่างนั้นไหม? เฟรย์มองเห็นมันและต้องการใช้พลังของเธอ”

            

            สิ่งที่ไวโอเลตอธิบายนั้นไม่ได้ช่วยให้มินามิเข้าใจสถานการณ์มากไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่การที่เธอมาปรากฏตัวอีกครั้งที่เอิร์ธมูนในตอนนี้และการที่น้องสาวของเธอมีพลังที่แปลกประหลาดมันเกี่ยวข้องกันยังไง?

                 

            ไวโอเลตเอ่ยต่อไปพร้อมกับจับตาดูท่าทีของเธอไปด้วย

                 

            “ตั้งแต่วินาทีที่เฟรย์รู้ว่าลูกสาวคนเล็กพูดถึงคนแปลกหน้าที่เจ้าตัวพูดคุยด้วยหมอนั่นก็เข้าใจได้ทันทีว่านอกจากดวงดาวทั้งสิบสามแล้วยังมีอีกโลกหนึ่งซึ่งอยู่คนละห้วงเวลาอยู่นั่นเป็นอีกโลกที่พวกเธอจะต้องไปอาศัยอยู่หลังจากนี้ไป เพื่ออะไร? เพื่อดึงเมตาเรียให้ออกห่างจากที่นี่เฟรย์รู้ว่าฉันต้องการจะฟื้นคืนชีพเมตาเรียอีกครั้งและถ้าหล่อนถือกำเนิดขึ้นมาในห้วงเวลาของพวกเรา จะไม่มีใครเอาชนะเธอได้เพราะเมตาเรียได้ก้าวข้ามผ่านพลังของพวกเราไปแล้ว เธอยิ่งใหญ่กว่าใครคนไหนๆกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะเอาชนะได้แม้จะใช้พลังของทุกคนบนทุกดวงดาวรวมกันเฟรย์จึงต้องย้ายเธอไปยังโลกที่แสนห่างไกล ไกลจากพลังที่เมตาเรียจะเอื้อมถึง”

                 

            “ก่อนหน้าที่เฟรย์จะตาย”ไวโอเลตเล่าต่อ ราวกับว่านั่นเป็นเรื่องสำคัญที่เขาต้องการให้เธอรู้“หมอนั่นขอให้ราชินีแห่งเอิร์ธมูนใช้เวทผูกสัมพันธ์ใช้สายสัมพันธ์ของตัวเองกับลูกสาวคนเล็กเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนเพื่อขอใช้พลังนั้นนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เฟรย์อยู่กับน้องสาวของเธอไม่ได้ให้ความรักแก่หล่อนในฐานะพ่อคนนึงไม่ได้ เพราะมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้นรอคอยอยู่ ราชินีคลาวเวียร์จะคอยดูแลลูกสาวคนเล็กแทนพ่อส่วนตัวของหมอนั่นเองก็คอยอยู่เคียงข้างเธอเพื่อจับตาดู เผื่อว่าวันใดวันหนึ่งวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของเมตาเรียในตัวเธอจะตื่นขึ้นแต่เรื่องแบบนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลย ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาในชีวิตของเธอแล้วในที่สุดก็ใกล้จะถึงวันที่เธอต้องเข้าพิธีสืบรัชทายาทเฟรย์รู้ว่าเวลาของตัวเองใกล้จะหมดลงการจะหยุดยั้งไม่ให้เธอได้กลายเป็นผู้พิทักษ์จำเป็นต้องเข้าไปขัดขวางระหว่างทำพิธีเฟรย์นึกถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นหากว่าตัวของหมอนั่นทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เธอได้พลังนั้นไปทุกคนอาจจะเกิดคำถาม อาจจะเกิดความสงสัยว่าถ้าเธอไม่ได้กลายเป็นผู้พิทักษ์แล้วใครกันล่ะที่จะได้กลายเป็นผู้พิทักษ์ของเอิร์ธมูนแทนเธอหมอนั่นไม่ต้องการตอบคำถามนั้น ถึงได้ตัดสินใจใช้วันเกิดครบรอบสิบแปดปีของเธอวันที่เธอต้องเข้าพิธีสืบรัชทายาทเป็นวันที่ตัวเองจะต้องตาย ตาย...เพื่อไม่ให้เธอได้กลายเป็นผู้พิทักษ์ และตาย... เพื่อใช้ชีวิตของตัวเองเป็นเครื่องสังเวยในการเปิดประตูไปยังอีกโลกโดยการอาศัยเวทผูกสัมพันธ์ขอใช้พลังของน้องสาวเธอ”

                 

            “แล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น”ไวโอเลตยังคงพูดต่อไป“เกิดอะไรขึ้นกับเฟรย์หลังจากที่หมอนั่นตายจากเอิร์ธมูนไปแล้วพลังของลูกสาวคนเล็กที่ตัวเองขอยืมมาใช้ทำให้เฟรย์มาเกิดใหม่บนโลกมนุษย์หมอนั่นพยายามสร้างเรื่องราว ควบคุมความสัมพันธ์ สร้างความมั่นคงและคัดเลือกต้นสายของตระกูลเก่าแก่หลายตระกูลเพื่อเป็นที่สถิตของวิญญาณของผู้พิทักษ์ในวันที่ทุกคนจะมาเกิดใหม่ที่นี่เหมือนตัวเองใช่แล้ว... หมอนั่นวางแผนที่จะส่งผู้พิทักษ์และนักรบอเวจีทุกคนให้มาที่นี่ถึงได้ชิงตายก่อนหน้าที่สงครามใหญ่จะเกิดเพื่อมาสร้างโลกใหม่เตรียมรองรับเอาไว้ร่างกายของเฟรย์ที่ตายอยู่ที่เอิร์ธมูนกับวิญญาณของเฟรย์ที่กลับมาเกิดใหม่บนโลกมนุษย์เป็นสิ่งที่ถูกเชื่อมต่อกันไว้ด้วยเวทผูกสัมพันธ์เฟรย์กลายเป็นผู้รักษาประตูหลังจากนั้นและเฝ้ารอวันที่ทุกคนจะมาปรากฏตัวอยู่ที่โลก”

                 

            “ย้อนกลับมาที่เอิร์ธมูนหลังวันที่เฟรย์ตายเฟรย์ขอให้แอลช่วยดูแลเธอกับน้องแทนตัวเองจนกว่าจะถึงวันแห่งพันธสัญญาที่จะส่งผู้พิทักษ์ทั้งหมดกลับมาเกิดใหม่ที่โลกแต่ทว่า... แอลไม่ได้มีอำนาจเหมือนอย่างที่เฟรย์มี เขาขัดคำสั่งของเอิร์ธสตาร์ไม่ได้พวกนั้นต้องการที่จะกำจัดเจ้าหญิงแห่งเอร์ธมูนอีกครั้งเพื่อเป็นหลักประกันว่าวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของเมตาเรียที่อยู่ในตัวเธอจะถูกทำลายเธอไม่เคยรู้ตัวเลย ไม่เลยสักนิดระหว่างที่เธอกำลังเศร้าโศกเสียใจกับการตายของเฟรย์แอลต้องพยายามอย่างมากแค่ไหนในการปกป้องเธอ ในวันที่ไร้เฟรย์เธอก็เหมือนคนที่ไร้เกราะป้องกัน พวกนั้นพยายามที่จะจัดการเธอหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะทำได้ ตอนที่เธอไปเยือนเอิร์ธซันพวกนั้นยืมมือรัชทายาทแห่งเอิร์ธซันเพื่อที่จะจัดการเธอแต่ก็ถูกผู้หญิงหน้าโง่คนหนึ่งเข้ามาขัดขวางคนที่เชื่อเหมือนกับที่แอลเชื่อว่าไม่สมควรจะต้องมีใครกลายเป็นเหยื่อสังเวยเพื่อให้สงครามจบลง”

                 

            มินามิอ้าปากค้างเธอนึกถึงวันที่ไปเข้าร่วมพิธีสืบรัชทายาทของเอิร์ธซันที่นั่นเธอได้พบกับเด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีแดงสดเขามีแววตาที่เศร้าหมองและโดดเดี่ยว มินามิชอบสีนัยน์ตาของเขาเพราะมันทำให้เธอนึกถึงนัยน์ตาสีแดงสดของเบริลน่าผู้เป็นน้องสาว...

                 

            เบริลน่า...

                 

            ภาพของเด็กสาวตัวน้อยในชุดกระโปรงยาวสีขาวท่ามกลางทุ่งดอกไม้ลอยผ่านเข้ามาในหัว

                 

            แล้วเธอก็นึกถึงเด็กผู้หญิงอีกคนซ้อนทับกับเบริลน่าเด็กคนนั้นมีนัยน์ตาสีดำสนิทและมีเรือนผมสีดำที่เป็นประกายเงางามเธอหกล้มอยู่ในสวน และมินามิบังเอิญไปเจอเธอระหว่างที่เธอกำลังตามหาตัวรัชทายาทแห่งเอิร์ธซันที่วางแผนหนีพิธีสืบรัชทายาทของตัวเองอยู่พวกเธอพูดคุยกันในเรื่องอะไรบางอย่างก่อนที่ความทรงจำหลังจากนั้นจะหายไปจากตัวของมินามิ รู้สึกตัวอีกทีเธอก็กลับมาอยู่ที่เอิร์ธมูนแล้ว

                 

            “เด็กคนนั้นเข้ามาขัดขวางการจัดการเธอจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเธอกลับไปที่เอิร์ธมูนโดยที่ไม่มีความทรงจำส่วนนั้นอยู่กับตัวเลยพวกเอิร์ธสตาร์โมโหหนักมาก เขาหาว่าแอลสมรู้ร่วมคิดกับหล่อนในการปกป้องเธอเขาลงโทษแอล จับแอลขังไว้ในคุกใต้ดิน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้แอลไปที่เอิร์ธวินดี้กับเธอไม่ได้คนที่เข้ามารับช่วงต่อจากแอลถึงได้กลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์”

                 

            ใบหน้าของอาโออิลอยผ่านเข้ามา



            ‘แล้วใครขอร้องให้นายตามฉันไปที่เอิร์ธวินดี้กันล่ะยะ’

            

            ‘คู่หมั้นเธอ’

            

            ‘คู่หมั้นฉันตายไปได้สิบปีแล้วย่ะ!’

            

            ‘เออๆฉันพูดผิดเอง น้องชายคู่หมั้นเธอ’

            

            ‘แอล...ทำไม?แอลจะไปไหน? ทำไมถึงไปเอิร์ธวินดี้กับฉันไม่ได้’

            

            ‘หมอนั่นติดธุระที่เอิร์ธสตาร์คงไปฉลองวันเกิดกับเธอที่นั่นไม่ได้หรอก ฉันจะไปเอง’

             

            

            ตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่านะที่อาโออิเข้ามาดูแลเธอแทนที่มาซารุ

            

            เขารู้เรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้วหรือเปล่านะ?

            

            “หมอนั่นก็เหมือนกับแอลเหมือนกับเด็กผู้หญิงคนนั้นพวกที่คิดว่าจะหยุดสงครามได้โดยที่ไม่ต้องเสียอะไรไปเลยสักอย่างของแบบนั้นน่ะมันเป็นไปไม่ได้หรอก เบริล... ที่สงครามนี้เกิดขึ้นมาได้ ต้นเหตุมาจากการเสียสละของใครบางคนหรอกเรื่องแบบนี้น่ะพวกเอิร์ธสตาร์รู้ดีที่สุดเพราะงั้นพวกเขาถึงได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดเรื่องนั้นนั่นรวมไปถึงการกำจัดเธอด้วยแต่เรื่องเดียวที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายคือเธอไม่ได้ตายด้วยน้ำมือของพวกสภาสูงแต่เป็นฉันเอง”

            

            ไวโอเลตบอกเธอ

                 

            “ฉันไม่เคยคิดจะทำแบบนั้นเลยไม่เคยเลยสักครั้ง...ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วที่พวกนั้นส่งฉันให้มาเป็นคู่หมั้นของเธอเพื่อคอยจับตาดูเธอฉันไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดของพวกสภาสูงเลยแต่แล้ววันนึงเธอก็กลับมาทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด สายสัมพันธ์ของเธอที่มีต่อเมตาเรียเศษเสี้ยววิญญาณของเมตาเรียที่มีอยู่ในตัวเธอเธอตัดมันขาดออกไปโดยที่แม้แต่เธอเองก็ไม่รู้ตัว ไม่มีใครรู้...นั่นอาจจะเป็นข้อดีที่ทำให้เธอไม่ต้องตายจากน้ำมือของพวกนั้น แต่สำหรับฉันแล้ว...เหตุผลเดียวที่ฉันไม่ทำร้ายเธอนั่นเป็นเพราะเธอเป็นส่วนหนึ่งของเมตาเรียแต่ในวันที่เธอทำให้มันหายไป ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องเมตตาเธอ”

                 

            นัยน์ตาสีม่วงใสของไวโอเลตแห้งแล้งพอๆกับน้ำเสียงและความรู้สึกของเขาไม่หลงเหลือความเห็นใจใดๆเจือปนอยู่ในนั้นอีกต่อไป

                 

            “นายก็เลยคิดจะฆ่าฉันอีกครั้งอย่างนั้นสินะ”

                 

            เด็กสาวเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงที่เกลียดชังจับใจทุกเรื่องราวที่เขาเล่าเพียงเพราะต้องการจะบอกกับเธอว่าเขามาที่นี่เพื่อต้องการกำจัดเธออีกครั้งก็เท่านั้น

                 

            “ฉันไม่สนใจเธอแล้ว”ไวโอเลตส่งเสียงหัวเราะเยาะด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับฉันสิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือกุญแจที่จะใช้คืนชีพเมตาเรียเท่านั้นและมันถูกเก็บซ่อนไว้ในตัวของเธอ”

            

            “กุญแจ? กุญแจอะไร?”

                 

            มินามิทวนคำมันจะอะไรกันนักกันหนานะกับเรื่องบ้าๆพวกนี้ เด็กสาวไม่เข้าใจเลยสักอย่างทั้งเหตุผลที่อาโออิพาเธอมาที่นี่ รวมไปถึงเรื่องกุญแจบ้าบออะไรนั่นที่ไวโอเลตทวงถามจากเธอด้วย

                 

            ไวโอเลตหลับตาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนจะผ่อนระบายออกมาพร้อมกับลืมตามองดูเธออีกครั้ง

                 

            “มีบันทึกเล่มนึงที่เฟรย์มักจะถือมันติดตัวอยู่ด้วยเสมอ”

                 

            เด็กหนุ่มกล่าว

                 

            บันทึกแห่งฟีนาเล่...?

                 

            เด็กสาวรู้แล้วว่าเขาหมายถึงบันทึกเล่มไหนมีหนังสืออยู่เล่มเดียวเท่านั้นแหละที่ท่านพ่อมักจะถือติดตัวไปไหนมาไหนอยู่ด้วยเสมอเด็กสาวเคยพยายามที่จะขอคนเป็นพ่ออ่านมันหลายต่อหลายครั้งแต่เธออ่านตัวอักษรที่ถูกเขียนอยู่ในบันทึกเล่มนั้นไม่ออกและดูเหมือนว่าท่านพ่อเองก็ไม่ต้องการให้เธออ่านมันได้ด้วย

                 

            แล้วทำไมไวโอเลตถึงได้รู้จักบันทึกนั่นทั้งๆที่มันเป็นของท่านพ่อแท้ๆ

                 

            “มันเคยเป็นของฉันก่อนหน้าที่เฟรย์จะแย่งมันไป”

                 

            ไวโอเลตตอบราวกับอ่านใจเธอได้

                 

            แย่งไป?

                 

            “มองดูรอบๆตัวให้ดีสิ เบริล”

                 

            เด็กหนุ่มผายมือออกรอบตัวให้เด็กสาวมองเห็นสภาพรอบข้างลานกว้างหน้าปราสาทเซนส์อารีโอ้ของเอิร์ธมูนที่เคยปูด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดตอนนี้ถูกตะไคร่น้ำขึ้นลุกลามเปลี่ยนความงดงามนั้นกลายเป็นความเน่าคล้ำที่ไม่น่าพิสมัย  ตะไคร่น้ำส่องแสงสีน้ำเงินอมเขียวกลืนกินไปกับความมืดมิดรอบข้างตัวปราสาทและลานกว้างที่เหลือพียงเศษซากอันเป็นผลลัพธ์ของการถูกทำลายจากสงครามนั้นแผ่กว้างกินอาณาบริเวณรอบข้างไปสุดลูกหูลูกตาสถานที่ที่ทั้งคู่ยืนอยู่เปรียบเสมือนใจกลางของวังความรุ่งเรืองของเอิร์ธมูนในอดีตโอบล้อมตัวพวกเขาเอาไว้

                 

            “นี่เป็นที่ที่เฟรย์ตาย” ไวโอเลตบอก

                 

            มินามิจำเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั้นได้อย่างแม่นยำทั้งกลิ่นคาวเลือดและหิมะที่ตกลงมาอย่างไร้สุ้มเสียงนั้นทุกอย่างยังคงติดค้างอยู่ในความทรงจำของเธอ

                 

            “ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น...ในคืนที่เฟรย์ตาย”

                 

            ไวโอเลตกล่าวและใช้นัยน์ตาสีม่วงใสของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ

                 

            “ฉันเคยบอกเธอแล้วว่าเฟรย์วางแผนทุกอย่างเกี่ยวกับการตายของตัวเองไว้และทำให้เรื่องราวทั้งหมดกลายเป็นหนึ่งเดียวกันหมอนั่นตายเพื่อไม่ให้เธอกลายเป็นผู้พิทักษ์ ตายในคืนสืบรัชทายาทของเธอเพื่อก้าวข้ามผ่านประตูไปยังอีกโลกตายเพื่อปิดบังและเก็บซ่อนความจริงจากทุกคนเอาไว้ ความจริงที่ว่าในคืนที่เฟรย์ตายหมอนั่นได้ฝากบันทึกแห่งฟีนาเล่ไว้ในร่างกายเธอนั่นเป็นเรื่องมีแต่แอลกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เท่านั้นที่รู้”

                 

            แล้วทำไมเขาถึงรู้?

            

            “ฉันไม่สนใจบันทึกนั่น!”มินามิว่า กรีดร้องออกมาด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง“ถ้านายอยากได้มันนักก็เอาคืนไปเลย!”

                 

            “ฉันทำแบบนั้นไม่ได้น่ะสิ”ไวโอเลตปฏิเสธอย่างหนักใจ “เพราะถ้าทำแบบนั้นล่ะก็ เมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างที่อยู่ในตัวเธอจะระเบิดขึ้นมาน่ะสิ”

                 

            “นาย... ว่าอะไรนะ!”

                 

            “ฉันบอกว่า” ไวโอเลตเอ่ยทุกถ้อยคำช้าๆชัดๆ ให้คำพูดนั้นซึมลึกเข้าไปยังโสตประสาทของเด็กสาว

                 

            “เมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างอยู่ในตัวของเธอยังไงล่ะ”

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน