“จะตื่นได้หรือยัง! รึต้องรอให้เอาไฟมาลนก้น แกถึงจะยอมลุกออกจากเตียง”
เสียงโวยวายของหญิงวัยกลางคนดังทะลุทะลวงเข้ามาในห้องเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ห้องนอน แต่ตอนนี้มันกลายเป็ห้องเก็บของไปแล้วหญิงเ้าของเสียงไม่สนว่าใครจะหลับจะนอน ยิ่งไม่สนว่าใครหน้าไหนจะเป็จะตาย
“วันนี้ขอนอนพักเอาแรงได้หรือเปล่าซานจี๋ออกไปทำงานไม่ไหวแล้วจริง ๆ”เด็กหญิงที่นอนหนาวสั่นอยู่บนเตียงเตาพยายามอ้าปากพะงาบ ๆ พูดกับเจาม่านหรงซึ่งมีสถานะเป็ป้าบุญธรรมของเธอ
“ไม่ออกไปทำงาน!แล้วคนที่บ้านจะเอาอะไรกิน อย่าได้คิดมาเล่นบทสำออยหรือเสียเวลาบีบน้ำตาให้ฉันดูเชียวสำหรับฉันเื่ปากท้องสำคัญกว่าอย่างอื่นเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะแค่นี้ไม่ถึงกับตายหรอก ไม่มีกินเข้าสักวันแบบนั้นพวกเราถึงจะได้ตายกันหมด!”
ถ้อยคำเสียดแทงแสลงใจพวกนี้หลิวซานจี๋ได้ยินจนชินเวลานี้เด็กน้อยผู้น่าสงสารป่วยใกล้ตายอยู่รอมร่อแต่ก็ยังถูกคนเป็ป้ารบเร้าให้ออกไปทำงานอยู่ได้ ช่างเป็ความสัมพันธ์ที่บัดซบจริงๆ
“ซานจี๋ไม่ไป!!!พี่เถียนหลันก็ทำงานได้เหมือนกัน ทำไมไม่ให้พี่เถียนหลันไปทำ”
เด็กหญิงตัวน้อยเผลอปฏิเสธเสียงแข็งเพราะรู้สึกเหลืออดในความใจดำของคนเป็ป้า
“โวย!!! ถือดีอะไรมาโยนงานให้ลูกสาวของฉันอีกอย่างแกอาศัยเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้กล้าขึ้นเสียงกับฉัน ลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันคือผู้มีพระคุณของแก รู้อย่างนี้ฉันไม่น่าขุนแกให้อ้วนเหมือนหมูเลย ก็นึกว่าขุนให้อ้วนแล้วจะมีแรงเยอะขึ้นทำงานได้เยอะขึ้น ที่ไหนได้…อ้วนแล้วยังี้เีอีก เลี้ยงไปก็เปลืองข้าวสุก!”
ถ่มถุยคำพูดจัญไรอย่างเดียวคงไม่พอสินะเจาม่านหรงถึงได้กดสองมือลงไปขย้ำแขนของซานจี๋ท่าทางเป็เดือดเป็ร้อนของผู้หญิงคนนั้นมันคล้ายกับเด็กสามขวบที่โดนพ่อแม่ขัดใจยังไงก็ไม่รู้เท่านั้นยังไม่พอ! เจาม่านหรงวัยสี่สิบห้าปียังออกแรงเขย่าซานจี๋หลายต่อหลายครั้งทำเอาเด็กหญิงวัยแปดขวบหัวโยกหัวคลอนจนิญญาแทบหลุดออกจากร่าง!
สุดท้ายเด็กน้อยผู้น่าสงสารก็ต้องเดินเอื่อยเฉื่อยออกจากบ้านด้วยความจำใจ...