ทหารทั้งสามร้อยวิ่งเข้าใส่พวกโจรอย่างลืมตายพวกโจรเองก็ตกใจ ไม่ทันตั้งรับก็ตายไปเสียหลายคนต้องร่นถอยออกไปรวมกองหลัก
ด้วยความโกรธแค้นชิงชัง ไหนเลยจะหยุดอยู่เพียงนี้โจรชั่วพวกนี้ทำร้ายชาวบ้าน ปล้นชิงทรัพย์ ข่มขืนสตรี ฆ่าล้างบางมาเท่าไหร่แล้วจะปล่อยให้พวกมันถอยหนีไปโดยง่ายไม่มีทาง !
ทหารวิ่งพุ่งชนตะลุมบอนอลหม่านพวกโจรก็ต้านรับไว้ ไม่มีใครยอมใคร แม้ว่าขวัญกำลังใจฝ่ายโจรจะลดลงแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความแข็งแกร่งที่มีจะหมดไป จึงต้านกันอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน
หนิงเฟยหลงมองดูอย่างพึงพอใจพวกโจรเหล่านั้นล้มลงทีละคน ทหารของมันช่างบ้าเลือดนักออกไปก็พุ่งพรวดเข้าไปโจมตีไม่หยุดยั้ง แม้จะบาดเจ็บเจียนตายก็ไม่ถอยหนีนี่แสดงให้เห็นถึงความห้าวหาญจริง ๆ ศักยภาพหลังจากฝึกฝนได้ถูกใช้งานแล้วขุนพลที่นำทัพมีบทบาทสูงมากในการศึกครั้งนี้
“ความบ้าระห่ำนี่มันช่วยปลุกขวัญกำลังใจได้อย่างดีเลยทีเดียว”
การศึกยืดเยื้อต่อไป ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีทัพหนุนเสริมด้านกำลังพลที่ปะทะกันดูเหมือนฝ่ายโจรจะได้เปรียบแต่ที่จริงแล้วฝ่ายที่ได้เปรียบคือฝ่ายของจั้วหย่ง ที่รบอย่างดุดันฟาดฟันศัตรูไม่คิดชีวิต
ตูม !!
จั้วหย่งกระเด็นออกมาสิบก้าว ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย ริมฝีปากโลหิตไหลซึม“ฝีมือหัวหน้าโจรนี่ไม่ธรรมดาเลย” กระบองเมื่อครู่ของเพ่ยเจี่ยฟาดลงมาอย่างสุดกำลังจั้วหย่งไม่อาจต้านรับไหวจึงต้อถอยออกมา
ระดับแก่นแท้พลังเหมือนกัน แต่ขั้นพลังนั้นต่างกัน จั้วหย่งขั้นที่หนึ่งส่วนเพ่ยเจี่ยอยู่ขั้นที่สอง แม้จะต่างกันเพียงขั้นเดียวแต่นั่นส่งผลถึงระดับลมปราณ ความเข้มข้นของพลังหยวนที่ถูกส่งออกมาการต่อสูจึงทุลักทุเลอยู่บ้าง
หนิงเฟยหลงเห็นท่าไม่ดีจึงส่งจางจิ้นสิงและลู่คงลงไปช่วยเหลือพร้อมกับทหารอีกห้าร้อยคน
จางจิ้นสิงและลู่คงเข้าร่วมการต่อสู้ทันที กลายเป็นสามต่อหนึ่งแม้ว่าลู่คงและจางจิ้นสิงจะมีพลังยุทธ์ระดับกำเนิดพลังขั้นที่หกแต่เมื่อทั้งสามร่วมมือกันก็อาจแก้ไขพลังที่ขาดหายไปได้
นายทหารผู้หนึ่งแอบลอบส่งคำสั่งให้ถอยทัพ ทหารที่ต่อสู้กับพวกโจรอยู่ก็ค่อยๆ ผละตัวออกห่างจากโจร แล้วถอยมารวมกับทหารทั้งห้าร้อยนายด้านหลังพวกโจรไม่กล้าตามติดไป ได้แต่คุมเชิงอยู่เช่นนั้น ปล่อยให้แม่ทัพโจรและขุนพลทั้งสามต่อสู้กัน
ไม่นานนักเสียงกลองก็หยุดลง เสียงระฆังดังขึ้นแทนทหารทั้งหมดถอยกลับค่ายรวมถึงจั้วหย่ง จางจิ้นสิงและลู่คงฝั่งโจรเขาตงซานก็ถอยทัพกลับเช่นกัน ศึกในวันนี้พวกมันสูญเสียไพร่พลเป็นจำนวนมากต่างจากฝั่งของหนิงเฟยหลงที่สูญเสียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
...
เมื่อจั้วหย่งกลับมาเข้ามาในค่ายก็พบว่าแม่ทัพของมันมายืนรออยู่ก่อนแล้ว“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยคงไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” จั้วหย่งเคารพอย่างทหารทว่าชายหนุ่มกลับโบกมือ และส่งเสียงหัวเราะยินดี
“ไม่เลย ๆ รองแม่ทัพ ท่านช่างองอาจสมคำร่ำลือนักผลงานในวันนี้ข้าจะจดจำให้ขึ้นใจ” หนิงเฟยหลงผายมือสุราก็ถูกส่งให้รองแม่ทัพจั้วหย่ง จางจิ้นสิงและลู่คงทันที “ดื่มให้แก่นักรบผู้กล้าเชิญ !”
“แด่นักรบผู้กล้า !” ทั้งสี่ต่างเปรมปรีดิ์ แม้ว่าไม่อาจมีชัยชนะโดยเด็ดขาดแต่ก็ไม่นับว่าพ่ายแพ้ การสูญแสของฝ่ายโจรจะนำมาซึ่งความสำเร็จในไม่ช้า
การพูดคุยดำเนินต่อไปสักพักก่อนจะพากันกลับโถงบัญชาการ
..........
“น้องสามเจ้าช่างประมาทนัก ตามไปถึงค่ายศัตรูด้วยไพร่พลเพียงพันคนหากพวกมันใจกล้าบุกออกมาทั้งค่ายเจ้าจะทำอย่างไร ?เจ้าคิดหรือไม่ว่านี่อาจเป็นกลอุบายให้เจ้าตามไป แล้วซุ่มโจมตีแต่ยังดีที่เด็กนั่นยังปัญญาน้อย จึงไม่ได้ซุ่มโจมตีเจ้าหาไม่แล้วไม่เพียงเจ้าที่จะต้องตาย กองทัพก็ยังวอดวายอีกด้วย !” หัวหน้ารองว่ากล่าวอย่างไม่พอใจ
“พี่รองข้ารู้ว่าประมาทไปหน่อย แต่ครั้งหน้าข้าจะไม่ผิดพลาดอีกพรุ่งนี้ข้าจะนำทัพไปอีกครั้ง พี่รองท่านเห็นว่าอย่างไร ?”เพ่ยเจี่ยยังรู้สึกเจ็บแค้นอยู่ เจ้าหนูพวกนั้นบังอาจสร้างความอับอายให้แก่มัน
“ไม่ พรุ่งนี้พวกเราจะไปกันทั้งหมดจะเหลือคนไว้เพียงห้าร้อยเฝ้าค่ายเท่านั้นส่วนคนของข้าอีกพันห้าและคนที่เหลือของเจ้าอีกห้าร้อยเศษให้ตามข้าไป”หัวหน้ารองขบคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “เด็ก ๆ ส่งข่าวถึงพี่ใหญ่ให้ท่านส่งทัพหนุนมาเพิ่ม ไม่แน่ว่าศึกนี้อาจยืดเยื้อ”
เพ่ยเจี่ยรีบกล่าวค้าน “พี่รองไม่เห็นต้องยุ่งยากถึงพี่ใหญ่ในคราวนี้เราต้องชนะพวกมันได้แน่ด้วยกำลังของพี่รองและข้ามีหรือจะชนะพวกมดปลวกนั่นไม่ได้หากมันไม่ออกมารบเราก็สามารถหักค่ายมันได้มิใช่หรือ ?ทั้งไพร่พลของเราก็ล้วนฝึกฝนมาอย่างดี ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้กองทัพที่พึ่งถูกฝึกมาได้ไม่ถึงเดือนนี้หรอก ถึงแม้ว่ากำลังพลจะเท่ากันก็ตาม”
“ได้ ข้าหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่อย่างไรก็ยังต้องขอกองทัพมาเสริม”
“พรุ่งนี้รุ่งสาง เราจะออกเดินทางเข้าตีค่าย และต้องตีให้แตกไม่ทำให้ค่ายโจรตงซานต้องเสียชื่อ !”
“รับคำสั่ง”
..........
โถงบัญชาการ ค่ายทหาร
หนิงเฟยหลงเรียกจงฉีเข้ามาปรึกษา“ท่านคิดว่าพรุ่งนี้พวกโจรจะบุกตีอีกหรือไม่ ?”
“ข้าน้อยคาดว่ามันจะเข้าตีอีก แต่ครั้งนี้จะทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าตี” จงฉีตอบ
“ถ้าเช่นนั้น แผนการทั้งหมดก็ถือใกล้ความสำเร็จแล้ว” หนิงเฟยหลงยิ้ม“แต่ข้ายังไม่มั่นใจเท่าใดนักท่านให้สายสืบที่เราจับกุมส่งสารลับกลับไปหาพวกมันในข้อความนั้นข้าว่าท่านรู้อยู่แล้ว”
“ขอรับ มีอะไรอีกหรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงส่ายศีรษะจงฉีจึงทำความเคารพและออกไปทำตามคำสั่ง
..........
จันทราลับขอบฟ้า ดวงตะวันลอยเลื่อน กองทัพโจรเขาตงซานกว่าสองพันเศษก็เคลื่อนพลออกจากค่าย
“รายงาน ! กองทัพโจรเขาตงซาน ยกทัพมาห่างจากค่ายสามสิบลี้แล้ว”
“รายงาน ! ห่างยี่สิบลี้...”
“...ห่างสิบลี้...”
ม้าเร็วมาส่งข่าวตลอดเวลา ทำให้ข่าวสารไม่ขาดหาย ทุกอย่างเตรียมพร้อม
“วันนี้ห้ามลงมือ ให้ตั้งค่ายรับการโจมตี”
“รับบัญชา !”
รอไม่นานนักกองทัพโจรก็มาถึงนำโดยเพ่ยเจี่ยขี่ม้านำหน้าวันนี้กองทัพที่มันยกมาดูมีระเบียบเป็นอย่างมาก ไม่ได้ดูวุ่นวายเช่นเดิมหลังจากทัพหน้ามาถึง ทัพหลักก็เคลื่อนตามเข้ามา ผู้นำคือชายผิวซีดใบหน้ารูปร่างน่าพิศวง แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความตาย
ใบหน้าขุนพลทั้งหลายดูไม่ดี รวมถึงชายหนุ่มด้วย “ไม่คิดเลยว่าคนของเขาตงซานจะมีจอมยุทธ์ระดับนี้อยู่ด้วย” นี่เป็นงานยากของมันแล้วผู้นำทัพหลักนี้มองดูก็รู้ว่าแข็งแกร่งกว่าเพ่ยเจี่ยอยู่มาก