ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 30 ชายประหลาดหน้าแผงผัก

            บทที่30

            ชายประหลาดหน้าแผงผัก

            หลังจากที่รับงานว่าจ้างในการวาดภาพจางหยวนเก็บตัวอยู่ภายในห้องเป็นเวลาสองวันเต็มๆ  โดยงานส่วนใหญ่บริเวณด้านนอกได้จัดการและเตรียมการเอาไว้ทั้งหมดแล้วไม่มีอะไรที่ต้องกังวล

            หย่งคังเป็นคนที่คอยดูแลและจัดการงานภายในสวนมีฮุ่ยหลิงและฮุ่ยหวงคอยช่วยงานก็ทำให้พอจะแบ่งเบางานภายในสวนไปได้บ้าง

            งานภายในสวนไม่มีอะไรหนักแล้วโดยงานภายในสวนถ้าจะหนักก็หนักเพียงแค่ประมาณหนึ่งวันถึงสองวันแรกที่เริ่มทำการลงเมล็ดในดินเท่านั้น 

            หลังจากที่ผ่านการลงเมล็ดภายในดินเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงแค่ขั้นตอนในการดูแล

            พวกเขาทั้งสามสามารถจัดการขั้นตอนนี้ได้โดยที่ไม่ต้องกังวลอะไร

            จางหยวนเลยถือโอกาสนี้เก็บตัวภายในห้องเพื่อลงมือสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ

            โดยก่อนที่จะเก็บตัวภายในห้องก็ได้บอกกับหย่งคังไปเรียบร้อยแล้วกำชับให้เขาดูแลงานบริเวณด้านนอก

            ตอนนี้ผ่านไป2 วันเต็มๆที่จางหยวนเก็บตัวอยู่ภายในห้องของตนเองไม่ออกมาด้านนอก

             ประตูห้องที่ถูกปิดเอาไว้เป็นเวลานานมันค่อยๆแง้มเปิดออกมาอย่างช้าๆ “ แอ๊ด!!! ”

            ก่อนที่จางหยวนจะก้าวออกมาจากภายในห้องด้วยท่าทางที่อิดโรยร่างกายของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยเน็ตบนใบหน้าแสดงออกมาอย่างชัดเจน

            หย่งคังนั่งอยู่กลางบ้านหันมองเห็นว่าประตูที่ถูกปิดเอาไว้เป็นเวลานานเปิดและจางหยวนก้าวออกมา

            ใบหน้าแสดงความยินดีแต่เมื่อมองเห็นท่าทางของจางหยวนที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าก็รีบเข้าไปถามอย่างรวดเร็ว “ เป็นอย่างไรบ้างใดถึงมีสภาพเช่นนี้หรือว่าผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมามันจะไม่สามารถใช้งานได้  ”

            จางหยวนเดินตรงไปยังบริเวณโต๊ะกลมใจกลางห้องโถงเขาหย่อนก้นนั่งลงแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพลางพูดว่า “ ไม่ใช่ๆผลงานออกมาสมบูรณ์ดี แต่ตัวของข้าเพียงแค่เหนื่อยล้าเท่านั้น  ”

            จางหยวนคิดในใจ “ ผู้ใดจะคิดล่ะว่าการใช้พู่กันนึกคิดมันจะกลืนกินพลังของร่างกายด้วย”

            “ ก็อย่างว่านั่นแหละอย่างไรก็เป็นของวิเศษการจะใช้มันโดยที่ไม่มีผลเสียคงเป็นไปไม่ได้”

            เขาเพิ่งทำกับตนเองภายในใจหลังจากที่ได้รังสรรค์ผลงานคัดย่อจนเสร็จ

            เมื่อได้รังสรรค์ผลงานชั้นยอดออกมาจนเสร็จเจอว่าร่างกายของตนเองเหนื่อยล้าเป็นพิเศษซึ่งมีสภาพเช่นนี้ 

            แต่หลังจากที่ได้ลองทำความเข้าใจกับของวิเศษชิ้นนี้ก็พอจะล่วงรู้ได้ว่ามันไม่ใช่ว่าจะสามารถใช้งานได้โดยไร้ข้อเสีย

            เพราะว่าเจ้าของชิ้นนี้การที่จะใช้งานมันมันเป็นเหมือนกับของวิเศษดูดกลืนพลังงานภายในร่างกายของมนุษย์

            หลังจากที่ใช้ติดต่อมาเป็นเวลา2 วันพบเจอว่าร่างกายของตนเองเลยนะเป็นพิเศษ

            จึงสันนิษฐานได้ว่ามันน่าจะใช้พลังงานหรือเรียกง่ายๆว่าใช้ความเหนื่อยล้าของร่างกายมาเป็นตัวทดแทนพลัง

            “ ข้ามั่นใจว่าผลงานชิ้นนี้จะต้องถูกใจนายท่านโม่อย่างแน่นอน ”

            “ ในวันพรุ่งนี้ข้าจะนำผลงานชิ้นนี้ไปส่งที่จวนตระกูลโม่  ”

            “ พรุ่งนี้อย่างนั้นหรอพรุ่งนี้เป็นวันเก็บเกี่ยวพวกผักภายในส่วนของพวกเราเจ้าจะไม่หิวช่วยงั้นรึ?” หย่งคังพูดสวนขึ้น 

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นจางหยวนก็แสดงใบหน้านึกได้ราวกับว่าตนเองลืมเกี่ยวกับเรื่องนั้นไปเลย “นั่นสินะวันพรุ่งนี้เป็นวันที่สวนของพวกเราต้องเก็บเกี่ยว”

            “ เอาเป็นว่าฝากคนไปส่งก็แล้วกัน ” ในวันเก็บเกี่ยวเป็นวันที่ต้องใช้งานร่างกายหนักเป็นอย่างมาก 

            โดยเมื่อมองดูแล้ววันที่เก็บเกี่ยวพวกผลผลิตแล้วก็พืชพันธุ์เหล่านี้เป็นวันที่ใช้งานร่างกายหนักไม่แพ้กับวันที่ลงมาเล่นเลย

            ลำพังถ้าจะให้พวกเขาทั้งสามทำงานพวกนั้นคนเดียวก็เกรงว่าจะหนักเกินไปตัดสินใจอยู่ช่วยและส่งพวกนี้ไปทางอื่น

            ….

            วันถัดมา

            ช่วงยามเช้าของวันลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้มาจากแปลงพืชผักวิญญาณเหล่านี้ด้วยตนเอง

            หลังจากที่เก็บเกี่ยวมันเสร็จสิ่งที่ต้องทำคือนำพวกมันไปขายภายในตลาดส่วนภาพวาดที่วาดเสร็จก็ฝากผู้คนที่ไว้ใจได้ไปส่งที่จวนตระกูลโม่ 

            มันเป็นเพราะว่าเขาก็ยังมีภาระแล้วก็มีงานที่ตนเองต้องรับหน้าที่นั่นคือการขายผักวิญญาณเหล่านี้ 

            หย่งคังไม่ได้ขายผักวิญญาณเป็นเพราะว่ารูปลักษณ์ของเขาที่ดูใหญ่โตแล้วเกรงว่าผู้คนมากมายภายในเมืองจะเกรงกลัว

            และเพราะแบบนั้นงานในการขายผักวิญญาณพวกนี้ก็เป็นหน้าที่ของจางหยวนแล้วก็เด็กทั้งสองนำมาขายภายในเมือง

            วันนี้แผงขายผักวิญญาณก็ยังคงครึกครื้นเช่นเดิมผู้คนมากมายมาต่อแถวเพื่อซื้อผักวิญญาณเหล่านี้ยาวจนปิดถนนไม่ได้แตกต่างจากทุกวัน 

            ในตอนแรกแรกผู้คนภายในเมืองก็รู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดผู้คนถึงมาต่อแถวยาวเช่นนี้ 

            แต่หลังจากที่มาขายผักวิญญาณหลายต่อหลายครั้งเข้าผู้คนภายในเมืองก็มองเห็นภาพนี้จนชินตาไปแล้ว 

            มันเลยกลายเป็นเรื่องปกติของถนนเส้นนี้ไปเรียบร้อยแล้วที่จะมีผู้คนมากมายต่อแถวยาวจนปิดถนน 

            การค้าขายผักวิญญาณแต่ละรอบผลผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในตอนนี้มันก็ยังไม่เพียงพอกับผู้คนทั้งหมดภายในเมือง 

            เมืองแห่งนี้มันเป็นเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงเพราะแบบนั้นผู้คนและประชากรภายในเมืองเลยมีเยอะ 

            เมื่อมีผู้คนภายในเมืองเยอะขึ้นเรื่อยๆมันก็ทำให้ความต้องการมากขึ้น

            จางหยวนมีความคิดว่าอยากจะขยายพื้นที่ในการเพาะปลูกของตนเองถ้าสามารถขยับขยายพื้นที่ได้มันก็จะทำให้เขามีกำไรมากขึ้น 

            แต่มันติดอยู่ตรงที่ว่าเขาไม่มีที่ดินไม่มีเงินทุนจะจ้างแรงงานมากขนาดนั้น

            เริ่มตั้งตัวจากที่ตนเองไม่มีอะไรเลยเพราะแบบนั้นจึงกล่าวได้ช้ากว่าผู้อื่นเช่นนี้แต่ก้าวไปเรื่อยๆเขาก็คิดว่าเขาก็น่าจะสามารถขยับขยายธุรกิจของตนเองได้เช่นเดียวกัน 

            จางหยวนเริ่มเป็นที่รู้จักกับเหล่าชาวเมืองมากขึ้นจากการขายผักวิญญาณของเขา

            โดยในตอนแรกผู้คนภายในเมืองไม่ได้สนใจเขาสักเท่าไหร่เป็นเพราะว่าเขาเป็นคนพิการ

            แต่ในตอนนี้เมื่อขายผักวิญญาณและเริ่มพูดคุยกับผู้คนมากขึ้นผู้คนภายในเมืองก็ยิ่งรู้จักแล้วก็เห็นว่าเขาเป็นคนนิสัยดี 

            ชื่อเสียงของจางหยวนในตอนนี้ภายในเมืองเต็มไปด้วยชื่อเสียงด้านบวก  

            ซึ่งมันเป็นการดีกับในอนาคตที่จะเริ่มธุรกิจถัดไปที่จะสามารถทำกำไรให้ตนเองได้ 

            ในขณะที่กำลังขายผักวิญญาณอยู่นั้นผักวิญญาณที่ขายกำลังจะหมดมีลูกค้าคนนึงเดินเข้ามาด้านหน้า

            จางหยวนเงยหน้าของตนเองเล็กน้อยมองลูกค้าคนถัดไปที่จะเข้ามาซื้อ 

            เมื่อมองตรงไปก็ต้องหยุดชะงักคนที่อยู่ด้านหน้าเป็นชายร่างกายใหญ่โตเขาไม่เคยพบเห็นคนพูดนี้มาก่อนมันยืนสง่าผิวด้านหน้าแผงผักและใช้ดวงตาเคร่งขรึมจ้องมองมาที่จางหยวน

            จางหยวนแสดงใบหน้าสงสัยเขาไม่หลบสายตามัน ใช้ดวงตามองกลับไปแล้วก็ถามขึ้น “ ท่านต้องการผักชนิดใดงั้นรึขอรับผักเหล่านี้มีจำนวนการขายจำกัดเพราะแบบนั้นเลือกผักที่ตนเองชอบเท่านั้นนะขอรับ”

            จางหยวนเอ่ยทักทายกับลูกค้าตามปกติอย่างเช่นทุกคน

            คนผู้นั้นกวาดสายตามองบนแผงผักก่อนที่มันจะถามขึ้นมา “ เจ้าขายผักวิญญาณเหล่านี้ให้กับตระกูลโม่งั้นรึ?”

            มันถามขึ้นมาจางหยวนแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจังมองตรงไปที่มันพร้อมสงสัย “ ไม่ทราบว่านายท่านมีเรื่องนั้นได้อย่างไร”

            เกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายและสัญญาที่จะส่งผักสองส่วนให้กับตระกูลโม่แทบจะไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้เลย 

            แต่ผู้ที่อยู่ด้านหน้ากับรู้เรื่องนี้จางหยวนเลยสงสัยว่ามันเอาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาจากที่ไหนกันแน่ 

            เขายิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีกถึงตัวตนของชายร่างกายใหญ่โตผู้นี้ว่าเป็นผู้ใดเขาไม่เคยคุ้นหน้าคุ้นตามันมาก่อนแล้วไม่ได้รู้จักสนิทสนมเป็นส่วนตัว 

            “ นายท่านของข้าอยากพบเจ้า ” มันกล่าวออกมาแบบนั้นพร้อมกับมองตรงมาที่จางหยวน

            จางหยวนมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดจึงสวนกลับไปอย่างรวดเร็ว  “ ขออภัยนายท่านแล้วตอนนี้ข้ากำลังขายผักอยู่ไม่ว่างพบเจอผู้ใดทั้งสิ้น”

            “ ถ้าท่านอยากจะพบข้าก็เชิญรอจนค้าขายผักเหล่านี้จนหมดก่อนตอนนี้เหล่าลูกค้าด้านหลังของท่านกำลังไม่พึงพอใจ ”

            จางหยวนพูดออกมาแบบนั้นทำให้มันหันไปมองด้านหลังดวงตาของลูกค้าที่ต่อแถวอยู่กำลังใช้ดวงตาจ้องมองมาที่ชายที่ขวางหน้าตนเองผู้นี้ 

            เมื่อโดนแรงกดดันด้วยสายตามันจึงเคลื่อนที่ร่างกายของตนเองออกจากแถวแล้วไปยืนรอข้างๆอย่างเงียบๆ

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง ที่คุณอ่าน