ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๑๒ นางเซียนน้อย (re-edition)

            อุทัยยืนมองดูเหตุการณ์ ยอดยุทธ์ผู้มาใหม่แสดงสิทธิเป็นเจ้าของหมูป่าอีกคน วานชุกงัดเขี้ยวเพชรออกมาได้อันหนึ่ง ก็ลุกขึ้นยืนประจันหน้า

            วานชุกกล่าวว่า “เจ้านี่เอง พวกต่ำต้อยจากชุมนุมเจ็ดสังหาร .. อย่ามาตู่ว่าหมูตัวนี้เป็นของเจ้า”

            ผู้มามีนาม ‘หว่าไฉ่’ จากชุมนุมเจ็ดสังหาร มันยังยืนกรานกล่าว “เจ้านักพรตชุบมือเปิบ ลูกดอกของข้ายังตรึงอยู่ในตูดของหมูป่าตัวนี้ .. มันตายเพราะฝีมือข้า”

            เมื่อพิจารณาดูก็พบเห็นลูกดอกปักอยู่กับสะโพกของซากหมูป่าจริงๆ

            วานชุกกล่าว “บาดแผลเล็กน้อยเช่นนี้ยังกล้ายกมากล่าวอ้าง มันตายเพราะกระบี่ของข้าต่างหาก เจ้าดูบาดแผลนี้ของมัน” แล้วชี้ให้ดูบาดแผลฉกรรจ์ที่หลังคอของซากหมูป่า

            หว่าไฉ่แย้งทันที “ถึงแม้ไม่มีกระบี่ของเจ้า เจ้าหมูป่าตัวนี้ก็ต้องตายเพราะลูกดอกของข้าในไม่ช้า” แล้วจึงใช้แว่นทิพย์ของมันตรวจสอบซากหมูป่า “บัดซบ ! .. เจ้า .. เจ้าดูดพลังมันไปหมดแล้ว”

            ฮ่า ฮ่า .. วานชุกหัวเราะร่า กล่าวว่า “ก็มันเป็นหมูของข้า ข้าจะทำอะไรมันก็เรื่องของข้า”

            ทั้งสองต่างยืนยันว่าตนเป็นผู้สังหารหมูป่าตัวนี้ อุทัยใช้ผลึกแว่นทิพย์ส่องหว่าไฉ่ .. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๔๑ จุด’

            อุทัยกล่าวขึ้นว่า “คนผู้นั้นมีพลังสี่สิบเอ็ดจุด” .. ส่องไปส่องมามันเผลอนำผลึกแว่นทิพย์มาแนบชิดกับเบ้าตา ทันใดนั้นผลึกแว่นทิพย์ก็หายไปในลูกตาซ้าย .. วาบบบบบบบ !!!

            เฮ้ยยยย !!! อุทัยร้องออกมา กล่าวอย่างตกใจ “ผลึก .. ผลึก .. ผลึกเข้าตาข้า”

            อุทัยนั่งลงนำมือกุมที่ลูกตาของมัน เจ้าเวรุงกะและเจ้ามังกรน้อยกรูเข้ามาสำรวจในทันใด เจ้าเวรุงกะอุทาน “หา .. ผลึกนั้นหายเข้าลูกตาไปแล้ว ..”

            ระหว่างที่กำลังมุ่งความสนใจอยู่กับดวงตาอุทัย ก็มีสายลมพัดมาหอบหนึ่ง .. กลิ่นหอมอันอ่อนโยนโชยมากระทบจมูก ห่างไปราวสิบห้าก้าวพบบุคคลผู้หนึ่งยืนอยู่

            อุทัยเงยหน้ามองถึงกับตาค้าง ที่เบื้องหน้ายืนอยู่ด้วยสตรีอายุราวสิบแปดปี นางสวมงอบไม้ไผ่มีผ้าขาวบางประดับอยู่รอบ รูปร่างสูงโปร่งสมส่วน อยู่ในชุดสีขาวยาวเข้ารูปสะพายกระบี่ไว้ด้านหลัง

            ชายผ้าพลิ้วตามแรงลม ผ้าขาวบางเผยอเห็นวงหน้าเพียงรำไร ทั้งหมดประกอบเป็นความงามอันพิสุทธิ์เหนือโลกหล้า

            อุทัยไม่สามารถละสายตาจากสตรีนางนี้ .. ผลึกแว่นทิพย์ในลูกตายังคงทำงาน .. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๘๒ จุด’

            พลังแปดสิบสองจุด .. อุทัยตาแทบเหลือก สตรีผู้นี้คือ ‘อุษา’ ฉายากระบี่กระจ่างจิต แห่งเรือนจิตจำรัส

            อุษายืนนิ่งมองไปยังซากหมูป่า กล่าวขึ้นว่า “.. เหตุใดต้องสังหารมันด้วย”

            น้ำเสียงใสราวระฆังแก้ว แต่แฝงพลังวัตรอันหนักแน่น นางกล่าวต่อ “การประลองอันบ้าเลือด เพียงเห็นสรรพสัตว์เป็นเพียงเครื่องเล่น”

            .. ทั้งสามเหม่อมองมายังนาง อุทัยเผลอรำพึง “นอกจากรูปโฉมจะงามงด .. จิตใจของนางก็งดงามไม่แพ้กัน ..”

            .. เจ้ามังกรน้อยก็แอบชื่นชม .. “แม่คุณ ช่างประเสริฐแท้ ..”

            .. ส่วนเจ้าเวรุงกะส่งสายตาวิบวับ .. “โอ่ววว พระแม่โพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดเป็นแน่แล้ว”

            อุษากล่าวต่อ “ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าของมัน มิสมควรมาตายเช่นนี้”

            .. เจ้ามังกรน้อยยิ้ม .. “ถูกต้อง .. กล่าวได้ถูกต้อง ..”

            .. ส่วนเจ้าเวรุงกะตาหวานเยิ้ม .. “ถูกแล้ว .. แม่นางกล่าวถูกแล้ว”

            .. อุทัยถูกความงามของอุษาสะกดจนวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง

            อุษาถูกสายตาจ้องมองจนต้องกล่าว “ใช่ท่าน .. จ้องมองนานเกินไปหรือไม่” .. แล้วจึงหันกลับมายังอุทัย

            ทั้งสามสะดุ้งเบาๆ ทำเฉไฉมองไปทางอื่น อุทัยเรียกวิญญาณที่หลุดลอยกลับคืนมา รีบกล่าวโดยไม่ยั้งคิดว่า “พวกมันเป็นเพียงสัตว์ตัวน้อย จะสังหารสักสองสามตัว ก็ไม่เห็นเป็นไร” .. อุ๊บบบ ! หลุดปาก .. มันรีบนำมือปิดปากในบัดดล

            อุษาเดินเข้ามา นางกล่าวกับอุทัยว่า “ท่านคงเป็นผู้มีจิตใจหยาบช้า จึงเห็นชีวิตผู้อื่นไร้ซึ่งความสำคัญ”

            .. เจ้ามังกรน้อย .. “ใช่ .. เจ้าโล้นผู้นี้ก็เป็นเช่นนี้เอง”

            .. ส่วนเจ้าเวรุงกะ .. “ถูกต้อง .. มันผู้นี้จิตใจโหดร้าย มันมิใช่บุคคลดีงาม”

            อ่าว เจ้าสองตัวนี้ .. อุทัยรีบกล่าว “ช้าก่อน ข้ามิได้หมายความว่าเช่นนั้น .. ข้า ..”

            “เจริญพร ..” อุทัยยังไม่ทันกล่าวจบก็มีเสียงบุรุษดังสอดขึ้น เมื่อหันไปมองพบเห็นนักบวชศีรษะล้านผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามา

            นักบวชผู้นี้รูปร่างใหญ่แข็งแรงครองจีวรสีม่วงดำ ที่คอห้อยประคำเส้นยาว มือซ้ายพนมอยู่กลางอก มือขวาถือคฑาขักขระทองเหลืองสูงเกือบสี่ศอก ปลายเป็นสามห่วงใหญ่ และมีห่วงทองเหลืองเล็กๆ คล้องเอาไว้ ยามเคลื่อนไหวส่งเสียง .. กรุ๊ง กริ๊ง ..

            ใบหน้าของมันเป็นเหลี่ยมสัน สวมอุปกรณ์ผลึกแว่นทิพย์ ปากกว้างประดับด้วยรอยยิ้มกล่าวว่า “ประสก .. อย่าไปตำหนิผู้ที่ยังวนเวียนอยู่ในบาปเลย ..”

            อุษาหันมาคารวะนักบวชผู้นั้น กล่าวว่า “เป็นท่านวัชระนั่นเอง” .. ผู้มาคือนักบวชวัชระ ยอดยุทธ์จากวัดมหาธรรมจักร

            “เจริญพร ..” นักบวชวัชระกล่าว .. ผลึกแว่นทิพย์ในลูกตาของอุทัยแสดงผล .. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๕๑ จุด’

            นักบวชวัชระกล่าวต่อ “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แม่นางอย่าได้ยึดติด ..”

            อุษากล่าว “ข้าเพียงเห็นว่านี่เป็นการไม่ยุติธรรม สรรพสัตว์เหล่านั้นไม่สมควรตายด้วยการละเล่นของพวกเรา”

            นักบวชวัชระกล่าว “อาตมาก็คิดเห็นเช่นแม่นาง .. นับถือ นับถือ ..”

            อุษากล่าว “ถึงแม้จะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปขัดขวาง .. ได้แต่ยืนมองอยู่เช่นนี้ ..”

            นักบวชวัชระกล่าวชื่นชม “แม่นางช่างมีจิตใจประเสริฐ .. นับถือ นับถือ ..”

            .. นับถือ นับถือ .. อันใด .. อุทัยเห็นแท่งผลึกมนตร์ของนักบวชผู้นี้ส่งแสงวิบวับ .. มันคงสังหารสัตว์เทวะในดินแดนนี้มาหลายตัวแล้ว

            นักบวชวัชระมองอุทัยผ่านผลึกแว่นทิพย์ .. มันแอบยิ้มมุมปากเมื่อได้เห็นพลังอันน้อยนิดของอุทัย ต่อมาสายตาก็เลื่อนมาจับจ้องที่เจ้าเวรุงกะ และเจ้ามังกรน้อย

            วัชระกล่าว “เจ้าตัวแดงๆ นี่ตัวอันใด .. อย่าบอกนะว่าคือลูกมังกร มีพลังระดับหนึ่ง .. ส่วนวานรตัวนี้ก็มีพลังเพียงระดับหนึ่งเช่นกัน”

            อุษาหยิบผลึกแว่นทิพย์ออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง แล้วจึงนำมาส่องสำรวจ .. นางยิ้มกริ่มเมื่อได้เห็นระดับพลังของอุทัย แล้วจึงส่องเจ้าเวรุงกะ จนมาหยุดอยู่ที่เจ้ามังกรน้อย

            อุษากล่าวว่า “คงเป็นมังกรอย่างที่ท่านว่า มันมีพลังระดับหนึ่งจริงๆ ..”

            อุทัยเริ่มแปลกใจ .. ผลึกแว่นทิพย์ของทั้งสองมิได้แสดงรายละเอียดของเผ่าพันธุ์ของเจ้ามังกรหรือ?

            นักบวชวัชระมองไปยังวานชุกและหว่าไฉ่ กล่าวขึ้นว่า “แล้วนั้น .. พวกมันทั้งสองกำลังทำอันใดกัน”

            อุษากล่าว “ทั้งสองยังตกลงกันไม่ได้ว่า หมูป่าตัวนั้นสมควรเป็นของใคร ..” แล้วจึงถอนใจคราหนึ่ง .. เฮ้ออออ

            วานชุกและหว่าไฉ่กำลังถกเถียงกันอยู่ ต่างไม่มีใครยอมใคร ทำท่าจะลงไม้ลงมือต่อยตีกันแล้ว .. นักบวชวัชระแสดงท่าทีอันสูงส่งทอดถอนใจ กล่าวว่า “มนุษย์ .. หนอ มนุษย์ ..”

            อุทัยจ้องมองหมูป่า กล่าวขึ้นว่า “เจ้าหมูตัวนั้น ตัวโตยิ่ง ดูขาของมัน ..” .. จ๊อกกกก ! อยู่ๆ ท้องของอุทัยก็ร้องเสียงดังอย่างไร้มารยาท .. วิ่งหนีมังกรทั้งคืน ยังไม่มีสิ่งใดตกลงท้องเลย

            อุษาส่ายหน้าหนี ส่วนนักบวชวัชระกล่าว “นี่ก็ .. มนุษย์ หนอ มนุษย์ ..”

            อุทัยยิ้มเจื่อน .. แต่แล้วมันต้องทะลึ่งตัวพรวด ลุกขึ้นยืนมองไปยังป่าหญ้ารกทึบที่อยู่ไกลออกไป

            .. มีบางอย่างกำลังตรงมาทางนี้

            .. เสียงสวบสาบดังสนั่น ราวมีบางสิ่งกำลังไถลตัวเบียดทับต้นหญ้า

            .. ต้นหญ้าล้มลู่คดเคี้ยวเป็นทางยาว บางสิ่งเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินบรรยาย

            เจ้าสิ่งนี้มีลำตัวยาวปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีน้ำตาลแก่ .. มาถึงก็ยกลำคอขึ้นสูงกว่าสิบห้าศอก ดวงตาสีแสดอยู่บนหัวขนาดเท่าเกวียน ปากสีแดงอ้ากว้าง เขี้ยวทั้งสี่โค้งงอ ลิ้นสองแฉกตวัดไปมา

            อุษายังรักษาความเยือกเย็นไว้ ส่วนนักบวชวัชระเสียกิริยาร้องตะโกนขึ้นว่า “นั่น .. งู .. งูยักษ์ ..”

            เฮ่ยยย .. เสียงของวานชุกและหว่าไฉ่อุทาน พวกมันกระโดดฉากถอยออกโดยบัดดล เป็นเวลาเดียวกันกับงูยักษ์ตัวนั้นฉกลงมา

            .. งับ ! ปากอันใหญ่โตของเจ้างูยักษ์งับซากหมูป่า แล้วยกหัวชูส่ายขึ้น สายตาอันดุร้ายจ้องมองทั้งสองอย่างไม่วางตา

            จ๊ากกกก ! เจ้าเวรุงกะและมังกรน้อยสะดุ้งโหยง

            ผลึกแว่นทิพย์ในตาอุทัยแสดงผล .. ‘อนาคอน - ระดับพลัง ๑๗๖ จุด’

            นักบวชวัชระยิ้มกริ่ม มันสะกิดเท้าพุ่งกายลงจากเนินเขาในบัดดล ปากร่ำร้องหัวเราะ “ฮา ฮา .. เจ้างูตัวใหญ่นี้ ต้องเป็นของข้า ..”

            งูอนาคอนคาบซากหมูป่า ส่งเสียงขู่ดัง .. ฟ่อ ฟ่อ

            นักบวชวัชระมาถึงก็ร้อง “ว๊าวว .. ระดับพลังร้อยเจ็ดสิบ .. เจ้าเดียรัจฉานเสร็จข้าแน่ ..”

            อุทัยอ้าปากหวอ .. อ่าว ! ท่านนักบวชผู้ทรงศีล ..

            นักบวชหนุ่มดีใจราวพบขุมสมบัติ มันกระโดดลอยตัวเข้าหา เหวี่ยงฟาดคฑาขักขระทองเหลืองออก ปรากฏปราณสังหารสีเหลืองพุ่งเข้าใส่เจ้างูอนาคอน

            .. เปรี้ยง ! ปราณสังหารปะทะถูกหัวงูอย่างจัง

            แต่พลังปราณไม่ระคายเกล็ดหนาของเจ้างูอนาคอนแม้เพียงน้อย มันจ้องมองนักบวชหนุ่มอย่างอาฆาตส่งเสียงขู่ดัง .. ฟ่อ ฟ่อ ฟ่อ

            งูอนาคอนทิ้งซากหมูป่า พุ่งกายเข้าฉกนักบวชวัชระโดยทันใด !

            นักบวชวัชระก็ไม่เกรงกลัว บรรจุพลังลงคฑาขักขระทองเหลืองฟาดใส่เจ้างูยักษ์

            .. เปรี๊ยงงง ! ปราณสังหารสีเหลืองปะทะกับงูยักษ์อนาคอน

            เจ้างูยักษ์เพียงชะงักเล็กน้อย ส่วนนักบวชหนุ่มกลับเสียท่าถูกกระแทกถอยม้วนไปไกลกว่าสิบก้าว

            ฟ่อ ฟ่อ ฟ่อ .. งูอนาคอนฉีกปากแดงกว้าง เขี้ยวทั้งสี่แหลมโค้งยาว กำลังจะพุ่งกายเข้าฉกใส่นักบวชอีกครั้ง

            แต่กลับมีร่างของสตรีนางหนึ่งมาปรากฏอยู่ตรงหน้า .. เป็นอุษามายืนขวางเอาไว้

            อุษายืนอย่างสงบ จิตอันใสกระจ่างของนางแผ่พลังปราณอันพิสุทธิ์ แผงความเมตตาอย่างลึกล้ำ

            พลังปราณอันสดใสสะกดจนเจ้างูยักษ์ชูหัวมองอุษาอย่างตะลึงงัน ชั่วครู่ดวงตาอาฆาตแปรเปลี่ยนไป มันแลบลิ้นสองแฉกส่ายหัวไปมา

            .. แล้วจึงฉกงับซากหมูป่าหันหัวเลื่อยกลับไปยังป่าหญ้าที่มันมาเมื่อครู่

            นักบวชวัชระลุกขึ้นยืนปัดเศษผงตามจีวร มันหันมามองอุษาคราหนึ่ง แล้วจึงพุ่งกายตามติดงูยักษ์ไป ส่วนวานชุกและหว่าไฉ่เมื่อได้สติก็กระโดดตามไปด้วยเช่นกัน

            เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อุษายืนมองทั้งสามพุ่งกายหายไปในป่าหญ้า ส่วนอุทัยก็ติดตามลงมายืนดูอย่างสงบเสงี่ยม

            อุษาหันถามอุทัยว่า “เจ้าไม่ตามพวกมันไปล่างูยักษ์หรอกหรือ”

            อุทัยไม่สามารถกล่าววาจา .. เมื่อมองจากระยะใกล้ ผ้าขาวบางเบามิอาจปิดบังโฉมอันงามสะคราญเอาไว้ได้

            ใบหน้าเรียวมนแก้มผุดผาด จมูกโด่งได้รูปรับกับริมฝีปากเรียวบางอมชมพู ดวงตากลมโตส่งประกายราวดวงดาวระยิบ

            สายลมพัดโชย ชายชุดขาวของนางสะบัดพลิ้ว ท่วงท่าลักษณะแผงความเมตตาเที่ยงธรรม ทั้งยังประกอบด้วยเสน่ห์ที่ทำอุทัยหยุดลืมหายใจ

            อุษาถูกมองจนต้องกล่าวว่า “นี่เจ้า จ้องมองผู้อื่นอีกแล้ว”

            อุทัยสะดุ้ง รีบกล่าวกลบเกลื่อนว่า “.. แม่นางเซียน ท่านทำให้ข้าคิดถึง สตรีผู้หนึ่ง”

            อุษาหยุดรับฟัง อุทัยกล่าวต่อ “ท่าน ทำให้ข้าคิดถึงพี่สาวของข้า หากพวกนางยังคงอยู่ คงจะรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน ..”

            อุษาหัวเราะคิก กล่าวว่า “นี่เจ้าก็มีพี่สาวด้วยหรือ”

            อุทัยกล่าว “ถูกต้อง .. มิได้พบเจอพวกนางมาหลายปีแล้ว มิรู้ป่านนี้จะมีชีวิตเช่นไร”

            อุทัยมิได้กล่าวปด ด้วยท่วงท่าเปี่ยมเมตตาของนางทำให้มันคำนึงถึงชีวิตในวัยเด็ก ช่วงเวลาสงครามอันรันทดมันได้รับการดูแลจากครอบครัวผู้เป็นสหายของบิดา

            อื่มมม .. อุษาพยักหน้า กล่าวต่อ “เจ้ามีนามว่าอุทัยใช่หรือไม่ .. อุทัย อิ่มโอชา .. สำนักของเจ้า ข้ามิเคยได้ยินมาก่อน”

            จะเคยได้ยินได้อย่างไร อิ่มโอชา คือร้านอาหาร .. อุทัยกล่าว “สำนักอันจิ๊บจ้อย .. วิชายุทธ์ไม่เท่าใด แต่ถนัดเรื่องการปรุงอาหารเป็นหลัก”

            คิ คิ .. อุษาหัวเราะ “เจ้านี่ เข้าใจกล่าววาจา”

            อุทัยกล่าว “แม่นางเซียนไม่เชื่อหรือ .. ข้าพอมีฝีมือปรุงอาหารอยู่บ้าง ท่านจะลองดูหรือไม่ ..”

            คำแม่นางเซียน สองคำก็แม่นางเซียน .. อุษาถูกยกยอจนตัวลอย .. อุทัยกล่าวต่อ “.. แต่หมูตัวนั้นไม่อยู่แล้ว”

            อุษากล่าว “ขอเป็นผัดผักได้หรือไม่ ข้าไม่บริโภคเนื้อสัตว์ .. และข้าไม่สังหารสรรพสัตว์ด้วย ..”

            อุทัยกล่าวด้วยความสงสัย “.. ไม่ฆ่าสัตว์ แล้วท่านจะเก็บแต้มได้อย่างไร”

            อุษากล่าว “ตั้งแต่มายังดินแดนนี้ ยังไม่สามารถทำคะแนนได้เลย”

            อุทัยถาม “.. แม่นางเซียนไม่ต้องการ ติดลำดับในการแข่งขันหรอกหรือ ..”

            อุษาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หากจะตัดสินด้วยการสังหารสัตว์เหล่านั้น ข้าก็อยู่รั้งท้ายก็แล้วกัน ..”

            อุทัยอ้าปากค้าง .. หรือนางจะเป็นนางเซียนจริงๆ ..

            อุษาก็หยุดวาจาลง .. ธรรมดานางเป็นคนพูดน้อย แต่กับบุคคลผู้นี้ .. ใช่นาง สิ้นเปลืองวาจาเกินไปหรือไม่

            สายตาของอุษามองเจ้าเวรุงกะ และมาหยุดอยู่ที่เจ้ามังกรน้อย กล่าวถามว่า “มังกร .. เป็นมังกรปราณจากป้ายมังกรเหินหรือ .."

            เจ้ามังกรน้อยยิ้มแฉ่ง รีบเข้ามาเสนอหน้าในทันใด “ใช่แล้ว .. ข้าคือจิตมังกร .. แม่นางน้อยช่างสายตาหลักแหลม ..”

            ส่วนเจ้าเวรุงกะก็ไม่รอช้า เข้ามานำเสนอเช่นกัน “เจี๊ยก .. นางเซียน ข้าชื่อเวรุงกะ ..”

            อุษาไม่เข้าใจวาจาพวกมัน แต่นางยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู “ทั้งสองตัว ช่างน่ารัก น่าชัง”

            อุทัยแสดงสีหน้าหมั่นไส้ กล่าวว่า “ถูกต้อง .. เจ้าวานรชีกอคือลูกน้องอันไร้ประโยชน์ของข้า ส่วนจิตมังกรตนนี้ออกมาจากป้ายมังกรเหินนั่น”

            อุทัยถามต่อ “ผลึกแว่นของแม่นางเซียน มิได้แสดงหรอกหรือ ..”

            อุษาหาได้สนใจคำถามไม่ หันไปเล่นกับทั้งสองตัว กล่าวว่า “.. เจ้าชื่ออันใดเจ้ามังกรน้อย .. แล้วเจ้าลูกวานรนี่หล่ะ .. อิ อิ”

            อุทัยเริ่มสงสัย หรือผลึกแว่นทิพย์ที่แต่ละคนได้รับ จะมีประสิทธิภาพไม่เท่ากัน .. ดูอย่างเจ้านักบวชหนุ่มผู้นั้น ต้องเข้าไปใกล้จึงสามารถอ่านระดับพลัง .. ส่วนของแม่นางเซียนก็มิได้ระบุเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต

            ระหว่างที่อุทัยครุ่นคิด ก็มีเสียงกรีดร้องของสตรีดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก .. กรี๊ดดดดดดด !!!

            “เกิดอันใดขึ้น ..” อุษาอุทาน มองหาที่มาของเสียง

            “เสียงมาจากทางด้านโน้น” อุทัยกล่าว ต้นเสียงดังมาจากป่าอีกทิศหนึ่ง

            อุษาไม่รอช้ารับพุ่งกายไปด้วยความเร็ว อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงติดตามไปด้วย

            ทั้งสองกระโดดลงจากเนินเขา ผ่านผืนหญ้าเขียวขจี ตรงไปยังป่าโปร่งกำลังมีการเคลื่อนไหว

            เมื่อโผล่ออกไปพบเห็นสตรีน้อยชุดแดง ถูกสัตว์ลักษณะเช่นสุนัขป่าตัวโตกว่ายี่สิบตัวล้อมกรอบเอาไว้ .. อุทัยจดจำได้ .. เป็นนางนั่นเอง ..

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน