ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 58 ศิษย์เอกคณบดี อันดับหนึ่งของรุ่น!

            เมื่อเหลือบมองชายทั้งสองแล้วเห็นสีหน้าที่เริ่มเปลี่ยนไปมุมปากของคณบดีหลี่ก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยท่าทีของผู้ถือไพ่เหนือกว่า

            เจ้าพวกบ้าพลังสองคนนี้วันๆ เอาแต่ใช้กำลัง คิดว่าแค่ทุ่มเงินจะทำให้เจียงจืออวี๋หวั่นไหวได้งั้นเหรอ

            แต่ไม่รู้เลยว่าเขานี่แหละคือพวกใช้สมอง

            การดึงเจียงจืออวี๋เข้าคณะของตัวเองมันจะมีประโยชน์อะไรดูเหมือนจะได้ครอบครองทุกอย่างก็จริง

            แต่ความจริงแล้วพอเจอหน้ากันเจียงจืออวี๋ก็คงเรียกได้แค่ ‘คณบดี’เท่านั้น

            คำว่าคณบดีกับคำว่าอาจารย์...ช่องว่างระหว่างสองคำนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ เลยนะ

            พวกนายอยากแย่งก็แย่งไปเถอะไม่ว่าเจียงจืออวี๋จะกลายเป็นคนของคณะไหนสุดท้ายเธอก็ต้องเป็นนักเรียนของเขาอยู่ดี

            และไม่ว่าเจียงจืออวี๋จะเติบโตไปถึงระดับไหนความสำเร็จนั้นย่อมถูกนับรวมมาที่เขาคนเดียว

            แน่นอนว่าตั้งแต่ต้นจนจบคณบดีหลี่ไม่เคยคิดเลยว่าเจียงจืออวี๋จะปฏิเสธการเป็นนักเรียนของเขา

            นักศึกษาทั่วไปที่เข้าสุ่ยมู่อาจารย์ผู้สอนมักจะอยู่ในระดับแม่ทัพยุทธ์ส่วนพวกที่มีพรสวรรค์สูงขึ้นมาหน่อยจะถูกอาจารย์ระดับโหวแห่งยุทธ์เลือกตัวไปและพวกระดับหัวกะทิที่สุดเท่านั้นถึงจะเข้าตาอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษหรือก็คืออาจารย์ที่มีพลังรบระดับโหวแห่งยุทธ์ระดับสูง

            ขนาดหลี่ฉางหมิงที่หลายปีจะโผล่มาสักคนในสุ่ยมู่ก็ยังได้เป็นแค่ลูกศิษย์ของรองคณบดีคณะเวทมนตร์เท่านั้น

            ในสถานการณ์เช่นนี้การที่เขาในฐานะคณบดีออกหน้ามาทาบทามด้วยตัวเอง แถมยังรับเป็นศิษย์เอกสืบทอดวิชาขอเพียงเจียงจืออวี๋ไม่ได้โง่เขลา เธอไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน

            เพราะสิ่งที่คำว่าศิษย์เอกเป็นตัวแทนคือการสืบทอดวิชาทั้งหมดเป็นการบ่มเพาะแบบไม่ปิดบัง ทั้งเคล็ดวิชา ทรัพยากร และเส้นสายความสัมพันธ์ต่างๆ

            พูดง่ายๆคือขอแค่เป็นสิ่งที่เขามี และเป็นสิ่งที่เจียงจืออวี๋ต้องการเขาจะทุ่มสุดตัวเพื่อหามาให้

            เมื่อเทียบกับไอ้น้ำค้างทิพย์เก้าโคจรหรือแก่นหยกเลือดมังกรนั่นแล้ว ของพวกนั้นมันจืดชืดไปเลยไม่ใช่หรือไง

            นี่คือสาเหตุที่คณบดีจี้และคณบดีเฉียนสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำนั้น

            เพราะพวกเขารู้ดีว่าของที่ตัวเองควักออกมาเทียบไม่ได้เลยกับชื่อเสียงและผลประโยชน์จริงๆที่จะได้จากการเป็นศิษย์เอกของราชันยุทธ์

            แต่ทำแบบนี้มันจะเหมาะสมจริงๆเหรอ?

            ทั้งคู่สบตากันเพียงครู่เดียวก่อนจะได้คำตอบในทันที

            คุ้ม...โคตรคุ้มเลย!

            จากสิ่งที่เจียงจืออวี๋แสดงออกมาขอเพียงไม่ดับสูญไประหว่างทางอนาคตที่เธอจะบรรลุระดับราชันยุทธ์นั้นไม่มีอะไรน่าสงสัยเลยสักนิด

            แม้แต่การจะก้าวข้ามความสำเร็จที่พวกเขามีอยู่ในตอนนี้ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น

            จริงอยู่ที่พวกเขาเป็นคณบดีแต่พวกเขาก็ไต่เต้ามาจากตำแหน่งอาจารย์ทีละระดับ การสั่งสอนนักศึกษาย่อมเป็นหน้าที่หลักอยู่แล้ว

            และขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์มีใครบ้างที่ไม่ปรารถนาให้ศิษย์ของตนเก่งกล้าสามารถจนเหนือกว่าผู้เป็นอาจารย์?

            ยิ่งไปกว่านั้นด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ต่อให้ในอนาคตเจียงจืออวี๋จะมีพละกำลังเหนือกว่าพวกเขาเธอก็ยังต้องเรียกพวกเขาว่าอาจารย์อยู่ดี!

            ไม่ได้การจะปล่อยให้เจ้าคนแซ่หลี่ฮุบผลประโยชน์ไปคนเดียวไม่ได้!

            ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของทั้งคู่พร้อมกันจากนั้น...

            “ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ฉันก็ขอตามด้วยคน อีกสามเดือนข้างหน้าอันดับหนึ่งของหอพิชิตดาวรุ่นใหม่ จะได้รับสิทธิ์เป็นศิษย์เอกของฉันเช่นกัน”

            “ฉันด้วย”

            คณบดีจี้และคณบดีเฉียนชิงกันปล่อยโควตาศิษย์เอกของตนออกมาไล่เลี่ยกัน

            อะไรนะ!คณบดีทั้งสามท่านจะรับศิษย์เอกพร้อมกันงั้นเหรอ?

            เมื่อได้ยินคำพูดของทั้งสามเหล่านักศึกษาใหม่ของสุ่ยมู่ที่อยู่ด้านหลังก็ตื่นเต้นกันจนแทบคลั่ง

            ถ้าสามารถเป็นลูกศิษย์สายตรงของราชันยุทธ์ได้ใครจะไปอยากมองอาจารย์คนอื่นในสุ่ยมู่อีก? เพียงแค่ปรายตามองต่ออีกนิดก็อาจนับเป็นการหมิ่นเกียรติท่านคณบดีได้

            ถ้าเป็นไปได้พวกเขาแทบอยากจะคุกเข่ากราบอาจารย์ตอนนี้เลย พร้อมกับตะโกนว่า“ศิษย์ขอถวายหัวติดตามท่านคณบดี!”

            ทว่าความตื่นเต้นนี้เกิดขึ้นกับนักศึกษาใหม่เพียงส่วนใหญ่เท่านั้น

            สำหรับกลุ่มคนที่บุกขึ้นไปถึงชั้นหกของหอพิชิตดาวและมีคุณสมบัติพอจะชิงสิทธิ์ศิษย์เอกได้ในตอนนี้กลับมีเพียงรอยยิ้มขมขื่นและท่าทางอึกอักพูดไม่ออก

            ด้วยความฉลาดของพวกเขามีหรือจะไม่รู้ว่าคณบดีทั้งสามท่านตั้งใจพุ่งเป้าไปที่ใคร

            ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้สึกอะไรชัดเจนนักเพราะต่อให้เจียงจืออวี๋จะเก่งแค่ไหน ก็ไม่ได้กระทบผลประโยชน์ของพวกเขา

            แต่ตอนนี้เมื่อต้องเผชิญกับคำว่า ‘ศิษย์เอกคณบดี’ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะใจสั่น

            นำหน้าเพียงก้าวเดียวย่อมเหนือกว่าในทุกย่างก้าวการได้เป็นศิษย์เอกคณบดีจะช่วยให้ชีวิตสี่ปีในสุ่ยมู่ราบรื่นอย่างไร้ข้อกังขา

            แต่เงื่อนไขแรกที่จะเป็นศิษย์เอกได้คือต้องก้าวข้ามเจียงจืออวี๋ไปให้ได้ก่อน

            หัวใจของคนไม่กี่คนพลันบีบคั้นรู้สึกราวกับเจียงจืออวี๋เป็นภูเขาลูกมหึมาที่ขวางกั้นอยู่บนเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ของพวกเขา

            ทั้งที่พวกเขาดูเหมือนจะยังห่างไกลจากภูเขาลูกนี้มากแต่กลับเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญและต้องปีนข้ามไปให้ได้

            ทว่า...ชั้นที่เก้าของหอพิชิตดาว มันจะข้ามไปง่ายๆ ได้ยังไง?

            พวกเขาเผลอเหลือบมองไปยังหอพิชิตดาวทันใดนั้นข้อมือก็สั่นเบาๆ วินาทีต่อมา ข้อความประกาศแจ้งเตือนทั้งมหาวิทยาลัยจากAI ของหอพิชิตดาวก็ถูกส่งมาอีกครั้ง

            [นักศึกษาใหม่ เจียงจืออวี๋ ทำลายสถิติหอพิชิตดาว]

            [กลายเป็นนักศึกษาคนที่สี่ในประวัติศาสตร์สุ่ยมู่ที่ผ่านชั้นที่เก้าได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน]

            [เวลาที่ใช้ในชั้นที่เก้า: 85 วินาที]

            [อันดับนักศึกษาใหม่ปัจจุบัน: 1]

            [อันดับนักศึกษาใหม่ในประวัติศาสตร์: 2]

            มาแล้ว...มาอีกแล้ว!

            ข้อความที่ส่งถึงทุกคนในมหาวิทยาลัยอีกแล้วอันดับหนึ่งของรุ่นอีกแล้ว และอันดับสองในประวัติศาสตร์อีกแล้ว!

            ที่สำคัญยิ่งกว่าคือตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่มาจนถึงปัจจุบันมีนักศึกษาใหม่เพียงสี่คนเท่านั้นที่ผ่านชั้นเก้าได้ตั้งแต่วันแรกซึ่งหนึ่งในนั้นคืออดีตอธิการบดี

            นั่นหมายความว่าหากวัดกันที่ผลงานในหอพิชิตดาวเพียงอย่างเดียวพรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋นั้นเพียงพอที่จะติดหนึ่งในสามของนักศึกษาทั้งหมดในประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่!

            นี่คือการเปรียบเทียบกับเหล่าราชันยุทธ์จักรพรรดิยุทธ์ หรือแม้กระทั่งจักรพรรดิเลยทีเดียว!

            ถ้าตอนอยู่ชั้นหกอาจจะพอบอกได้ว่าเจียงจืออวี๋แค่โชคดีชั่วครั้งชั่วคราวแต่ตอนนี้ มันคือการประกาศให้ศิษย์และอาจารย์ทั่วทั้งสุ่ยมู่รู้ว่าสุ่ยมู่ได้ต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่มีพรสวรรค์ระดับสะท้านโลกเข้าให้แล้ว!

            และช่องว่างระหว่างชั้นที่แปดกับชั้นที่เก้านั้น...

            จบกันภูเขาที่ขวางหน้าทุกคนในรุ่นตอนนี้ ทั้งสูงขึ้นและไกลห่างออกไปยิ่งกว่าเดิม

            ประตูโลหะผสมค่อยๆเปิดออก ร่างโปร่งบางร่างหนึ่งปรากฏสู่สายตาของทุกคนพร้อมกับงูเกล็ดขาวที่ยาวหลายเมตรที่เลื้อยเคียงข้างมาด้วย

            อาจเป็นเพราะแสงที่ส่องย้อนมาจากด้านหลังทำให้ภาพที่ทุกคนเห็นมีเพียงเค้าโครงร่างที่เลือนลาง

            แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนที่จ้องมองร่างบอบบางนั้น กลับมีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน

            ทั้งอิจฉาตกตะลึง ไม่ยอมแพ้... ทว่าไม่มีใครเลยที่จะดูแคลนหรือกังขาในตัวเธอ

            นอกจากชั้นเก้าที่เป็นชั้นสุดท้ายแล้วภาพการต่อสู้ในชั้นอื่นๆของเจียงจืออวี๋ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านกระจกวารีให้พวกเขาเห็นกับตา

            พวกเขารู้ซึ้งดีว่าร่างบอบบางนั้นและงูเกล็ดขาวข้างกายเธอ เป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งระดับไหน

            จากการประลองปีนหอที่ควรจะธรรมดากลับกลายเป็นศึกสร้างชื่อให้กับเจียงจืออวี๋อย่างไม่คาดคิด

            หากไม่มีอะไรผิดพลาดหลังจากวันนี้ไปตำแหน่งอันดับหนึ่งในรุ่นของเจียงจืออวี๋คงจะมั่นคงถาวรไม่มีใครสั่นคลอนได้

            ทางด้านเจียงจืออวี๋นั้นดูเหมือนเธอจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอกบ้าง

            เมื่อเห็นคนจำนวนมากจ้องมองมาที่เธอพร้อมกันแถมสายตาของแต่ละคนยังเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจและการยอมรับ ก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้

            แต่เธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนักจิตใจยังคงนิ่งสงบดั่งผืนน้ำ เธอสาวเท้าเดินตรงไปหาซินซวงและจางสิงที่อยู่ไกลออกไป

            ทว่าทันใดนั้นเบื้องหน้าก็เกิดภาพไหววูบร่างสามร่างพลันปรากฏขึ้นขวางทางเดินของเจียงจืออวี๋เอาไว้

            เปลือกตาของเธอขยับเล็กน้อยเจียงจืออวี๋สัมผัสได้ถึงแรงกดดันพลังเลือดอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากคนทั้งสามตรงหน้า

            ราชันยุทธ์สามท่าน!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน