หลายวันมานี้ เื่ราวของมู่ไห่เฉินได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนัก ไม่ว่าจะเดินไปมุมใดก็ย่อมได้ยินเสียงพูดคุยถึงชื่อของเขา แม้เฮยอิงจะทำเป็ไม่สนใจ แต่หูตาก็หลีกเลี่ยงมิได้ที่จะรับรู้เื่พวกนั้นอยู่ทุกซอกมุมของสำนัก สิ่งที่ทำให้เขาขมขื่นยิ่งกว่าการถูกเอ่ยถึง ก็คือข่าวลือที่ว่า มู่ไห่เฉินได้รับชุดสำนักใหม่จากไป๋ซูหลิงด้วยมือของนางเอง
ความรู้สึกคับแค้นใจแม้ร้อนลุ่มในอก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะพยายามปฏิบัติต่อนางอย่างดีเสมอ แต่สายตาของไป๋ซูหลิงกลับไม่เคยเหลียวแลเขาเลยแม้จะสักครึ่งหนึ่งเท่าที่มีให้แก่มู่ไห่เฉิน ความจริงนับว่าเป็เื่เดียวในใจของเขาที่มิอาจจะลบเลือน แต่เขาก็พยายามสงบใจพยายามปล่อยให้ผ่านไป
ค่ำคืนหนึ่ง หลังจากมู่ไห่เฉินกลับถึงเรือนพัก เขากลับพบจดหมายฉบับหนึ่งถูกวางไว้บนโต๊ะไม้เก่า ข้อความภายในระบุเพียงสั้น ๆ ว่า “ข้ามีเื่สำคัญจะพูด พบกันที่ศาลาในเขตต้องห้ามด้านหลังสำนัก” ลงท้ายด้วยนามของไป๋ซูหลิง
ถึงจะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่เพราะนางคือบุตรและศิษย์สายตรงของอาจารย์ไป๋ชวน ผู้ดูแลพื้นที่ต้องห้าม มู่ไห่เฉินจึงคิดว่านี่คงเป็เื่สำคัญจริง ๆ และในที่สุดเขาจึงตัดสินใจจะไปตามนัดหมายในคืนนั้น
ยามดึกสงัด มู่ไห่เฉินเดินผ่านทางเดินที่ไร้ผู้คน เสียงลมยามค่ำคืนพัดแ่ผ่านแนวต้นสนจนเกิดเสียงหวีดหวิว เขามาถึงศาลาเก่าในเขตต้องห้ามก่อนเวลา ก่อนจะนั่งรอเงียบงันใต้แสงจันทร์ เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่กลับไม่มีวี่แววของไป๋ซูหลิงเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเอง เสียงลมวูบหนึ่งแทรกเข้ามา พร้อมเงาร่างที่ปรากฏตรงหน้าศาลา
“ไม่ทราบชื่อ วรยุทธขั้นทะลวงชีพจร”
ผู้ที่มาเป็บุรุษหนุ่มสวมชุดศิษย์ขั้นทะลวงชีพจรของสำนัก แค่เห็นเครื่องแบบก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่ศิษย์ธรรมดา แววตาคมกริบของเขามองตรงมายังมู่ไห่เฉิน พร้อมเอ่ยถามไม่หยุด
มู่ไห่เฉินพลันใ รู้ดีว่าการลอบเข้ามาในเขตต้องห้ามเป็ความผิดร้ายแรง และจดหมายที่ได้รับนั้นน่าจะเป็ของผู้อื่น ตอนนี้ต่อให้แก้ตัวเพียงว่า “มานั่งชมจันทร์” ก็ดูเป็ข้ออ้างที่ไร้สาระเกินไป จะบอกว่า “ไม่รู้” ก็ไม่ต่างอะไรกับโกหกที่ไม่มีใครเชื่อ ขณะที่ความคิดว้าวุ่นสับสน เขาเหลือบไปคิดถึงไป๋ซูหลิง หากเอ่ยว่านางเป็ผู้เรียกมา เกรงว่านางอาจถูกลากให้มีโทษไปด้วย
ยิ่งคิดยิ่งทบทวนมู่ไห่เฉินเริ่มมั่นใจแล้วว่า จดหมายนั้นไม่ใช่ฝีมือของไป๋ซูหลิงแน่นอน หากเป็ของนางจริง นางคงมานานแล้ว เพราะนางไม่ใช่คนที่ผิดคำมั่นง่าย ๆ เช่นนี้ ยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะต้องมานัดเจอที่แห่งนี้
เวลานี้ไม่อาจทำสิ่งใดได้ มู่ไห่เฉินจึงยอมให้ศิษย์ผู้นั้นพาตัวไปพบผู้คุ้มกฎ
เมื่อไปถึงห้องผู้คุ้มกฎ มู่ไห่เฉินพยายามอธิบายด้วยถ้อยคำวกวน แต่กลับไม่สามารถหาความจริงมาอ้างได้ ผู้คุ้มกฎเองก็ลำบากใจ เพราะรู้ดีว่ามู่ไห่เฉินอยู่ในสำนักมานาน อีกทั้งฝีมือยังต่ำต้อยเกินกว่าจะฝ่าด่านยามเข้าไปได้ลึกกว่านี้ ยิ่งเห็นว่าเขาเพียงนั่งอยู่บนศาลา มิได้มีท่าทีเหมือนผู้ตั้งใจแหกกฎหรือบุกรุกเข้าไปภายในเขตต้องห้าม ความผิดจึงมิได้หนักหนา
แต่ถึงอย่างไร กฎก็คือกฎ เพื่อให้เป็เยี่ยงอย่างแก่ศิษย์คนอื่น ผู้คุ้มกฎจึงมีคำสั่งลงโทษสถานเบา ให้กักขังไห่เฉินไว้ในคุกของสำนักเป็เวลาสามสิบวัน
ทางเดินสู่คุกคุมขังอยู่ภายในถ้ำ มีเวรยามสองคนเฝ้าประตูปากทาง เมื่อถูกนำตัวเข้าไป ข้างในมืดสลัว มีเพียงคบเพลิงประปรายตามกำแพงหิน ส่งแสงริบหรี่ส่องนำทางไปสู่ห้องคุมขังสี่ห้องที่แยกซ้ายขวาอย่างละสองห้อง
มู่ไห่เฉินถูกส่งเข้าไปในห้องด้านใน ประตูเหล็กหนาถูกลงกลอนเสียงดังปึง
ทันทีที่ศิษย์พี่ผู้นั้นก้าวออกไป ความเงียบก็ปกคลุมทั่วทั้งถ้ำ เหลือเพียงเสียงแมลงยามราตรีแว่วมาเบา ๆ จากที่ไกล ๆ ผ่านช่องหิน
ที่นี่มีช่องหินเล็กๆ้ามีแสงจันทร์ลอดผ่านเข้ามาเป็ลำ ทำให้พอมองเห็นเงาราง ๆ ของห้องขัง
เขานั่งพิงผนังหินเย็นเยียบ ครุ่นคิดวกวนซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายจึงนึกออกว่า คนที่อยู่เื้ัเื่นี้คงไม่พ้นฝีมือของพวกเฮยอิงเป็แน่
ความเจ็บใจแล่นวาบขึ้นในอก ยิ่งคิดก็ยิ่งโทษตัวเองว่าประมาทเกินไป หากไป๋ซูหลิงมีเื่สำคัญจะบอกจริง ๆ นางย่อมมาหาด้วยตนเอง ไม่จำเป็ต้องฝากจดหมายทำตัวลึกลับเช่นนั้นเลย
เมื่อนึกย้อนกลับไป มู่ไห่เฉินก็ได้แต่ขบกรามแน่น พลางสาปแช่งความโง่เขลาของตนเองที่ตกหลุมพลางง่ายดายเพียงนี้
ภายในคุกหินอับชื้น เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตนเอง ทันใดนั้นกลับมีเสียง “ตึง!” ดังสะท้อนมาจากกรงขังข้างเคียง มู่ไห่เฉินสะดุ้งเฮือก รีบถอยกรูดจนแผ่นหลังแนบติดกับผนังเย็นเฉียบ หัวใจเต้นโครมครามแทบจะหลุดออกมา ความมืดมิดทำให้จินตนาการพลันวาดภาพภูติผีปีศาจขึ้นมาในหัว เขาเผลอกัดฟันแน่น มือกำแน่นจนเล็บจิกลงไปในฝ่ามือ
แต่แล้ว เสียงแหบพร่ากลับดังขึ้นมาจากห้องข้างเคียง
“เ้า…เป็ใคร…”
เสียงนั้นก้องสะท้อนต่ำลึกเหมือนคนะโจากก้นบึ้งแห่งความเวิ้งว้าง มู่ไห่เฉินพยายามเพ่งมองผ่านแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามา พอเห็นเงาร่างราง ๆ เป็ชายท้วมเล็กน้อย ผมเผ้ายุ่งเหยิงพันกันเหมือนไม่ได้ััหวีมาเนิ่นนาน
เหนือศีรษะคนผู้นั้นปรากฏอักษรเรืองแสงลอยขึ้นมา
“ไม่ทราบชื่อ วรยุทธขั้นทะลวงชีพจร”
เมื่อเห็นดังนั้น เขาถึงค่อยถอนหายใจยาวโล่งอก ที่แท้นี่ก็เป็คนนี่เองหาใช่ผีิญญา
“ข้านาม มู่ไห่เฉิน ไม่ทราบท่านอาสุโสคือผู้ใด?”
มู่ไห่เฉินเอ่ยถามเสียงเรียบ แฝงด้วยความระวัง
ชายผู้นั้นกลับหัวเราะเสียงห้าว แววตาเลื่อนลอย ก่อนเอ่ยคำถามประหลาดที่ทำให้ชวนสับสน
“ข้า… ข้า… ข้าชื่ออะไร.. เ้ารู้หรือไม่…ว่าข้ามีนามว่าอย่างไร”
เสียงของเขาสั่นเครือ สับสนยิ่งนัก และในไม่ช้าก็กลายเป็เสียงสะอื้นพรั่งพรู
“ข้า…ข้าคือใครกันแน่… ข้ามีนามว่าอะไร…”
บัดนี้มู่ไห่เฉินก็พอเข้าใจแล้วว่าผู้ในห้องข้างเคียงนี้มิได้มีสติสมบูรณ์ อาจถูกจองจำมานานจนเป็บ้าไปแล้ว แต่ถึงอย่างไร เมื่ออักษรเรืองแสงปรากฏขึ้นอีกครั้ง ใจของมู่ไห่เฉินกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ระยะเวลาดาวน์โหลดวรยุทธ: ยี่สิบแปดวัน แปดชั่วโมง”
หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นในทันที แม้ชายผู้นี้จะเสียสติไปแล้ว แต่พลังวรยุทธกลับสูงส่งมหาศาลเกินคาด!
ทันใดนั้น แสงข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“ไม่ทราบชื่อ เริ่มการดาวน์โหลดลมปราณ”
ดวงตาของมู่ไห่เฉินทอประกายวาบ ห้องขังแคบ ๆ นี้แม้จะอยู่คนละฟากฝั่ง แต่ระยะห่างระหว่างกันไม่เกินห้าเมตรแน่นอน ดังนั้นการดาวน์โหลดจึงสามารถทำได้โดยไม่ติดข้อจำกัดใด ๆ
ชั่วขณะที่โชคชะตาดูเหมือนจะปิดตาย ตอนเข้ามาและรู้ว่าต้องเสียโอกาศเปิดแผ่นป้ายพัฒนาตัวเองตั้งสามสิบวัน ตอนนั้นยังนึกเจ็บใจยากทำใจ ตอนนี้เขากลับได้พบโอกาสยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ในโชคชะตาของตัวเอง
ริมฝีปากมู่ไห่เฉินยกยิ้มช้า ๆ ราวกับพบสมบัติที่ไม่คาดฝัน ความสะใจเอ่อล้นในอก ราวกับโลกทั้งใบหวนกลับมาเข้าข้างเขาอีกครั้ง
พลางคิดนึกไปถึงคนที่ทำให้มู่ไห่เฉินพบเจอเื่ราวเช่นนี้ ป่านนี้คงจะรู้ข่าวและดีใจจนออกหน้า แต่หารู้ไม่ว่านี่กลับเป็การส่งมู่ไห่เฉินสู่เส้นทางลัดในการพัฒนาฝีมือตัวเอง
เสียงหัวเราะแ่เบาหลุดออกจากปากของมู่ไห่เฉิน ขณะเดียวกัน ชายสติวิปลาสในห้องข้างเคียงก็หัวเราะตามเลียนเสียงเขาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะทั้งสองประสานก้องสะท้อนอยู่ในคุกหินในราตรี
ค่ำคืนนี้… แทนที่จะเป็คืนแห่งความทุกข์ กลับกลายเป็คืนที่ทั้งสองหัวเราะเคียงกัน ท่ามกลางความมืดและแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาเพียงริบหรี่ ยามศิษย์สำนักข้างนอกครั้งได้ยินก็ทำได้แต่ประหลาดใจไม่กล้าเดินเข้ามาตรวจเช็ด