“หลานชายไม่เอาไหนของรองผู้ว่าการจ้าวครับ”จ้าวหยวนจิ้งยิ้มเขินอายก่อนกดเสียงต่ำ “หลังจากนี้ถ้าคุณสวีต้องการความช่วยเหลืออะไรในเมืองหมิงสุ่ย บอกพวกผมได้เลยนะครับ... จริงสิคุณสวีครับ เมื่อปีที่แล้วพี่ฉู่ได้ส่งกล่องใบหนึ่งมาให้ผม แล้วบอกว่ากล่องใบนี้เป็นของคุณ”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้มพลางพยักหน้าที่แท้คนที่ฉู่เจาหนานบอกเมื่อครู่ก็คือเขานี่เอง
ส่วนอีกคนหนึ่ง ก็เป็นคนที่สวีหยางอี้รู้สึกสนใจอยู่รำไร
ซึ่งก็คือหูปา
ตอนนี้หูปาเป็นเหมือนคนรับใช้ก็ไม่ปาน เขากุลีกุจอเปิดประตูรถให้พวกเขาและขึ้นไปนั่งที่เบาะคนขับก่อนสตาร์ทรถรอ
“น่าสนใจเข้าแล้ว” จ้าวหยวนจิ้งยิ้มร่า “หูปาเป็นญาติห่างๆของอธิบดีหูแห่งสำนักที่ดินและทรัพยากรแต่เมื่อกี้เขาขอร้องให้ผมช่วยพูดเรื่องหนึ่งคือว่าเข้าอยากให้คุณสวีรับเขาเป็นศิษย์เพื่อฝึกยุทธ์ส่วนตัวผมคงไม่กล้าขออะไรแบบนี้ อย่างไรก็ขอคุณสวีรับเขาไว้พิจารณาด้วยครับ”
“เขาฝึกวิชายุทธ์ของฉันไม่ได้หรอก”สวีหยางอี้นั่งลงที่เบาะหลังโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย
หูปานิ่งเงียบ จ้าวหยวนจิ้งก็ไม่พูดต่อ ครั้นเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นรถก็ออกตัวมุ่งหน้าไปที่บึงบงกชจตุทิศในยามค่ำคืน
ตลอดเวลาที่อยู่บนรถจ้าวหยวนจิ้งพยายามถามโน่นถามนี่เพื่อชวนสวีหยางอี้พูดคุยโดยถามในเรื่องความรู้ทั่วไปหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคม แต่ที่น่าแปลกก็คือสวีหยางอี้ไม่รู้เรื่องที่เขาถามเลย
ทำไมคนแบบนี้ถึงทำให้ฉู่เจาหนานกำชับกับเขานักหนาว่าหลังจากนี้ให้ทุ่มเทกายใจเพื่อช่วยเหลือคนๆนี้
ทำไมชีวิตของคนแบบนี้ถึงผูกติดกับฉู่เจาหนาน
ทุกคำพูดและการกระทำของสวีหยางอี้ไม่เหมือนวัยรุ่นวัยเดียวกันแม้แต่น้อยความเงียบขรึมไม่แยแสต่อสิ่งนอกกายแบบนี้ทำให้จ้าวหยวนจิ้งรู้สึกนับถือและชื่นชมจากใจเขาสัมผัสได้ว่าท่าทีอันสุขุมนี้ไม่ใช่การเสแสร้งอย่างแน่นอน
บางช่วงที่เขาเผลอทะลึ่งแอบสงสัยถึงรสนิยมทางเพศของฉู่เจาหนานจนรู้สึกขนลุก
ขณะที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น รถก็แล่นมาถึงบึงบงกชจตุทิศ
บึงบงกชจตุทิศภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีเช่นนี้ยังคงมีกลุ่มนักท่องเที่ยวตั้งแคมป์อยู่ตามริมบึงจำนวนไม่น้อยหมู่ดาวน้อยใหญ่ส่องแสงสว่างแพรวพราวบนผืนฟ้าสีน้ำหมึกประกายแสงดาราตกกระทบผิวน้ำกระเพื่อมสะท้อนเหลือบแสงระยิบระยับราวกับเศษกระจกลอยบนผิวน้ำ หมู่หิ่งห้อยบินละล่องส่องแสงเรืองรองตามพุ่มริมบึงสายลมอุ่นพัดโชยดังแผ่ว ระคนเสียงผู้คนพูดคุยดังระงม แต่ก็ไม่ทำให้บรรยากาศ ณที่แห่งนี้วุ่นวาย ในทางตรงกันข้าม กลับขับส่งความเงียบสงบในค่ำคืนคิมหันตฤดูออกมาอย่างน่าพิศวง
บึงกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุดภูเขาไฟที่ดับสนิทสิบกว่าลูกยืนตระหง่านค้ำฟ้าอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบที่แฝงด้วยมนต์ขลังหนึ่งในนั้นมีขนาดสูงเป็นพันเมตร กว้างสี่พันเมตรราวกับเป็นคบเพลิงที่รอจุดด้วยไฟศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าทวยเทพ
“คุณสวีครับ ที่นี่คือแนวภูเขาไฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศหวาซย่าว่ากันว่ามีมาตั้งแต่ยุคควอเทอร์นารี[1] เป็นแนวภูเขาไฟที่ประกอบด้วยภูเขาไฟทั้งหมดสิบห้าลูกลูกที่ใหญ่ที่สุดลูกนั้นชื่อว่าภูเขาไฟเหล่าเฮยซาน”หลี่จงหยวนเปิดประตูให้สวีหยางอี้ ก่อนอธิบายด้วยรอยยิ้ม
สวีหยางอี้มองดูแนวภูเขาไฟเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยมันตั้งตระหง่านอยู่ใต้ผืนฟ้า อยู่เหนือผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาลยามทอดสายตามองไกลออกไปชวนให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับความพิศวงของธรรมชาติยิ่งนัก
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าทะเลสาบที่อยู่ใจกลางภูเขาไฟลูกใหญ่ที่สุดมีความลึกหลายร้อยเมตรแห่งนี้จะซุกซ่อนปีศาจอาวุโสพันปีอยู่หนึ่งตัว
“จ้าวหยวนจิ้ง”สวีหยางอี้เหม่อมองระนาบสูงต่ำของภูเขาไฟทั้งสิบห้าลูกที่ดูเหมือนพยัคฆ์หมอบยามราตรีพลางเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง“ฉันมีธุระต้องทำ คงอยู่เป็นเพื่อนนายไม่ได้แล้ว”
ภายในใจจ้าวหยวนจิ้งห่อเหี่ยวลงเล็กน้อยเขาสามารถทำตามคำสั่งของฉู่เจาหนานได้อย่างไม่ขาดตกก็จริงแต่ถ้าสวีหยางอี้ไม่ต้องการ แล้วตัวเขาจะหน้าด้านตามเซ้าซี้ตีสนิทอีกฝ่ายต่อทำไม?
“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ เชิญคุณสวีใช้เวลาได้ตามอัธยาศัยถือว่าเป็นการพักเครื่องยนต์ไปในตัว” เขายังคงยิ้มแย้ม “ผมรอได้ครับ”
สวีหยางอี้พยักหน้าให้เขา “ถ้าวันพรุ่งนี้พวกเรายังไม่กลับมานายไปก่อนได้เลย”
จ้าวหยวนจิ้งพยักหน้าคลี่ยิ้ม ก่อนจุดบุหรี่ขึ้นหนึ่งมวนเขาหรี่ตามองเงาร่างของสวีหยางอี้กับหลี่จงหยวนที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวห่างไปแต่ที่คาดไม่ถึงก็คือ อยู่ๆ เขาก็แสยะยิ้มอย่างดูถูกออกมา “ตอแหลสิ้นดี”
“คิดว่ามีพี่ฉู่คอยให้ท้ายแล้วคิดว่าตัววิเศษวิโสขึ้นมาเลยสินะ”เขาเสยผมเงยหน้ารับลมยามค่ำคืน “จะเต็มใจช่วยแกหรือไม่เต็มใจช่วยแกมันก็มีค่าเท่ากัน...”
สวีหยางอี้กับหลี่จงหยวนหยุดฝีเท้าตรงตีนภูเขาไฟลูกหนึ่งเพราะสิ้นสุดทางเดินแล้ว หลังจากนี้ไปหน้าผาสูงชั้นไร้ทางเดิน!
หลี่จงหยวนปลดกระเป๋าสะพายลง เปิดออกมันออก และหยิบชุดลายพรางรองเท้าคอมแบท และอุปกรณ์ที่จำเป็นออกมา
สวีหยางอี้เริ่มเปลี่ยนชุดอย่างไม่มีรีรอ หลังจากนั้นไม่กี่นาทีก็พูดขึ้น“ใส่ชุดแบบนี้ ค่อยรู้สึกกระฉับกระเฉงหน่อย”
“แน่ใจใช่ไหมว่าเป็นที่นี่?”
“แน่ใจครับ ไม่ผิดแน่”
สวีหยางอี้พยักหน้าก่อนถอยหลังไปสองสามก้าว วินาทีต่อไป มวลพลังปราณก็โคจรขึ้นทั่วทั้งร่างอย่างฉับพลัน!เขาถีบส่งร่างตัวเองขึ้นไปบนหน้าผาด้วยมวลพลังของขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางราวกับแรงดีดจากคันธนู!
“กระบวนท่าที่เก้าสิบเจ็ด... พยัคฆ์สยบกระเรียน!”
ทุกๆ ครั้งที่ปลายเท้าของที่สวีหยางอี้จิกลงพื้นลงไปบนหน้าผา เกิดเป็นรอยยุบอย่างเห็นได้ชัดตอนนี้เขาดูเหมือนเสือที่ไต่ตัวตามหน้าผาก็ไม่ปาน
“แชะ... แชะ...” ขณะที่สวีหยางอี้ปีนป่ายอยู่บนหน้าผาเขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีผู้ชายเคราเฟิ้มคนหนึ่งกำลังกดชัตเตอร์ด้วยมือที่สั่นระริกเขาไม่กล้าเปิดแฟลช ลูกกระเดือกกระเพื่อมขึ้นลง แม้มือสั่นระริกแต่ก็พยายามเล็งเลนส์กล้องไปที่สวีหยางอี้
นี่เป็นเต้นท์เดินป่าง่ายๆ บนพื้นบริเวณเท้าของชายเคราเฟิ้มมีกระเป๋าเป้กล่องน้ำ และอาหารกระป๋องวางอยู่เมื่อครู่ตอนที่เขาเตรียมตัวถ่ายวีดิโอเก็บภาพบรรยากาศยามค่ำคืนของบึงบงกชจตุทิศเพื่อเป็นสื่อการสอนส่วนตัวอยู่ๆ ก็ปวดฉี่ขึ้นมา ทว่าหางตากลับเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเข้า!
แบบนี้มันไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว!
คนธรรมดาไป ไม่มีทางทำแบบนี้ได้แน่!
แต่ละก้าวกระโดดไกลถึงหกเจ็ดเมตร... เขากระโดดทะยานขึ้นเขาที่ไม่มีเส้นทางลูกนี้แบบนี้มันทาร์ซานชัดๆ
“มนุษย์ต่างดาว... นี่มันมนุษย์ต่างดาว...” ลมหายใจเขาถี่กระชั้นความรู้สึกของเขาเป็นเหมือนกลุ่มช่างภาพถ่ายดาวที่จับภาพ UFO ได้ ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นพาดหัวข่าวบนหนังสือพิมพ์รายงานว่า‘พบสัตว์ปริศนาปรากฏตัวที่บึงบงกชจตุทิศ’
เขาทำตัวไม่ถูก แต่เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงส่งเสียงกระซิบเรียกหา“ละ ละ เหล่าฟาง! เหล่าฟาง ตื่นรวดเข้า! ตื่นสิ! เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!”
ส่งเสียงเรียกสักพัก แต่ไร้เสียงตอบรับเขาตื่นเต้นจนเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก เขาอยากมุดเต้นท์เข้าไปปลุกเพื่อนตัวเองแต่ก็กลัวจะพลาดฉากเด็ดๆ เขาเรียกเหล่าฟางเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถอดใจไม่เรียกต่อ!สมน้ำหน้า ไม่ได้เห็นของดี!
เขาลองใช้กล้องซูมเข้าไป แต่ระยะทางไกลเกินไป เขาจับภาพได้เป็นรูปร่างคลุมเครือคล้ายมนุษย์แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นมนุษย์จริงๆ หรือไม่? เพราะอย่าลืมเจ้าสิ่งนั้นมันเกาะอยู่บนหน้าผาสูงชั้นเป็นพันๆ เมตรเชียวนะ!
มนุษย์วานรรึเปล่า? หรือเป็นสิ่งมีชีวิตในตำนาน?หรือเป็นพวกจอมยุทธ์?
ให้ตายเถอะ! ไม่ว่าจะเป็นตัวอะไร เขาก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับแล้ว!
“โถ่เอ๊ย! ถ้ารู้ว่าต้องมาเจออะไรแบบนี้ ฉันน่าจะซื้อเลนส์กล้องระยะไกลดีๆตั้งแต่แรก! นี่มันโคตรน่าทึ่งเลย!” เขากัดฟันอย่างเจ็บใจ
สวีหยางอี้ไม่รู้เลยว่า อยู่ๆตัวเองก็กลายเป็นมนุษย์วานรหรือสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ในสายตาคนอื่นไปเรียบร้อยแล้วการปีนผาในลักษณะนี้ แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหา
ส่วนหลี่จงหยวนก็ได้แปลงร่างเป็นร่างปีศาจ และไต่หน้าผาตามหลังสวีหยางอี้
“คุณสวี ให้ผมช่วยแบกคุณไหมครับ?”
สวีหยางอี้ส่ายหน้า เพราะเขาไม่ได้ขยับร่างกายมานานถือเป็นการยืดเส้นยืดสาย
เกร็งมือจีบแนวหิน เกร็งเท้าจิกหน้าผาเขาเงยหน้าหรี่ตามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวพราวตา ก่อนหน้านี้พวกมันเหมือนอยู่ไกลจากเขาแต่ว่าตอนนี้ราวกับว่าเพียงเอื้อมมือออกไปก็จับคว้าพวกมันได้
มองลงไปตอนนี้เขาปีนขึ้นมาอยู่ในระดับความสูงหลายร้อยเมตรเป็นที่เรียบร้อยแล้วต้นไม้ด้านล่างหดเล็กลงขนาดเท่ามดส่วนเต้นท์นักท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ก็มองไม่เห็นแล้ว
บนศีรษะขึ้นไป แสงจันทร์ส่องผ่านชั้นเมฆ ทำให้เห็นความเข้มของสีที่ต่างกันบางขณะมีนกบินโฉบผ่าน อากาศสดชื่นบริสุทธิ์ถูกสูดลงปอด
“หมู่เมฆลอยเคว้งกลางอก หมู่วิหคหวนคืนสู่รัง”เขาเอ่ยบทกลอนขึ้นมาอย่างสุนทรี
“ช่างไพเราะ!” หลี่จงหยวนเอ่ยชมขึ้น
“...” สวีหยางอี้ชายตามองอีกฝ่าย ก่อนรวมพลังปราณไว้ที่มือครั้งนี้เขาลองใช้พลังปราณดู ปรากฏว่าพอออกแรงดึง ก็ส่งร่างขึ้นไปได้สิบกว่าเมตรแถมยังคว้าจับเนินหินได้อย่างเหนียวแน่นดุจใช้กรงเล็บพยัคฆ์
“พระเจ้า!” การกระทำของสวีหยางอี้เมื่อครู่ทำเอาชายเคราเฟิ้มตกใจจนลูกกะตาแทบถลนอออกจากเบ้า“นี่เขาเป็นกระรอกบินเหรอเนี่ย! ทำได้ยังไง! เป็นสัตว์ประหลาดเหรอ? หรือเป็นเขียดตะปาดกลับชาติมาเกิด? ออกแรงส่งตัวได้เป็นสิบกว่าเมตรได้ยังไง?!”
เขาพยายามปรับเลนน์กล้องที่มีอยู่ซูมเข้าไปขณะเดียวกันก็ลุ้นว่าตัวเองจะเจอกับสิ่งมีชีวิตหน้าตาแบบไหน เขาคาดเดาไปต่างๆ นานาทั้งมนุษย์ที่มีขนปกคลุมทั้งร่าง ทั้งสัตว์ตาเดียวเขี้ยวยาวหรือมียาวยาวเท่าหัวเข่า
ให้ตายเถอะ! เลนส์กล้องเฮงซวย! รู้แบบนี้ซื้อเลนส์ซูมดีกว่า!
สวีหยางอี้ไม่รู้ตัวว่ามีคนแอบมองอยู่อย่างเงียบๆ หลังจากเขาใช้พลังปราณเพียงครึ่งนาทีก็จวนจะถึงยอดเขา
หลี่จงหยวนไล่ตามอยู่ด้านหลังด้วยสภาพกระหืดกระหอบ ช่วงแรกๆตอนที่สวีหยางอี้ยังไม่ใช้พลังปราณ เขาก็ยังพอตามทันอยู่แต่พอระเบิดลมปราณออกมาเท่านั้นแหละ อีกฝ่ายก็ทิ้งห่างเขาไปในพริบตา!
สวีหยางอี้ระบายยิ้ม มองจากตรงนี้ อีกประมาณร้อยกว่าเมตรก็น่าจะถึงยอดเขาแล้วเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก เพื่อพยายามสะกดไฟอันเร่าร้อนภายในใจตัวเองลง
หลังจากพิธีจบการศึกษาอันนองเลือดเป็นต้นมา คำว่า ‘อาวุธราชันย์’ก็ฝังอยู่ในหัวเขามาตลอดเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเขาล้วนเกี่ยวพันกับอาวุธราชันย์ทั้งนั้น
จูหงเสวี่ย มิติลี้ลับ คัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ คำสั่งสังหาร...เขาจับทุกอย่างร้อยเรียงเข้าด้วยกัน และแล้ววันนี้... ความจริงก็จะเผยตัวออกมาแล้ว
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ยุคควอเทอร์นารี เป็นยุคปัจจุบันและล่าสุดของสามยุคของมหายุคซีโนโซอิกในธรณีกาล