ผู้เฒ่าอีเรนลูบรูปถ่ายใบนั้นด้วยมือที่สั่นเทารอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกกลบด้วยความเศร้าหมองที่หยั่งรากลึก“บาทหลวงมาเร็ค... เขาคือลูกเขยของฉันเองท่านที่ปรึกษาส่วนผู้หญิงที่อุ้มท้องในรูปนั่นคือลูกสาวของฉันเธอเสียชีวิตไปไม่นานหลังจากคลอดหลานชายคนเล็กออกมา...”
เขาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิด“ส่วนเด็กหญิงวัยห้าขวบคนนั้น ก็คือลินนี่ที่พวกคุณเพิ่งเห็นเมื่อครู่”
ผมขมวดคิ้วพลางประมวลผลตาม“แล้วหลานชายคนนั้นล่ะครับ ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”
ใบหน้าของผู้เฒ่าบิดเบี้ยวด้วยความเวทนา“หลังจากแม่เขาตาย เด็กคนนั้นก็เติบโตมาด้วยอาการแปลกๆ... เหมือนคนสติไม่สมประกอบมาเร็คในตอนนั้นทุกข์ทรมานใจมาก เขาหันหน้าเข้าหาศาสนาอย่างบ้าคลั่ง เชื่อว่าปาฏิหาริย์และหลักคำสอนจะช่วยรักษาลูกชายให้กลับมามีสติได้เขาจึงอุทิศตนจนกลายเป็บาทหลวงอย่างที่เห็น”
อีเรนถอนหายใจยาว“แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็ผลมาเร็คคงผิดหวังและละอายใจที่ไม่สามารถช่วยลูกชายตัวเองได้เขาจึงพาเด็กคนนั้นไปดูแลในที่ที่ไม่มีใครเห็น และไม่ยอมกลับมาพบฉันหรือแม้แต่ลินนี่อีกเลยั้แ่นั้นมา”
“คุณตาคิดมากเกินไปแล้วค่ะ”ลินนี่เดินเข้ามาวางน้ำให้ผมพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ“คุณพ่อแค่ยึดติดกับน้องชายมากเกินไปต่อให้รักษาไม่ได้ก็ไม่เห็นจำเป็ต้องหนีหน้าไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโบสถ์แบบนั้นเลย”
พ่อที่พยายามรักษาลูกด้วยศรัทธาแล้วล้มเหลว
“มีคนรู้เื่ความสัมพันธ์ของคุณกับบาทหลวงเยอะไหมครับ”ผมถามต่อ
“น้อยมาก...แทบจะนับนิ้วได้เลยล่ะ” อีเรนตอบ “คนรุ่นหลังที่ย้ายเข้ามาพร้อมหมอกสิบปีก่อนไม่มีใครรู้หรอกว่าบาทหลวงมาเร็คเคยเป็ใครมาก่อน”
ผมคุยกับผู้เฒ่าอีกครู่หนึ่งเพื่อเก็บรายละเอียดเื่ทั่วไปจนกระทั่งถึงเวลากลับ ผมจึงตัดสินใจถามจุดสำคัญสุดท้าย “คุณอีเรนครับ...คลองที่พวกคุณไปขุดกันเมื่อสิบปีก่อน มันอยู่ที่ไหน”
“ยอดเขาใกล้ๆหมู่บ้านนี่เอง เดินขึ้นไปตามทางหลักเดี๋ยวก็เจอ มันใหญ่จนไม่มีทางมองพลาดหรอก”เขากล่าวทิ้งท้าย
ผมขอบคุณผู้เฒ่าและลินนี่ก่อนจะพาเกียร์ก้าวออกจากบ้านฝ่าความเงียบเชียบของยามค่ำคืน
ผมใช้เวลากว่า15 นาทีในการตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงยอดเขาใกล้หมู่บ้านต้องนึกขอบใจเกียร์ที่บินขึ้นไปสำรวจภาพกว้างและช่วยนำทางในม่านหมอกที่หนาทึบนี้ทำให้ผมหาพิกัดที่้าได้ง่ายขึ้น
เบื้องหน้าของผมมีป้ายไม้เก่าๆเขียนว่า "ห้ามเข้า" ติดไว้อยู่ดูจากสภาพไม้ที่ผุพังและตัวหนังสือที่เลือนลาง มันคงถูกแขวนทิ้งไว้ที่นี่มานานกว่า10 ปีแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งผมได้ผมก้าวข้ามป้ายนั้นไปอย่างไม่ลังเล
จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าอีเรนที่ว่าเมื่อ 10 ปีก่อนพวกชาวบ้านถูกจ้างมาขุด "คลองเปล่าๆ" ที่นี่แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของผมตอนนี้คือ คลองขุดนั้นได้กลายเป็"ทะเลสาบขนาดย่อม" ไปเสียแล้วผลจากการกัดเซาะของน้ำฝนตลอดสิบปีทำให้ขนาดของมันขยายใหญ่ขึ้นจนดูเหมือนอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ
วิกเตอร์กราฟ ฉลาดมากจริงๆ ที่สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาหมอกที่ปกคลุมหมู่บ้านข้างล่างไม่ได้มาจากอาถรรพ์แต่มันมาจากความชื้นของทะเลสาบบนยอดเขาที่พัดลงสู่หุบเขาตลอดเวลา...มันคือม่านพรางตาที่สร้างขึ้นเพื่อซ่อนที่นี่ไว้จากโลกภายนอก แต่ถ้าเป้าหมายคือการซ่อนทองคำไว้ก้นทะเลสาบที่ลึกขนาดนี้การจะลงไปเอาทองขึ้นมาก็คงเป็ไปไม่ได้แล้วล่ะ
“นายท่านแบบนี้เราก็อดได้ทองนะสิ” เกียร์บ่นด้วยน้ำเสียงผิดหวังอย่างปิดไม่มิด
“ต่อให้เราเจอทองเราก็ไม่สามารถเอามาเป็ของเราได้เกียร์ เพราะมันเป็ของที่ถูกขโมยมา”ผมตอบมันทันทีเพื่อดึงสติเ้านกเหล็กที่กำลังละโมบ
อากาศบนยอดเขาหนาวเย็นจัดจนบาดผิวลมพัดแรงกระแทกตัวผมตลอดเวลาจนแทบยืนไม่อยู่ แต่แล้วในวินาทีนั้นเอง...เสียงระฆังที่บิดเบี้ยวก็กรีดร้องทะลุผ่านม่านหมอกขึ้นมาอีกครั้ง!
มันไม่ใช่เสียง‘แก๊งงง’ ที่ฟังดูเหมือนคนแก่สำลักอย่างที่อาร์เธอร์เคยตีให้ฟังแต่มันคือเสียงโหยหวนที่บาดลึกเข้าไปในประสาท จังหวะของมันรัวเร็ว บ้าคลั่งและรุนแรง ราวกับมีิญญาอาฆาตกำลังกระชากสายระฆังนั้นให้ขาดสะบั้น
“เกียร์!บินไปที่หอระฆังเดี๋ยวนี้ ดูว่าใครเป็คนจับสายระฆังอยู่!”ผมออกคำสั่งพลางพยายามทรงตัวท่ามกลางลมกระโชก
“รับทราบเกี๊ยะ!”อีกาเหล็กตอบรับเสียงสั้นและพุ่งทะยานหายเข้าไปในหมู่เมฆหมอกด้วยความเร็วสูงสุด
ผมไม่รอช้ารีบวิ่งกลับลงจากยอดเขาด้วยหัวใจที่เต้นรัว ทันทีที่เข้าสู่เขตหมู่บ้านความมืดมิดก็เข้าปกคลุมทุกซอกมุมแสงไฟจากคบเพลิงในมือชาวบ้านวูบวาบไปมาตัดกับม่านหมอกสีขาวราวกับดวงตาของอสุรกายที่กำลังตื่นตระหนก
“ทางนั้น!แสงไฟทั้งหมดมุ่งไปที่หลังโบสถ์”ผมะโบอกตัวเองเมื่อเห็นเงาวูบวาบของฝูงชนวิ่งตัดหน้าไปพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากทิศทางของสุสานเก่ากลิ่นอายของความตายเริ่มหนาแน่นขึ้นจนััได้ยิ่งผมเข้าใกล้หลังโบสถ์มากเท่าไหร่เสียงร้องะโด้วยความหวาดกลัวของชาวบ้านก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ผมวิ่งฝ่าวงล้อมเ้าหน้าที่ที่กำลังพยายามกันฝูงชนที่บ้าคลั่งเพื่อเข้าไปหาเฮย์สที่ยืนคุมสถานการณ์อยู่ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“สารวัตรครับเกิดอะไรขึ้น”
“ศพที่สี่แล้วบอร์น...” เฮย์สเอ่ยเสียงต่ำพลางถอนหายใจอย่างหนักหน่วง“มันเกิดขึ้นอีกแล้ว และคราวนี้มันเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน”
ผมหันไปมองจุดเกิดเหตุทันทีแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปของคาเลนวูบวาบอยู่ข้างศพนักข่าวคนนี้ดูจะลืมความหวาดกลัวไปชั่วขณะเมื่อสัญชาตญาณการหาข่าวของเขาทำงานแต่ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏกลับทำให้ผมต้องนิ่งงัน
ยายป้าเอลดาเ้าของโรงสีผู้ทรงอิทธิพล บัดนี้นอนแน่นิ่งเป็ศพอยู่ที่พื้นดินหลังโบสถ์สภาพของเธอไม่ต่างจากพ่อค้าวิกเตอร์เมื่อเช้านี้เลยแม้แต่น้อย ตามเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนหนาเตอะจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
แต่มีบางอย่างที่ขัดหูขัดตาผมอย่างบอกไม่ถูก
ผมทรุดตัวลงตรวจเช็คสภาพศพและพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด“สารวัตร ดูนี่สิ...” ผมชี้ให้เขาดูรอยเท้าและคราบโคลนที่อยู่รอบตัวศพ“รอยโคลนพวกนี้... มันดู ‘เป็ระเบียบ’ เกินไป”
ในคดีเมื่อเช้ารอยโคลนดูไม่เป็ระเบียบเหมือนคนเดินไปเดินมาหลายรอบ แต่รอบตัวเอลดาโคลนกลับถูกจัดวางไว้ในลักษณะที่เกือบจะเป็ระเบียบ รอยเท้าที่ทิ้งไว้รอบๆก็ดูนิ่งสนิทและสม่ำเสมอ ราวกับว่าฆาตกรไม่ได้รีบร้อน และ้าให้เราเห็น‘ความสมบูรณ์แบบ’ ของคำสาปนี้
อาจเป็การจัดฉากที่จงใจให้ดูเหมือนฝีมือของสิ่งเหนือธรรมชาติยิ่งกว่าเดิม
ไม่นานสถานการณ์รอบข้างเริ่มกลับมาอยู่ในการควบคุมของเ้าหน้าที่อีกครั้งเ้าหน้าที่เดินมารายงานผลการตรวจศพเบื้องต้นให้ผมฟังด้วยน้ำเสียงสั่นๆ"ผู้ตายถูกทุบที่หัวอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตทันทีครับท่านที่ปรึกษา"
รอบนี้ไม่ได้จมโคลนตายงั้นเหรอแสดงว่าฆาตกรเปลี่ยนวิธีการ หรือไม่ก็จงใจทำให้มันดูเหมือน คำสาป ด้วยการนำศพที่ตายแล้วไปจุ่มโคลนในสุสานก่อนจะแบกกลับมาวางไว้ที่นี่อย่างใจเย็น
ที่สำคัญคือที่เล็บของเอลดาที่ผมตรวจสอบเมื่อครู่ก็ไม่มีเศษผ้าสีแดงเหมือนวิกเตอร์กราฟ นั่นหมายความว่าเธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะต่อสู้หรือคว้าตัวคนร้ายไว้ได้เลย
เฮย์สเดินเข้ามาสมทบพลางส่งแผ่นกระดาษที่มีตราประทับทางราชการให้ผม"ข้อมูลที่นายขอได้มาแล้วบอร์น เื่คดีปล้นทองเมื่อสิบปีก่อนดูเหมือนเราจะนับจำนวนคนผิดไป จากข้อมูลฉบับละเอียดคนร้ายไม่ได้มีแค่สามคนที่เข้าไปปล้นในธนาคาร แต่มี 'คนที่สี่' ที่ทำหน้าที่ขับรถม้าขนทองรออยู่ด้านนอกด้วย!"
สี่คนงั้นหรือ...วิกเตอร์ กราฟ คนที่หนึ่ง ศพเมื่อ 10 ปี และ 8ปี ก่อนคือคนที่สองและสาม ส่วนคนที่สี่คือป้าเอลดาอย่างนั้นหลอถ้าอย่างนั้นคดีปล้นทองเมื่อ 10 ปี ก่อนคนร้ายก็ตายหมดแล้วสิ
เพื่อความแน่ใจผมจึงหันไปถามชาวบ้านแถวนั้นที่กำลังยืนกระซิบกระซาบกันเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ตาย
“ขอโทษนะครับผมขอถามอะไรหน่อย... คุณเอลดาเนี่ย เธอเป็คนที่นี่มาั้แ่ต้นหรือว่าเพิ่งย้ายมาพร้อมกับกลุ่มคนเมื่อสิบปีก่อนครับ?”
ชาวบ้านชายคนหนึ่งหันมาตอบ“ป้าเอลดาแกอยู่ที่นี่มานานแล้วครับท่านที่ปรึกษาน่าจะย้ายเข้ามาหลังผู้เฒ่าอีเรนไม่นานเห็นว่าย้ายมาพร้อมกับสามีที่เสียไปแล้วมาเปิดโรงสีที่นี่แหละครับ”
เป็คนในพื้นที่ดั้งเดิมงั้นหรือ...ถ้าอย่างนั้นเธอก็อาจจะไม่ใช่โจรคนที่สี่ที่ร่วมขบวนการปล้นครั้งนั้นเพราะคงไม่มีโจรที่ไหนฉลาดพอจะเสนอหมู่บ้านตัวเองให้เป็ที่ซ่อนทองทั้งที่ลงทุนขุดดินเพื่อสร้างระบบหมอกพรางตาขนาดใหญ่ขนาดนี้เพราะถ้าเกิดถูกพบทองขึ้นมา คนในพื้นที่อย่างเธอจะเป็ผู้ต้องสงสัยคนแรกๆ ทันที
แต่ทำไมเธอถึงต้องตายด้วยล่ะ?
ในเมื่อตำนานที่พวกเขาสร้างขึ้นมาบอกว่าคำสาปจะเล่นงานเฉพาะคนที่ลบหลู่หรือแอบเข้ามาขุดดินที่โบสถ์นี้เท่านั้น...เอลดาที่เป็คนประกาศคำสาปนี้มาตลอดไม่มีเหตุผลที่จะต้องตกเป็เหยื่อเลย
เดี๋ยวก่อนนะ
ผมนึกขึ้นมาได้ตอนที่ผมแวะไปที่โรงสีเมื่อบ่ายนี้ ผมจำได้ว่าเหมือนจะได้ยินคนงานคุยกันว่าเธอมีนัดกับใครสักคนเื่"ส่วนแบ่ง"
แต่แล้วบทสนทนาของชาวบ้านข้างๆก็สะดุดหูผมขึ้นมา “เออ... ว่าแต่เกิดเื่ใหญ่ขนาดนี้ทำไมยังไม่เห็นบาทหลวงมาเร็คเลยนะทั้งที่ป้าเอลดาเนี่ยแกศรัทธาบาทหลวงยิ่งกว่าใครเพื่อน”
“นั่นสิไม่เห็นท่านั้แ่่บ่ายแล้วนะ” ชาวบ้านอีกคนเสริม
ผมกวาดสายตามองไปรอบบริเวณพื้นที่ที่ขาวโพลนด้วยหมอก...จริงอย่างที่พวกเขาว่าไม่เห็นวี่แววของนักบวชผู้เคร่งครัดในจุดเกิดเหตุสยองขวัญนี้เลยทั้งที่มันเกิดขึ้นในเขตบ้านของเขาแท้ๆ
ผมจึงหันไปถามหญิงชาวบ้านคนนั้นต่อ“แล้วใครเป็คนพบร่างของคุณเอลดาคนแรกครับ”
“อาร์เธอร์กับฉันเองจ้ะ”หล่อนรีบตอบพลางลูบอกตัวเองด้วยความขวัญเสีย“เขานัดให้ฉันมาช่วยคัดแยกของบริจาคที่กองอยู่หลังโบสถ์พอเดินมาถึงเราก็เห็นคุณเอลดานอนนิ่งอยู่ในรอยแยกของดินนั่นแล้วอาร์เธอร์เขาตั้งสติไวมากจ้ะ เขาบอกให้ฉันเฝ้าศพไว้แล้วอาสาวิ่งไปแจ้งตำรวจที่อยู่หน้าโบสถ์ด้วยตัวเองเลย”
ผมหันไปมองทางอาร์เธอร์ที่กำลังยืนให้การกับเ้าหน้าที่ด้วยท่าทางตื่นตระหนกมือไม้ของเขาสั่นเทาขณะชี้แจงเหตุการณ์แต่ดวงตาของผมกลับสะดุดเข้ากับบางอย่างที่ขัดต่อตรรกะ
อาร์เธอร์เป็คนพบศพคนแรกและเป็คนวิ่งไปแจ้งตำรวจด้วยความรีบร้อน...แต่ทำไมเนื้อตัวของภารโรงที่สมควรจะเปรอะเปื้อนจากการเข้าไปตรวจสอบหรือพยายามช่วยชีวิตเหยื่อกลับดู ‘สะอาดสะอ้าน’ จนผิดปกติ
ผมมองดูรองเท้าบูทของเขาที่ดูเงาวับราวกับเพิ่งขัดมาใหม่ขัดกับภาพของหญิงชาวบ้านข้างๆที่มีคราบโคลนกระเซ็นติดขากางเกงจากการที่หล่อนทรุดตัวลงข้างศพ...ทำไมคนที่อ้างว่าอยู่ใกล้ชิดที่เกิดเหตุที่สุด ถึงไม่มีร่องรอยของ ‘โคลนอาถรรพ์’ติดตัวเลยสักนิด ราวกับเขาเตรียมใจมาแล้วว่าจะต้องทำตัวให้ดูสะอาดที่สุดต่อหน้าตำรวจ
“เอ้อ!แล้วก่อนจะเจอศพแป๊บเดียวฉันเหมือนจะเห็นบาทหลวงมาเร็คเดินอยู่แถวหลังโบสถ์ด้วยนะ”ชาวบ้านคนเดิมกระซิบเพิ่มด้วยน้ำเสียงหวาดระแวง“แถมตามตัวท่านยังมีโคลนเลอะเทอะไปหมด ดูน่ากลัวพิกล...”
บาทหลวงที่หายตัวไปพร้อมรอยโคลน...กับใครบางคนที่ปรากฏตัวออกมาด้วยความสะอาดสะอ้านจนผิดธรรมชาติ
วินาทีนั้นเองเหมือนโลกทั้งใบหยุดนิ่งลงชั่วขณะเื่ราวทุกอย่างั้แ่วินาทีแรกที่ผมเหยียบเข้ามาในหมู่บ้านแห่งหมอกนี้ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกกรอกลับ
ภาพประตูห้องที่ถูกล็อกอย่างแ่าแต่ผมััได้ถึง'ลมหายใจ' จากข้างใน...เศษใยผ้าสีแดงที่ติดอยู่ในเล็บของวิกเตอร์...และสภาพรอยโคลนที่ถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบเกินกว่าจะเป็ฝีมือของภูตผี
ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันมาั้แ่ต้น!
ผมเข้าใจแล้ว...ทั้งวิธีการที่ฆาตกรใช้ปลุกปั่นความเชื่อเื่คำสาป และเหตุผลที่ทำไม ‘ความจริง’ถึงถูกซ่อนไว้ใต้เงาของหอระฆังมาตลอดสิบปีตัวตนของโจรปล้นทองคนที่สี่ไม่ได้หายไปไหนแต่เขากำลังยืนยิ้มเยาะเย้ยพวกเราอยู่ภายใต้หน้ากากที่ดูน่าเชื่อถือที่สุด
ผมกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นตัวเองถ้าเพียงแต่ตอนนั้นผมไม่มัวแต่จดจ่ออยู่กับเื่กลไกเสียงระฆังจนมองข้าม‘ความสมบูรณ์แบบที่ดูจงใจ’ ของใครบางคนไป...ผมคงจะหยุดยั้งโศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้ก่อนที่เอลดาจะกลายเป็เหยื่อรายล่าสุด
ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเดินทันใดนั้น เงาสีดำของเกียร์ก็ร่อนลงเกาะบ่าผมอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงหอบเบาๆ ของอีกาจักรกลที่ดูตื่นเต้นสุดขีด
"นายท่าน! ข้าเห็นแล้วเกี๊ยะ! ข้าเห็นไอ้เงาที่ตีระฆังนั่นจริงๆด้วย!" เกียร์กระซิบเสียงสั่น "แต่มันแปลกมากเกี๊ยะ...เงานั้นไม่ได้ตีจากด้านนอกด้วยการดึงเชือกเหมือนตอนที่อาร์เธอร์ทำให้ดูแต่มันเข้าไปกระแทกจาก 'ข้างในตัวระฆัง' เลย! ข้าบินตามเงานั้นที่แวบหายลงมาจนไปเจอทางเข้าลับที่ซ่อนอยู่"
คำบอกเล่าของเกียร์เหมือนค้อนที่ตอกย้ำสมมติฐานสุดท้ายของผมให้แ่า
“เก่งมากเกียร์”ผมเอ่ยชมพลางลูบหัวเ้านกเหล็กที่รอบนี้ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมและทันเวลาพอดี“นายเป็ผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ”
“แน่นอนอยู่แล้วเกี๊ยะ! ก็ข้าคือเบอร์หนึ่งของท่านยังไงล่ะ”เกียร์ยืดอกตอบด้วยความภูมิใจ
ผมไม่รอช้ารีบก้าวฝ่าฝูงชนตรงเข้าไปหาเฮย์สที่กำลังยืนคุมพื้นที่อยู่ท่าทางของผมทำให้สารวัตรถึงกับชะงัก "สารวัตรครับ...เลิกสงสัยเื่ผีสางหรือคำสาปได้แล้ว ผมรู้ตัวฆาตกรและโจรคนที่สี่ที่ร่วมขบวนการปล้นทองเมื่อสิบปีก่อนแล้วครับ!"
เฮย์สมีสีหน้าตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็ความเคร่งครัดตามสัญชาตญาณมือปราบ "นายแน่ใจนะบอร์น"
“มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ และตอนนี้เราพบ ช่องทาง ที่จะพาเราไปพบทั้งหลักฐานและตัวตนที่แท้จริงของมันแล้ว!”
เฮย์สพยักหน้าอย่างแรงครั้งหนึ่งก่อนจะหันไปสั่งการเ้าหน้าที่ในทันที“พวกนาย! เฝ้าจุดนี้ไว้ให้แ่าที่สุดใครที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องห้ามออกจากพื้นที่และห้ามใครเข้าใกล้ศพคุณเอลดาเด็ดขาด!”
จากนั้นเขาก็หันกลับมาสบตาผมด้วยสายตาที่เชื่อมั่นและเต็มไปด้วยความกระหายในความยุติธรรม“นำทางไปเลยบอร์น เราจะไปจบฝันร้ายสิบปีของหมู่บ้านนี้กันเสียที!”
ผมให้เกียร์บินนำทางล่วงหน้าไปก่อนท่ามกลางม่านหมอกที่ยังคงหนาตาไม่นานนักเราก็มาถึงหน้า "ห้องเก็บของเก่า" ของหลังโบสถ์ที่สภาพทรุดโทรมจนแทบจะถล่มลงมาผมหยุดฝีเท้าลงพลางขมวดคิ้ว แต่เกียร์รีบบินวนพลางส่งเสียงกระซิบ “ไม่ใช่ตรงนี้ นายท่านต้องด้านหลังห้องเก็บของนู่น!”
พวกเราจึงรีบอ้อมไปที่ด้านหลังของตัวอาคารไม้เก่าๆจนกระทั่งพบกับพุ่มไม้ขนาดใหญ่ที่ขึ้นหนาทึบจนผิดสังเกตเมื่อลองแหวกพุ่มไม้นั้นออกดูก็พบกับ ประตูไม้บานเล็ก ที่ซ่อนอยู่หลังเงามืดรอยผุพังของมันดูกลืนไปกับผนังโบสถ์จนแทบแยกไม่ออก
ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆจะหาประตูนี้ไม่เจอมาตลอดสิบปี พุ่มไม้นี่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่มันถูกปลูกและดูแลไว้อย่างดีเพื่อบังตาคนภายนอกโดยเฉพาะ
ผมสบตากับเฮย์สครู่หนึ่งสารวัตรพยักหน้าพร้อมกับกระชับตะเกียงในมือให้แน่นขึ้นพวกเราตัดสินใจผลักประตูบานนั้นแล้วเดินเข้าไปข้างในทันทีกลิ่นอับชื้นและลมเย็นเยือกจากเบื้องล่างพัดสวนขึ้นมาปะทะหน้า
ผมเดินตามเฮย์สลึกลงไปตามทางลาดหินที่เย็นเฉียบและชื้นแฉะแสงตะเกียงในมือสารวัตรสั่นไหววูบวาบไปตามผนังดินที่ถูกขุดขึ้นอย่างหยาบๆเผยให้เห็นร่องรอยการใช้งานมาอย่างยาวนาน ยิ่งลึกลงไปกลิ่นดินและกลิ่นอับชื้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนหายใจลำบากราวกับว่าเรากำลังเดินดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของนรก
เราทั้งคู่ลดความเร็วเท้าลงจนไร้เสียงเมื่อััได้ถึงแสงสว่างเลือนลางที่ลอดออกมาจากปลายอุโมงค์ข้างหน้า พร้อมกับเสียงพึมพำกระเส่าที่ดังสะท้อนมาตามผนังถ้ำ มันไม่ใช่เสียงิญญาแต่เป็เสียงของมนุษย์ที่กำลังสติแตก
เราหยุดนิ่งอยู่หลังโขดหินใหญ่ที่ปากทางออกสู่ห้องโถงดินขนาดใหญ่และที่นั่น... ภาพที่ปรากฏภายใต้แสงเทียนนับสิบเล่มทำให้ผมต้องนิิ่งอึ้ง
“พ่อบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าออกไปข้างนอก!และอย่าไปตีระฆังหลังฆ่าคนอีก!”
เสียงะโที่เต็มไปด้วยความกลัวและความคลุ้มคลั่งของบาทหลวงมาเร็คดังะเิขึ้นสะท้อนก้องไปทั่วเพดานโถงดิน แสงเทียนที่สั่นไหวพัดผ่านเงาของเขาที่วาดผ่านผนังถ้ำทำให้เขามีสภาพไม่ต่างจากปีศาจที่กำลังพิพากษานักโทษในเงามืด
“ผมแค่จะบอก... ว่ามีคนตายเท่านั้นเองครับ ตามที่ท่านเทพบอก...” เสียงตอบกลับเป็เสียงของเด็กผู้ชายที่แหบพร่าและตะกุกตะกักฟังดูเลื่อนลอยเหมือนคนที่สติหลุดลอยไปในม่านหมอก
“ตอนนี้มีตำรวจและนักสืบอยู่ที่นี่!”มาเร็คตวาดเสียงสั่นพลางเขย่าไหล่เด็กชายแรงๆ “พวกเขาจะรู้ว่าลูกคือคนทำ!เขาจะหาว่าลูกเป็คนฆ่าคนแล้วไปตีระฆังป่าวประกาศความผิดของตัวเอง!”
“ผมแค่... ทำตามคำสั่งจากท่านเทพเท่านั้นเอง...”
“ยังจะเชื่อไอ้พระเ้าจอมปลอมนั่นอีกเหรอ! ถ้ามันเป็เื่จริงลูกก็ต้องมือไม่เปื้อนเืแบบนี้สิ!” มาเร็คทิ้งตัวลงคุกเข่าทุบกำปั้นลงกับพื้นดินด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง
ทว่าสารวัตรเฮย์สไม่รอฟังคำแก้ตัวใดๆอีกต่อไป สัญชาตญาณตำรวจที่จดจ่ออยู่กับการจับกุมพุ่งพล่านถึงขีดสุดเขาโผล่พรวดออกไปจากเงามืดพร้อมเล็งปืนในมือไปที่กลางหน้าผากของบาทหลวง
“หยุดอยู่ตรงนั้น บาทหลวงมาเร็ค! ในข้อหาฆ่าคนตายต่อเนื่องและในฐานะผู้ร่วมขบวนการปล้นทองครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อน!”
บาทหลวงและเด็กชายสะดุ้งสุดตัวด้วยความใขีดสุดผมก้าวตามออกไปจนเห็นหน้าเด็กชายคนนั้นชัดๆร่างกายมอมแมมไปด้วยโคลนหนาเตอะแบบเดียวกับที่อุดปากศพและมีดวงตาที่ว่างเปล่าไร้สติ
สารวัตร...คุณวู่วามเกินไปแล้ว! รอยโคลนพวกนั้นมันดู 'จงใจ'เกินไปสำหรับฆาตกรที่ฉลาดระดับนี้!