ต่งเสี่ยวเสี่ยวทั้งขำทั้งอ่อนใจเธอพูดด้วยความเอ็นดูว่า "เ้าลิงทโมน!ลูกจะล้างสะอาดได้ยังไงกัน! ดูสิ ไม่ว่าจะตรงหน้า หัว หรือตัว ก็มีแต่คราบดินสกปรกมอมแมมไปทั้งตัว! ถ้าเป็แบบนี้เด็กคนอื่นๆ เขาไม่อยากเล่นกับลูกหรอก!วันนี้แม่จะอาบน้ำให้ลูกเอง หลังจากนี้ต้องอาบน้ำทุกวัน ลูกจะได้อาบเองได้"
ใบหน้าดำคล้ำของฉินไห่หยางแดงก่ำด้วยความอับอายเมื่อคิดถึงคำพูดที่เด็กๆ ในหมู่บ้านเคยล้อเลียนเขาต่อหน้าว่า 'ไอ้ลิงโคลน [1] '
พอคิดได้ดังนั้นฉินไห่หยางจึงไม่ดิ้นหนีอีกต่อไป เขาเพียงแต่หลับตาลงด้วยความขุ่นเคืองปล่อยให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวจัดการเขาตามใจชอบ
เด็กทั้งสองคนมอมแมมเกินไปแล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวผู้รักความสะอาดทนเห็นสภาพแบบนี้ไม่ได้ เธอจัดการล้างตัวให้พวกเขาถึงสามรอบ
จนกระทั่งน้ำที่อาบเริ่มใสขึ้นต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงยอมหยุดมือ เธอเช็ดผมให้แห้งและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดให้พวกเขา
ถึงอย่างนั้นเสื้อผ้าเ่าั้ก็ไม่ได้ดูดีสักเท่าไหร่
ส่วนใหญ่เป็เสื้อผ้าที่เก็บมาจากบ้านคนอื่นที่พวกเขาไม่้าแล้วนอกจากเสื้อผ้าจะถูกปะชุนจนพรุนแล้ว ยังมีบางตัวที่ซักจนซีดหรือใส่จนขึ้นเงาดูแล้วอดรู้สึกสงสารไม่ได้
ทั้งครอบครัวมีเพียงเสื้อผ้าของต่งเสี่ยวเสี่ยวเท่านั้นที่ดูดีที่สุดนอกจากจะเป็ผ้าเนื้อดีแล้ว ยังมีอีกหลายชุดด้วย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้งเธอรู้สึกว่าตัวเองก็ต้องทำงานหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัวบ้าง
เพียงแต่...
จะให้เธอขึ้นเขาลงห้วยทำงานหนักในไร่นาแบบนั้น เธอคงทำไม่ได้จริงๆ
ความสามารถเพียงอย่างเดียวที่เธอมีคือทักษะทางการแพทย์ที่ดีแต่ในยุคนี้ การออกไปบอกว่าตัวเองมีความรู้ทางการแพทย์ คงไม่มีใครเชื่อถือและคงไม่มีใครกล้าเสี่ยงชีวิตให้เธอช่วยรักษาแน่ๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตัดสินใจเริ่มต้นจากการรักษาขาของฉินซู่ก่อน
ขอแค่เธอรักษาขาของฉินซู่ให้หายดีได้ชื่อเสียงของเธอก็จะมากขึ้นถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีใครมาให้เธอรักษาอีก
พอตกค่ำ ฉินซู่ก็กลับมาจากการทำงาน
เมื่อกลับถึงบ้าน ไฟในบ้านก็สว่างอยู่
ฉินซู่เดินเข้าไปในบ้านเขาเห็นว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวและลูกทั้งสองคนยังคงรอเขาอยู่ เพื่อกินข้าวเย็นด้วยกัน
อาหารบนโต๊ะเองก็ยังอุ่นอยู่
มีข้าวสวยหุงสุกเป็เม็ดสวยหลายชามฟักทองนึ่งหนึ่งลูก และผัดยอดฟักทองอีกหนึ่งจาน
ใน่บ่าย ต่งเสี่ยวเสี่ยวได้รดน้ำแปลงผักและเมื่อเธอมองไปรอบๆ ก็เห็นแค่ยอดฟักทองตรงมุมหนึ่งเท่านั้นที่ดูแล้วพอจะกินได้
เธอเด็ดยอดฟักทองมาหนึ่งกำเลือกเอาเส้นใยออกอย่างละเอียด จากนั้นขยี้เบาๆ เพื่อให้ยอดฟักทองสุกแล้วล้างอีกครั้ง ก่อนจะนำไปผัดกับน้ำมันและเกลือ
เธอไม่หวงน้ำมันในการอาหารเลยสักนิดดังนั้นรสชาติอาหารจึงค่อนข้างดีทีเดียว
"กลับมาแล้วเหรอ มากินข้าวเถอะ"ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันไปมองฉินซู่ พร้อมกับรอยยิ้มเธอรีบวางตะเกียบไว้ข้างชามข้าวของเขา จากนั้นจึงหันไปมองเด็กทั้งสองคน"พ่อเขากลับมาแล้ว พวกเราทานข้าวกันได้แล้ว"
คำพูดนั้นเหมือนกับคำพูดที่คู่สามีภรรยาทั่วไปพูดกัน เป็คำพูดที่เรียบง่ายและเป็ธรรมชาติแต่กลับทำให้ฉินซู่รู้สึกสับสนวุ่นวายอยู่ในใจ
เขาหยิบตะเกียบขึ้นฉินไห่เย่วคีบฟักทองชิ้นหนึ่งใส่ในชามให้เขา "พ่อทานอันนี้สิคะอันนี้หวาน อร่อยมากเลยค่ะ"
ฉินซู่เพิ่งสังเกตเห็นว่าลูกทั้งสองคนดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป
ผมของลูกสาวถูกถักเป็เปียเล็กๆอย่างเรียบร้อย ใบหน้าเล็กสะอาดสะอ้าน ไร้ร่องรอยของสิ่งสกปรก
เสื้อผ้าที่ลูกชายสวมใส่อยู่นั้นก็สะอาดเช่นกันรอยขาดบนเสื้อผ้าถูกรอยปริแตกบนอาภรณ์ถูกเย็บซ่อมแซมจนเรียบร้อย
เด็กทั้งสองคนที่มอมแมมมาั้แ่เล็ก จู่ๆก็กลับกลายเป็เด็กที่สะอาดสะอ้าน ทำให้ฉินซู่รู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์
เมื่อเห็นว่าฉินซู่ตกตะลึงต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงยิ้มออกมาและพูดว่า "ถึงกับจำไม่ได้เลยเหรอ?เมื่อตอนบ่ายเราอาบน้ำกันขันใหญ่เชียวละทุกคนอาบน้ำกันตั้งคนละสามรอบ กว่าจะสะอาดได้ขนาดนี้"
ฉินไห่หยางรู้สึกอับอายรีบก้มหน้าก้มตากินข้าว
ฉินไห่เย่วยิ้มและพูดว่า"อาบน้ำแล้วสบายตัวมากเลย จริงสิ พ่อคะวันนี้หนูโดนแมลงกัดด้วย เจ็บมากเลยค่ะ"
เมื่อได้ยินฉินไห่เย่วพูดแบบนั้นฉินซู่ก็รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที "โดนแมลงอะไรกัด?ให้พ่อดูหน่อย"
ฉินไห่เย่วจึงม้วนขากางเกงขึ้นเผยให้เห็นรอยแผล แต่ตอนนี้รอยแผลก็หายไปเกือบหมดแล้ว
"โดนแมลงก้นกระดกกัดฉันล้างแผลและทายาให้เธอแล้ว น่าจะไม่มีอาการบวมแดงหรือเป็หนองแล้วละ"ต่งเสี่ยวเสี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ฉินซู่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ดูจากรอยแผลแล้วฉินซู่ก็พอจะรู้ว่าลูกสาวโดนแมลงอะไรกัด
ในชนบทมักจะมีแมลงชนิดนี้อยู่เสมอเขาเองก็เคยโดนกัดเหมือนกัน
หลังจากถูกกัดแล้วจะรู้สึกเจ็บแสบเจ็บและคัน และยังเป็หนองอีก ถ้าบวมขึ้นมา ต้องใช้เวลาสามถึงห้าวันแผลถึงจะหาย
แต่เมื่อดูจากรอยแผลของฉินไห่เย่วที่เกือบจะหายดีแล้วไม่มีอาการบวมแดงเลยแม้แต่น้อย
"เธอใช้อะไรทาให้ลูกทำไมถึงหายเร็วขนาดนี้?" ฉินซู่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเขาอดไม่ได้ที่จะถาม
"ใช้ต้นป้านเปียนเหลียนแมลงก้นกระดกมีพิษ ต้นป้านเปียนเหลียนสามารถถอนพิษได้พอดีแต่ก่อนจะใช้ควรล้างแผลด้วยน้ำเกลือจะดีกว่า" ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดออกมาโดยไม่คิดอะไรมากนัก
เมื่อพูดจบเธอก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าสายตาของฉินซู่ที่มองมายังเธอเต็มไปด้วยความลึกซึ้งเกินคาดเดา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะแห้งๆ รีบพูดว่า"ที่บ้านฉันทำธุรกิจขายสมุนไพรเลยได้เรียนวิชาแพทย์มาบ้างั้แ่เด็ก ถ้าอย่างนั้นฉันขอดูขานายหน่อยได้ไหมเผื่อจะรักษาให้หายได้"
แต่เมื่อเธอพูดออกไปแบบนั้นสีหน้าของฉินซู่ที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อยก็เปลี่ยนกลับมามืดครึ้มอีกครั้งเขาพูดด้วยน้ำเสียงเ็า "ไม่ต้อง! กินข้าวเถอะ!ขาของฉันไม่มีทางรักษาได้แล้ว!"
เมื่อพูดจบ ฉินซู่ก็ก้มหน้าลงเริ่มกินข้าวโดยไม่ปริปากพูดอะไรอีกแสดงออกถึงความเ็าและไม่้าสุงสิงกับใคร
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกจนปัญญาแต่ก็รู้ดีว่าเื่นี้ต้องใช้เวลา เธอทำได้เพียงรอ่โอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น
วันรุ่งขึ้นฉินซู่ก็ออกไปทำงานั้แ่เช้าตรู่
หลังจากที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวตื่นขึ้นมาก็พบว่าลานบ้านถูกกวาดจนสะอาด ฟืนถูกกองเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบที่มุมกำแพง
ฉินซู่ทำเื่พวกนี้เงียบๆ โดยไม่พูดอะไร ต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงแสร้งทำเป็มองข้ามไป
เธอหันหลังเดินเข้าไปในครัว
ในครัวมีอะไรบ้าง เธอย่อมต้องรู้ดีที่สุด
ฉินซู่ไม่ได้ทานอะไรเลยสักนิดกลับต้องออกไปทำงานแต่เช้า ก่อนหน้านี้เธอยังใจแข็งแต่ตอนนี้กลับรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ขาของเขาก็ไม่ดีอยู่แล้วยังต้องทำงานหนักอีก ทั้งยังไม่ได้กินอะไร คนเราจะทนไหวได้ยังไงกัน?
แต่ถึงอย่างนั้นในบ้านก็ไม่มีอะไรให้กินมากนัก นอกจากข้าวสารที่เหลืออยู่น้อยนิดก็มีแต่ฟักทองและมันเทศ ต้องหาวิธีจัดการเื่อาหารการกินเสียหน่อยแล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวนึ่งมันเทศสองสามหัวให้เด็กๆกินเป็อาหารเช้า ส่วนตัวเธอเองก็กินไปหัวหนึ่งเช่นกัน จากนั้นเธอก็ลับมีดและสะพายตะกร้าขึ้นหลัง เตรียมตัวขึ้นเขาไปหาเก็บสมุนไพร
ถึงฉินซู่จะไม่ยอมให้เธอรักษาแต่เธอก็สามารถนำสมุนไพรกลับมาตากแห้งก่อนได้ แล้วค่อยหาโอกาสโน้มน้าวเขายิ่งไปกว่านั้น สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการหวัด ปวดหัวทั่วไป ก็ควรมีติดบ้านไว้บ้างมีไว้ไม่เสียหาย ค่อยเอามาใช้ตอนที่จำเป็
"หยางหยาง เย่วเย่ววันนี้แม่จะขึ้นเขานะ พวกลูกต้องเป็เด็กดีอยู่ที่บ้านตอนเที่ยงแม่จะกลับมาหุงข้าวให้กิน หยางหยาง เราเป็พี่ชาย ต้องดูแลน้องสาวด้วยนะ"หลังจากเตรียมตัวพร้อมแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็มองไปมองฉินไห่หยางและกำชับเขาเป็อย่างดี
เชิงอรรถ
[1] ลิงโคลน (泥猴子)เป็คำที่ใช้ล้อเลียนเด็กที่สกปรก