ยามนั้นซูหยวนเย่เอ่ยขอบคุณซือเทียนหนานิเป็การใหญ่ ที่มันสอดมือเข้าช่วยเหลือ ทว่า... กลับมิมีคำตอบอันใดกลับ มันยืนนิ่งตัวแข็งราวกับเป็หุ่นไม้ ซูหยวนเย่จึงได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนที่มันจะหันไปมองมารดาบนเนินเขา จากนั้นก็พลันใช้เท้าถีบพื้นพุ่งทะยานขึ้นไปหานาง
“ท่านเป็อย่างไรบ้าง” ซูหยวนเย่เอ่ยถามออกมาด้วยความเป็ห่วง ก่อนที่ซูอิ๋งอิ๋งซึ่งมีใบหน้าซีดเผือดจะหันมามองแล้วเตรียมอ้าปากตอบ ทว่า...นางยังมิทันได้จะเปล่งเสียง สองตาก็พลันเบิกกว้างตกตะลึงสุดขีด เพราะยามนี้ปรากฏร่าง ร่างหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังซูหยวนเย่ มิใช่ผู้ใด ซื่อเทียนหนานิ นั่นเอง
“โอ้ นางผู้นี้เป็ภรรยาของเ้าหรือ” จู่ ๆ ซื่อเทียนหนานิ ก็เอ่ยถามขึ้น ซูหยวนเย่ที่ไม่ทราบว่ามันเป็ผู้ใดจึงระบายยิ้มกว้างก่อนจะกล่าวตอบว่า ‘ใช่’ จากนั้น ซื่อเทียนหนานิ ก็นิ่งเงียบ ยืนตัวแข็งอีกครั้ง ซูหยวนเย่ที่เห็นก็ได้แต่นึกในใจว่าคนผู้นี้ประหลาดพิลึกยิ่งนัก มันจะหันกลับมาหามารดาคนงามอีกครั้ง ซึ่งนางยังมีใบหน้าตื่นกลัวเช่นเดิม
“ท่านเป็อันใดไป ไยจึงมีสีหน้าเช่นนี้ ยามนี้พวกเราปลอดภัย แถมศัตรูก็ถูกกำจัดแล้ว ถึงผู้ที่สังหารมันจะ.. จะเอ่อเป็คนแปลก ๆ ก็ตาม เช่นนั้นพวกเราไปจากที่นี่กันเถิด” ซูหยวนเย่เอ่ยพร้อมรอยยิ้มเจื่อน ๆ ซึ่งพอซูอิ๋งอิ๋งได้ฟัง สีหน้าของหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็ขึงขัง และเห็นด้วยกับความคิดของบุตรชาย ทว่า....
“ดูยังไงก็ไม่เหมือนผัวเมียกันสักนิด เ้าคิดเช่นนั้นหรือไม่ อาตง”
“โอ้ สหายข้า เ้าก็คิดเหมือนกันหรือ พวกมันดูไม่คล้ายผัวเมียกันสักส่วน อีแบบนี้คงโกหกพวกเราเป็แน่”
“สารเลวยิ่งนัก บนแผ่นดินนี้หากจะมีสิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือการโกหก และผู้ที่กล้าโกหกพวกเรามันจะต้องตายอย่างไร้ที่ฝั่ง” บทสนทนาทั้งหมดมิได้มาจากใคร หากแต่มาจาก ซื่อเทียนหนานิทั้งนั้น ดูคล้ายมันจะประหลาดถึงขนาดพูดคุยกับตนเองด้วยสองน้ำเสียง เสียงหนึ่งคือเสียงที่มันพูดกับซูหยวนเย่เมื่อครู่ ส่วนอีกหนึ่งบีบเสียงจนแหลมเล็ก
“ตะ..ตายอย่างไร้ที่ฝั่งหรือ ท่านเอ่ยอันใดออกมา อย่ามาล้อเล่นแบบนี้สิ” ซูหยวนเย่ยังทำเป็ใจดีสู้เสือยิ้มสู้ แต่ในใจของมันนั้นเปี่ยมไปด้วยความกลัวถึงห้าส่วนแล้ว ซูอิ๋งอิ๋งยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางทราบดีว่า ซื่อเทียนหนานิ ลงมือทำจริงเป็แน่
“ชะ...ช้าก่อนท่านจอมมาร!! พวกเราเป็ผัวเมียกันจริง ๆ หาได้คิดจะโกหกท่านเลยแม้แต่น้อย ขอท่านใจเย็นก่อน” ซูอิ๋งอิ๋งพลันเอ่ยออกมาเสียงดัง
“เ้าเป็ภรรยาของมันแน่หรือ” ซื่อเทียนหนานิ หยุดเดินก้าวตรงเข้าไปหาก่อนเอ่ยถามอีกครั้ง
“ใช่ ข้าซูอิ๋งอิ๋งเป็ภรรยาของชายผู้นี้แน่นอนหากท่านไม่เชื่อ ข้า....ข้าจะ.....” ซูอิ๋งอิ๋งกล่าวตอบอย่างหนักแน่น ทว่า...ก็นิ่งงันไปเพราะไม่รู้จะพิสูจน์ด้วยวิธีไหน
“ถึงคำพูดกับแววตาของเ้าจะดูหนักแน่น แต่ข้าก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เอาอย่างไรดีอาตง...”
“ในเมื่อเป็ผัวเมียก็ย่อมต้องร่วมรักสมสู่กันได้ เช่นนั้นให้พวกมันทำให้พวกเราดูดีหรือไม่สหาย”
“เ้ากล่าววาจาบ้าบออันใดอาตง เห็นข้าเป็พวกโจรปล้นสวาทวิปริตวิตถารหรือ แต่วิธีนี้ก็นับว่าไม่เลว เช่นนั้นก็เอาตามนี้หากพวกมันทำได้ก็รอด แต่ถ้าไม่ทำก็ตาย....” ซื่อเทียนหนานิสนทนากับตัวมันอีกครั้ง แต่หลังจากที่สองแม่ลูกได้ยินก็ตาโตอ้าปากค้างใสุดขีด ซูหยวนเย่ในร่างของซูอี้หนานกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ ทว่า...มือของมารดาก็พลันยกขึ้นมาปิดไว้เสียก่อน
“หะ...หากท่าน ตะ...้าเช่นนั้น พวกเราสองคนก็ยินดี” ซูอิ๋งอิ๋งก้มหน้าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ซื่อเทียนหนานิ ที่ได้ฟังจึงะเิเสียงหัวร่อออกมาดังก้องเนินเขาด้วยความพึงพอใจ “ฮ่า ๆ ๆ ๆ นับว่าเ้าฉลาดตอบ เพราะเมื่อครู่หากบอกว่าจะไม่ทำ หัวของพวกเ้าคงหลุดจากบ่าด้วยมือข้าไปแล้ว เช่นนั้นไปหาที่เหมาะ ๆ กันเถอะ ข้ารู้จักถ้ำแถวนี้พอดี ตามมา” ซื่อเทียนหนานิ กล่าวจบมันก็หมุนกาย ก่อนจะกระโจนขึ้นฟ้าไปด้วยวิชาตัวเบา
“ทะ...ท่านแม่เหตุใดท่าน.....”
“อย่าพึ่งถามมากความหยวนหยวน ยามนี้รีบตามมันไปก่อน แล้วแม่จะเล่าเหตุผลให้ฟังกลางทาง” ซูอิ๋งอิ๋งเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าสลด ซูหยวนเย่ที่ฟังก็ได้แต่พยักหน้ารับอย่างแช่มช้า ยามนี้มันไม่เข้าใจสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น? แล้วเหตุใดมารดาของมันจึงหวาดกลัวคนผู้นี้ยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่นางก็มีวรยุทธ์สูงส่งไม่น้อยไปกว่าผู้ใดในแผ่นดิน ก่อนที่ซูหยวนเย่จะทราบเื่ราวทุกอย่างระหว่างที่ตาม ซื่อเทียนหนานิไป
“เขาคือ ทะ... ทะ... เทพมารมรณะไร้พ่าย ซื่อเทียนหนานิกระนั้นหรือ!! ผู้ที่คนกล่าวขานว่ามีวรยุทธ์สูงส่งที่สุดแห่งยุค และไม่เคยมีใครเอาชนะได้แม้แต่คนเดียว...” ครานี้ใบหน้าของซูหยวนเย่ก็พลันซีดเผือดด้วยความกลัว ไม่ต่างจากของมารดามันเมื่อครู่
“ใช่แล้วหยวนหยวน มันนั่นเอง พวกเราโชคดีที่เ้าแก่ฉีเหลินกงตายก็จริง แต่ก็โชคร้ายเพราะดันมาเจอ ซื่อเทียนหนานิเข้า มันฝึกสุดยอดวิชาจนเป็ที่หนึ่งในยุทธภพ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความวิปลาสแบบที่เ้าเห็นเมื่อครู่ ตอนแรกแม่เองก็ไม่ได้คาดว่ามันจะบ้าเสียสติถึงเพียงนี้ แม่ขอโทษนะ”
“มะ...ไม่ต้องกล่าวขอโทษข้าหรอกท่านแม่ ข้าต่างหากที่ควรจะกล่าวเช่นนั้นเพราะอีกประเดี๋ยวข้าจะต้อง......” ซูหยวนเย่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาก่อนจะเงียบไป ทว่า....ในใจของมันยามนี้รู้สึกร้อนรุ่มสับสนปั่นป่วนไปหมด
“นะ...นี่ข้ากับท่านแม่กำลังจะต้องทำเช่นนั้นจริงหรือ? ข้าควรจะทำอย่างไรดี? แค่คิดก็รู้สึกผิดจนสู้หน้าท่านพ่อไม่ได้อยู่แล้ว แต่อีกใจก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก....” ซูหยวนเย่ครุ่นคิดในใจเงียบ ๆ ก่อนที่พวกมันทั้งสามคนจะมาถึงหน้าผาสูงแห่งหนึ่ง ซึ่งมีปากถ้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่
“เอาล่ะมาถึงแล้ว พวกเราเข้าไปกันเถอะ” ซื่อเทียนหนานิ เอ่ยเสียงเรียบก่อนจะเดินนำเข้าไป สองแม่ลูกที่ได้ฟังไม่ได้ตอบอะไร ในใจของซูอิ๋งอิ๋งยามนี้อยากรวบรวมกำลังภายในทั้งหมดแล้วพาบุตรชายหลบหนีไปให้ไกลที่สุดยิ่งนัก แต่นางก็ทราบดีแก่ใจว่า หากทำ คงได้ตายในพริบตาชนิดที่ยังไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตาม ซื่อเทียนหนานิเข้าไปในถ้ำ...
จบบท