เมื่อคนทั้งสามเดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าสำนัก พวกมันก็ต้องหยุดนิ่งเมื่อ ชายร่างยักษ์คนหนึ่งยกมือขึ้น แล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงอันดุดัน แข็งกร้าว "พวกเจ้าเป็นใคร มาจากสำนักไหนจงแจ้งมาให้หมด มิเช่นนั้นก็ห้ามผ่านเข้าไปข้างใน
ชาวยุทธ์ที่พาเว่ยเซี่ยมานั้นยกสองมือขึ้นประสานก่อนจะค้อมตัวเล็กน้อย และกล่าวตอบ "พวกข้าทั้งสองมาจากสำนักคุ้มภัยกิเลนทอง นี่คือป้ายแสดงหลักฐาน" พวกมันคนหนึ่งหยิบแผ่นป้ายโลหะที่มีรูปกิเลนกำลังกระโดดออกมาแสดงให้ชายร่างใหญ่ผู้นั้นดู
มันหรี่ตามองอย่างไม่เชื่ออยู่สักพัก ก่อนที่จะหันไปทาง ชายร่างเล็กในชุดผ้าไหมสีฟ้า ที่กำลังนั่งโบกพัดในมือไปมา พร้อมท่าทางหยิ่งผยอง
"หึ สำนักคุ้มภัยกิเลนทองกระนั้นรึ? ก็แค่สำนักหลังเขาต่ำต้อย มิอาจเทียบกับสำนักเก้ากระบี่เทวฤทธิ์ของข้าได้แม้แต่น้อย แต่ก็เอาเถอะ ถ้าหากพวกเจ้าอยากจะมาเป็นมือเป็นเท้าช่วยเหลือข้าให้สยบพวกพรรคมาร เช่นนั้นข้าก็จะยอมให้พวกเจ้าผ่านเข้าไป…"
มู่ ฮวยฮงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้า ท่าทางดูถูกเหยียดหยาม คนของสำนักคุ้มภัยกิเลนทองเป็นที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าพวกมันทั้งคู่นั้นไม่พอใจมาก แต่เนื่องด้วยไม่อยากผิดใจกับคนของสำนักเก้ากระบี่เทวฤทธิ์ พวกมันจึงได้แต่ข่มอารมณ์ความโกรธ ก่อนจะแค่นเสียงกล่าวขอบคุณ มู่ฮวยฮง และ พากันเดินผ่านเข้าไปใน สำนักสตรีหยกสวรรค์ ทว่า..ในยามนั้นเอง ก็ได้มีเสียงของใครบางคนพลันร้องดังขึ้นมา
"ช้าก่อน…!! พวกเจ้าอย่าพึ่งไป"
"มีอันใดอีกรึ.? "
ผู้ส่งเสียงร้องห้ามิใช่ใครอื่น ฮานลู่ พ่อบ้านคนสนิทของมู่ ฮวยฮงนั้นเอง
"เจ้าสองคน ข้าพอจะเชื่ออยู่หรอก ว่ามาจากสำนักคุ้มภัยกิเลนทอง…แล้วเจ้าหนุ่มคนที่เดินตามมานั้นเล่า มันใช่คนของสำนักพวกเจ้าด้วยรึ..? " ฮานลู่เอ่ยถามก่อนจะชี้นิ้วมาที่ เว่ยเซี่ย
คนของสำนักคุ้มภัยกิเลนทองก็หันมามองเว่ยเซี่ยก่อนที่มันจะกล่าวตอบ ฮานลู่ "น้องชายผู้นี่รึ? ตอบตามตรง มันมิใช่คนของสำนักพวกเราหรอก เพียงแต่ข้ากับสหายเจอมันที่ตีนเขา จึงได้ชวนมาด้วย เพราะเห็นว่ามันเองก็อยากมาเข้าร่วมกับเหล่าชาวยุทธ์เพื่อปราบพรรคมารเช่นกัน.."
คำตอบของชายผู้นั้น ทำเอาฮานลู่ กับพรรคพวกของมู่ ฮวยฮงถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"เจ้าว่าอันใดนะ..! มันมิใช่คนของพวกเจ้ากระนั้นรึ? แล้วเหตุใดถึงไม่แจ้งให้ชัดเจน ทำแบบนี้มันเสี่ยงมากรู้ไหม หากเจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นคนของพรรคมารแฝงตัวมาสืบข่าวเล่า พวกเจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร…"
มู่ ฮวยฮงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยวก่อนที่มันจะตวาดใส่ คนของสำนักคุ้มภัยกิเลนทองเสียงดังลั่น
บรรยากาศรอบ ๆ บริเวณนั้นพลันอึดอัดกดดันขึ้นมาทันที ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่เว่ยเซี่ยกันเป็นตาเดียว ราวกับว่ามันเป็นคนชั่วช้าสามานย์ที่มาจากพรรคมาร
"คำถามเดิมเจ้าเป็นใคร? มาจากไหนไอ้หนู จงบอกความจริงออกมาให้หมด มิเช่นนั้นอย่าหาว่าพวกข้าใจร้าย หากไม่คิดตอบก็จงก้าวถอยลงลงเขาไปซะ…" เจ้าชายร่างยักษ์คนเดิมกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว และแววตา อำมหิตดุดัน จนผู้คนที่อยู่ใกล้ ๆ ยังรู้สึกเสียวสันหลัง แถมขนลุกไปทั่วร่าง ทว่าเว่ยเซี่ยนั้นกลับ มิได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย..
"ข้าเป็นใครรึ.? นั้นสินะ เป็นใครดี เป็นบิดาเจ้าดีหรือไม่ อืม..ไม่สิ เป็นปู่ของปู่เจ้าดีกว่า…อ้าว ในเมื่อพบหน้าของท่านปู่ทวดเจ้าแล้ว ไยถึงไม่ทำความเคารพข้าอีก ให้ตายเถอะ นี่ข้ามีลูกหลานมารยาทต่ำทรามเช่นนี้ได้อย่างไร ช่างน่าเศร้าเสียจริง ๆ" นอกจากเว่ยเซี่ยจะไม่เกรงกลัวชายร่างยักษ์ตรงหน้าแล้ว มันพูดจาลามปามไปถึงบรรพบุรุษของคนผู้นี้อีกด้วย
และ คงไม่เดาว่าเจ้าชายร่างยักษ์จะเดือดดาลมากแค่ไหน "ปู่ทวดมารดาเจ้าเถิด ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไปตายซะ…!" มันส่งเสียงคำรามลั่น พร้อมดวงตาวาวโรจน์แดงฉาน ที่เปี่ยมไปด้วยโทสะ จากนั้นเจ้าชายร่างยักษ์ก็ยกแขนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเหวี่ยงฟาดลงมาใส่ร่างของเว่ยเซี่ยสุดแรง จากนั้นก็พลันเกิดเสียงดังสนั่นราวกับเกิดแผ่นดินถล่มก็มิปาน ฝุ่นควันลอยคละคลุ้งเต็มไปหมด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงให้กับเหล่าชาวยุทธ์ที่กำลังจะเข้าไปในสำนักสตรีหยกสวรรค์เป็นอย่างมาก จากนั้นจึงมีเสียงของเจ้าคุณชาย มู่ ฮวยฮงที่นั่งดูอยู่ห่าง ๆ เอ่ยขึ้น "หึ ไอ้เศษสวะปลายแถวเอ่ย มิรู้มันโง่ หรือสติไม่ดีกันแน่ที่ไปพูดจายั่วโมโหเจ้า ลั่วอิง แบบนั้น สมน้ำหน้ามันแล้ว.."
"ใช่แล้วขอรับคุณชาย ตั้งแต่ข้าผาดโผนในยุทธภพกับพี่ใหญ่มา ก็ยังไม่เคยพบ เคยเจอคนโง่แบบนี้มาก่อน" ชายร่างสูงใหญ่อีกคนยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะกล่าวขึ้น นามของมันก็คือ หยิ่งเฉิน เป็นน้องชายของลั่วอิงผู้ที่เล่นงานเว่ยเซี่ยไปเมื่อสักครู่นั่นเอง
"เอาล่ะ จบเรื่องแล้ว เดี๋ยวข้าขอตัวไปนอนเล่นพักสักประเดี๋ยว ส่วนงานตรงนี้พวกเจ้าทั้งสาม ก็ทำต่อแล้วกัน" มู่ ฮวยฮง เก็บพัดในมือของมัน และลุกขึ้นก่อนจะออกปากสั่งลูกน้องของมัน ทว่า…ในตอนนั้นเองก็ได้มีเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้น
"อ้าว ๆ คิดจะไปแอบอู้ ซะแล้วรึขอรับคุณชาย ไหนบอกว่าจะคอยตรวจตราทุกคนที่จะเข้าไปในสำนักมิใช่รึ…"
เสียงของชายผู้นั้น ทำเอาทุกคนแหงนหน้าขึ้นไปมอง บนขอบกำแพงของสำนักกันเป็นตาเดียว
"ปะ..เป็นไม่ได้ ทำไมมันถึง…." มู่ ฮวยฮงถึงกับดวงตาเบิกกว้างอ้าปากค้าง เมื่อเห็นร่างของเว่ยเซี่ยที่นั่งไขว่ห้าง เอามือเท้าคาง มองลงมาด้วยท่าทางอารมณ์ดี แถมยังไม่มีรอยแผล หรือรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย
"เจ้าขึ้นอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร..! เล่นกลประเภทไหนกัน สวะปลายแถวเช่นเจ้า ทำไมถึงหลบการโจมตีอันรุนแรงของ พี่ใหญ่ข้าได้.." ครานี้ หยิ่งเฉินตะโกนถามขึ้นมาบ้าง เว่ยเซี่ยที่ได้ยินก็ขมวดมุ่นคิ้ว ทำหน้าทำตายียวน ก่อนจะกล่าวตอบว่า "เมื่อครู่ เจ้าเรียกว่าการโจมตีที่รุนแรงแล้วกระนั้นรึ ช่างน่าขันเสียจริง ถ้านั้นเรียกว่าแรงสุดแล้ว เช่นนั้นการโจมตีพี่ใหญ่ของเจ้า ก็มิได้ต่างจากเด็กอมมือในสายตาของข้าเลยแม้แต่น้อย…"
สิ้นคำพูดของเว่ยเซี่ย เจ้าสองพี่น้องร่างยักษ์ก็หมดความอดทน พวกมันเร่งคว้าดาบเล่มโต กับ ขวานเล่มใหญ่ อาวุธคู่กายมาไว้ในมือ ก่อนจะโคจรลมปราณทั่วร่างจนถึงขีดสุด จากนั้นก็พุ่งทะยานขึ้นไปหาเว่ยเซี่ยที่นั่งอยู่ด้านบนด้วยความรวดเร็วเกินกว่าที่คนทั่วไปจะมองตามทัน ยามนี้ร่างของพวกมันทั้งสองเต็มไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง ความปรารถนาคงเป็นการสับร่างของเว่ยเซี่ย ออกเป็นหมื่น ๆ ชิ้นเป็นแน่..
"ฮ่าๆๆๆ โกรธจนหน้าดำหน้าแดงเลยสินะพวกเจ้า แต่เข้ามาพร้อมกันแบบนี้ก็ดี เรื่องจะได้จบไวขึ้น" เว่ยเซี่ย ออกมาพร้อมเผยรอยยิ้มที่มุมปาก จากนั้นมันก็ลุกขึ้น และพลันถีบตัวพุ่งเข้าใส่เจ้าสองพี่น้อง ที่ในอดีตมีฉายาว่า หนึ่งดาบยักษ์พิทักษ์ฟ้า สองขวานเมฆาปกป้องปฐพี อย่างกลัวเกรง
"วิชาฝ่ามือมังกรตาเดียว สิบแปดกระบวนท่า กระบวนท่าที่ หก สองกรงเล็บมังกรทะลวงถ้ำหยก..!"
เว่ยเซี่ยโคจรลมปราณไปที่สองฝ่ามือก่อนจะพลิกม้วน และยกสองแขนไปด้านหน้า จากนั้นก็พลันบังเกิด ภาพของมังกรยักษ์ตาเดียวสีดำทะมึนปรากฏออกมาจากมือของเว่ยเซี่ย มันม้วนตัวส่งเสียงคำรามลั่น ก่อนที่จะพุ่งตรงเข้าปะทะกับเจ้าสองพี่น้องจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมประกายวูบวาบสว่างจ้า ผู้คนที่เฝ้ามองดูอยู่เบื้องล่างถึงกับต้องยกแขนขึ้นมาบดบังสายตา…
จบบทที่ 65